บทที่ 2 ไอ้เด็กเวร
ตอนที่ 2 ไอ้เด็กเวร
"โอ๊ย เออ ๆ จะดูก็ดูไป"
เมื่อสองฝ่ายตกลงกันได้ภรัญจึงขยับไปชะโงกหน้าตรวจดูเครื่องยนต์รถให้ในทันที
“เอาล่ะ ลองสตาร์ทรถดูอีกทีสิ ว่าติดหรือยัง” ภรัญชะโงกหน้าออกมาจากห้องเครื่องแล้วตะโกนบอกคนที่นั่งอยู่ด้านหลังพวงมาลัย
เจ้าของรถกระบะสำหรับขนผักเก่า ๆ บิดกุญแจอีกครั้ง ก่อนที่ใบหน้าหวานจะระบายรอยยิ้มออกมา หน้าเอียงออกมาพ้นขอบกระจกก่อนจะยกนิ้วหัวแม่มือส่งให้คนที่ช่วยซ่อมรถ ร่างเล็กในชุดกางเกงขาสั้น กระโดดลงมาจากรถอีกครั้ง สองเท้าเขย่งเอื้อมมือขึ้นไปยันฝากระโปรงรถแล้วปิดมันลงในทันที
“ขอบคุณ” คำขอบคุณสั้น ๆ ง่าย ๆ ทำให้ภรัญเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ก็เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขาทั้งสองยังยืนแยกเขี้ยวกัดจมูกกันอยู่เลย
“อืม”
“ตกลงว่าคุณจะไปมีสุขฟาร์มสเตย์จริงดิ” มือเล็กยกขึ้นมาเท้าเอวบาง สะโพกยักหย่อนข้างเอียงไปทางเดียวก็ศีรษะ
“อืม”
“โอเค งั้นก็ขึ้นรถเดี๋ยวจะพาไปส่ง”
“ขอบใจ” ภรัญเดินไปคว้ากระเป๋าสะพายมาจากพื้นถนน แล้วเปิดประตูรถเข้าไปนั่งยังตำแหน่งเบาะข้างคนขับ ถ้าขืนทำเก่งผิดกาลเทศะเดี๋ยวได้เดินขาลากเท่านั้นเอง
“บ้านอยู่แถวนี้เหรอ” ภรัญเอ่ยถามเพราะสังเกตเอาจากการแต่งตัวของเด็กหนุ่ม กางเกงขาสั้นใส่สบาย รองเท้าผ้าใบ ดูเป็นคนไม่มีพิธีรีตองอะไร
“อืม” มือเล็กขยับเข้าเกียร์รถอย่างคล่องแคล่ว นานมากแล้วที่ภรัญไม่ค่อยเห็นคนขับรถยนต์แบบเกียร์ธรรมดา นับว่าเจ้าเด็กนี่ก็เก่งพอตัว
“ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ หลงทางเหรอ” อยู่ ๆ คำถามประหลาดก็ดังขึ้น
“ทำไมล่ะ แปลกเหรอที่ฉันมาพักที่นี่”
“แปลกมั้ง เห็นส่วนมากคนเมืองชอบไปเที่ยวที่สวย ๆ บนภูโน้น แบบนอนชมทะเลหมอก มีคาเฟ่สวย ๆ ให้ถ่ายรูป ไม่ค่อยมีคนลงมาทางนี้หรอก” ปากบางบุ้ยใบ้ไปยังทิวเขาซึ่งรายล้อมอยู่รอบทุกทิศ
“ฉันตั้งใจจะมาพักผ่อนสักพัก พอดีรู้จักกับลูกชายเจ้าของฟาร์ม เห็นว่าแถวนี้เงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน จริงสิ นายรู้จักคนในฟาร์มนั้นมั้ยที่ชื่อภูมิทัศน์”
“อืม ก็รู้จัก แล้วทำไมคุณเลือกมาที่นี่ อกหักเหรอ” เจ้าของแพขนตางอนหันมาถาม
“เปล่า ไม่ได้อกหัก” ภรัญแค่นหัวเราะออกมาทันที
เป็นจังหวะเดียวกับรถยนต์เลี้ยวผ่านรั้วไม้ ซึ่งป้ายด้านหน้าเขียนเอาไว้ว่า ‘มีสุข ฟาร์ม สเตย์’ ภรัญขมวดคิ้วแล้วเหลียวมองหันกลับไปด้านหลัง กะคะเนสายตาจากฟาร์มแห่งนี้กับจุดที่รถจอดเสียเมื่อครู่ แล้วหันไปถอนหายใจให้คนที่นั่งทำท่าเหมือนพยายามกลั้นขำอยู่ด้านหลังพวงมาลัย เพราะจากจุดนั้นมาถึงตรงนี้มันห่างกันไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“เอ้า ถึงแล้ว มีสุขฟาร์ม สเตย์”
“ไหนเมื่อกี้ นายบอกว่าอีกสิบห้ากิโลไง” ผมหันไปเหล่ตาขวาง มองไอ้เด็กเลี้ยงแกะ ที่พูดเจื้อยแจ๊วลื่นเป็นปลาไหล นี่มันคงหลอกให้ผมซ่อมรถให้เสียมากกว่าจะมีน้ำใจพามาส่ง
“ก็สิบห้ากิโลไง นี่มันเพิ่งป้ายทางเข้าฟาร์มเองนะคุณ” คิ้วเล็กยักขึ้นถี่ จนผมอยากเอานิ้วไปจิ้มเสียให้ตาบอด
