บทที่ 6 มีสุข ทุกที่
ตอนที่ 6 มีสุขทุกที่
ผมนั่งซดกาแฟหมดแก้วพอดีตอนที่มีรถมอเตอร์ไซต์เก่าซอมซ่อวิ่งครางแต๊ก ๆ เข้ามาจอดอยู่บริเวณริมรั้วไม้หน้าบ้าน ลุงชาวบ้านหน้าตาซื่อ ๆ คนหนึ่งเดินหลังค่อมเข้ามายิ้มอวดฟันดำ ก่อนจะพูดอะไรกับภูมิทัศน์สองสามประโยค
“ภรัญ พอดีผมต้องไปช่วยชาวบ้านเขาลงต้นกล้าปลูกผักออร์แกนิกกัน ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้อยู่ดูแลคุณ” เจ้าของฟาร์มสเตย์หันมาคุยกับผมพร้อมกล่าวขอโทษขอโพย
“ไม่เป็นไรครับ”
“จริงสิน้องแดน พี่ฝากให้น้องแดนช่วยดูแลคุณภรัญแทนพี่หน่อยนะ”
“ดูแลยังไง” เจ้าของดวงตากลมใสแจ๋วเอ่ยถามมือบางยื่นนิ้วออกไปแกะไข่ปลาสีส้มขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวหยับ ๆ
“ก็พาไปเที่ยวเล่นในฟาร์มก็ได้ คุณภรัญจะได้ไม่เบื่อ”
“เอ่อ .... ไม่เป็นไรดีกว่าครับ” ผมรีบหันไปโบกมือปฏิเสธทันที ไม่ใช่เพราะเกรงใจเจ้าเด็กนี่หรอกนะ แต่เพราะขี้เกียจไปทะเลาะกันให้รำคาญหู รำคาญตามากกว่า
“ทำไม ไม่อยากไปเที่ยวกับผมเหรอ”
“ฉันไม่อยากเป็นตากุ้งยิง เพราะต้องไปนั่งมองไข่ย้อยของนายต่างหาก” ขนาดกางเกงเพิ่งจะเป้าขาดไปมันจะรู้สึกอายสักนิดก็ไม่มี เพราะผมก็ยังเห็นมันมานั่งขัดสมาธิอวดเบ่งโชว์รูกางเกงอยู่เหมือนเดิม
“โธ่ เดี๋ยวกลับบ้านไปให้แม่เย็บให้ก็ได้ ขาดคืบเดียวเอง” เจ้าของกางเกงเก่าจนเนื้อผ้าเปื่อยก้มลงไปมองลอดใต้หว่างขา ก่อนจะใช้มือกางเหมือนต้องการวัดขนาดเป้ากางเกงตัวเองว่ามันขาดมาก ขาดน้อยเพียงใด
เมื่ออิ่มจากมื้อเช้าและเจ้าของมีสุขฟาร์มออกไปกับลุงชาวสวนคนหนึ่งแล้ว ผมจำใจนั่งรถมากับเจ้าเด็กเป้าเปื่อยที่ขับรถลึกไปตามถนนเรื่อย จนกระทั่งมาจอดอยู่ภายในฟาร์มขนาดกว้างมองไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา
“มีสุขฟาร์มสเตย์ ยินดีต้อนรับ” โชเฟอร์ขาสั้นหันมายิ้มยิงฟันขาว กระโดดแผล่วลงไปยืนเท้าเอวอยู่หน้าป้ายไม้ขนาดใหญ่เกือบเท่ากระต๊อบที่ผมใช้นอนพักเมื่อคืน
“มีสุขฟาร์มสเตย์?”