โชเฟอร์ตีนผีซิ่งรถมาตามทางเล็กอีกไม่นาน จากนั้นรถกระบะเก่าจนสีหมองจึงแล่นเข้ามาจอดเทียบอยู่ใต้ต้นคูนที่กำลังออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่ง จนแทบมองไม่เห็นสีเขียวของใบมัน ด้านล่างโคนต้นไม้มีรัศมีเป็นวงกลมขนาดใหญ่ เหมือนมีใครนำพรมสีเหลืองทองมาปูลาดรอคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวเมืองกรุงอย่างผมไม่ผิดเพี้ยน
“พี่ภูมมมม วู้วววว อยู่มั้ย” เสียงแหลมลากยาวตะโกนออกไปตั้งแต่เท้ายังไม่เหยียบพื้น
“นี่เหรอ มีสุขฟาร์มสเตย์” ผมตวัดเป้สะพายหลังขึ้นมาคล้องไว้บนบ่า สายตากวาดมองไปรอบ ๆ เห็นเพียงกระต๊อบเล็ก ๆ ทำจากไม้ไผ่มุงด้วยหญ้าคาแทนหลังคากระเบื้องหรือสังกะสีปลูกอยู่ห่าง ๆ กลางทุ่งเพียงหลังเดียว ส่วนบ้านไม้ชั้นเดียวขนาดกะทัดรัดหลังนี้ ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถูกใช้เป็นที่พักนักท่องเที่ยว เนื่องจากมันดูเหมือนบ้านพักอย่างถาวรมากกว่า
“อืม” เจ้าตัววุ่นวาย ซึ่งมีความสูงเพียงหัวไหล่ของผมยกมือขึ้นมาเท้าเอวแอ่นสะโพกชะเง้อคอ ก่อนจะกระโดดเหย็ง ๆ ปากร้องตะโกนเรียกชื่อคนที่ผมรู้จักอีกครั้ง
“สงสัยพี่ภูมิไม่อยู่ เพราะรถก็ไม่อยู่ คุณแน่ใจนะว่าใช่ที่นี่ ไม่ได้จองผิดที่หรือว่าจำชื่อผิดฟาร์ม”
“ที่นี่แหละ ถ้าจำชื่อผิด แล้วฉันจะบอกชื่อภูมิทัศน์ถูกได้ยังไง”
“เออ ก็จริง”
“แล้วไอ้ฟาร์มนี้มันมีอยู่แค่นี้จริงเหรอ”
ผมสะพายเป้เดินไปสำรวจพื้นที่โดยรอบ แล้วชักเริ่มลังเลไม่มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนหรือเปล่า เพราะตอนที่ผมได้รับคำชวนให้มาพักร้อนที่นี่ ในหัวผมนั้นจินตนาการถึงที่พักแบบเกสต์เฮาส์หรือรีสอร์ต โฮมสเตย์ ต่อให้มันไม่ได้สวยหรูดูดีมากนัก แต่ผมไม่คิดว่ามันจะอยู่ในสภาพนี้ เพราะมองยังไงมันก็เหมือนเล้าไก่มากกว่า
“อืม มีแค่นี้แหละ ผมถึงถามคุณไงว่า แน่ใจเหรอว่าจะมาพักที่นี่” เจ้าของแก้มป่องพยักหน้า จากนั้นกระโดดเขย่งขาขึ้นไปคว้าเอาลูกอะไรเขียว ๆ มาจากต้นไม้แล้วยัดมันใส่เข้าไปในปากเคี้ยวหยับ ๆ แล้วแหกปากร้องตะโกนเรียกเจ้าของบ้านต่อไป
“เอาล่ะ ถ้าเขาไม่อยู่ตอนนี้ก็ไม่เป็นไร จริงสิ แถวนี้มีร้านอาหารหรือว่าร้านค้าขายอะไรบ้างมั้ย ฉันหิวจนตาลายแล้ว” เพราะความซวยที่ประสบพบมาตลอดทั้งวัน ทำให้ผมหลงลืมไปเลยว่า ตั้งแต่ลงจากรถตู้โดยสารมา ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้าจนใกล้ค่ำ
“ร้านอาหาร...คุณมองไปรอบ ๆ สิ เปิดมาให้เจ๊งเหรอ เปิดมาขายให้ใครนอกจากไก่ กับเป็ด” เจ้าของแก้มก้อนเพราะอมอะไรบางอย่างเอาไว้ในปากชี้นิ้วกราดไปด้านหลังซึ่งมันมีเพียงทุ่งนากับต้นไม้ ส่วนหลังคาบ้านมีให้เห็นอยู่ไกล ๆ เพียงไม่กี่หลัง
“ถ้าอย่างนั้นนายมีอะไรพอให้ฉันกินได้บ้าง ตั้งแต่ลงรถจากในเมือง ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย” ผมบอกออกไป เพราะอย่างน้อยผมจำได้ว่าตัวเองจ่ายค่าที่พักรวมกับอาหารวันละสามมื้อมาแล้ว ตามปกติธรรมดาทางที่พักต้องเตรียมอาหารเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้าพัก
“อืม รอเดี๋ยวนะ ขอผมขึ้นไปดูก่อนว่า บนบ้านมีของกินหรือเปล่า” เจ้าเด็กกะล่อนหันมาเอียงคอยืนมองผมครู่หนึ่ง จากนั้นถอดรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ลงตรงตีนบันไดแล้วเดินขึ้นไป เปิดอันนั้น เปิดอันนี้ เหมือนสำรวจอะไรบางอย่าง
"ไม่มีอะไรเลย สงสัยพี่ภูมิคงเข้าเมืองไปซื้อของมั้ง"