“อืม” หน้าพยักสั่นหงึก ๆ
“แล้ว...ของภูมิทัศน์”
“อันนั้นก็มีสุข อันนี้ก็มีสุข อยู่ที่นี่มีสุขทุกที่....ปะ ไปเย็บกางเกงกัน”
ผมเดินตามเจ้าของร่างเล็ก เข้ามาภายในฟาร์มที่มีชื่อคล้ายกัน ด้านในนั้นเห็นมีเหมือนบ้านน็อคดาว์นหลังหนึ่ง กับด้านข้างเหมือนร้านค้า หรือเป็นลานเอาไว้สำหรับคัดแยกหรือส่งผักปลอดสารพิษไปขาย เพราะมีคนงาน หรืออาจเป็นชาวบ้าน กำลังช่วยกันนำผักสลัดต้นใหญ่ จัดเรียงวางใส่ลงไปในตะกร้า แล้วลำเลียงขึ้นไปไว้บนรถควบคุมอุณหภูมิที่จอดรออยู่ด้านหน้าสองคัน
“แม่...เกงแดนขาดอีกแล้ว” เจ้าตัวเล็กเดินแหวกเป้ากางเกงตรงไปหาผู้หญิงมีอายุคนหนึ่ง
“ขาดอีกแล้วเหรอคะ ทำไมคุณหนูแดนซนจังเลย”
“แดนไม่ได้ทำอะไรเลยนะ มันขาดเอง”
“ถ้าอย่างนั้นไปเปลี่ยนใส่ตัวใหม่สิคะ เดี๋ยวแม่เอากลับไปเย็บให้ แล้วนั่น...ใช่คนเมืองที่มาพักข้างหน้ากับคุณภูมิใช่มั้ยคะ” ผู้หญิงใบหน้าเต็มไปด้รอยฝ้าแดดหันมายิ้มให้ผม
“สวัสดีครับ...” ผมยกมือขึ้นไหว้คนอาวุโสกว่า
“สวัสดีค่ะ” ยิ้มซื่ออย่างคนชนบท ถูกส่งมาให้ผมจากคนสี่ห้าคนที่ต่างเงยหน้าขึ้นมาจากงานในมือ
“ใช่ครับ คนที่แม่บอกให้แดนเอาห่อหมกฮวกเอาไปฝากป้า คนนี้แหละ” เจ้าเด็กแก่นกะโหลกเพ้อเจ้อออกมาเป็นทำนองเพลงที่ผมเคยได้ยินผ่านหูบ่อย ๆ
“แล้วนี่คุณหนูแดนจะพาคนเมืองไปไหนคะ พามาเที่ยวสวนออร์แกนิกเหรอ” ผู้หญิงอีกคนถาม
“เปล่าครับ แดนแค่เอากางเกงกลับมาให้แม่เย็บ พี่ภูมิไม่อยู่บ้านเลยฝากให้แดนดูแลคนเมืองแทน แต่แดนไม่รู้จะพาเขาไปไหนดี ให้ไปช่วยเก็บปุ๋ยขี้ไก่ ดีหรือเปล่า?” ผมหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินภารกิจเก็บขี้ไก่
“โอ๊ย เดี๋ยวขี้ไก่พวกแม่เก็บเองค่ะ พาคนเมืองไปเที่ยวไหว้พระในวัดข้างในสิคะ ขอพรหลวงพ่อจะได้มีโชค มีลาภ สุขภาพแข็งแรง” ผู้หญิงที่เจ้าเด็กแดนดินเรียกว่าแม่คนที่สาม รีบยกมือขึ้นมาโบกมือสะบัดทำท่าปฏิเสธ ไอ้เด็กนี่มันก็น่าเขกกะโหลกนัก มีอย่างที่ไหนจะให้นักท่องเที่ยวอย่างผมไปเก็บขี้ไก่
“อ๋อ โอเคครับ อย่างนั้นแดนไปเปลี่ยนกางเกงใหม่ก่อนนะ” เจ้าของกางเกงเป้าเปื่อย วิ่งหายขึ้นไปบนบ้านน็อคดาว์นครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับลงมาอีกครั้งด้วยสภาพการแต่งตัวที่ไม่ได้ดีขึ้นจากเดิมเลยสักนิด
ผมใช้เวลาประมาณสองนาที สำรวจบ้านน้อยหลังนี้แล้วนึกประหลาดใจ เพราะที่นี่ไม่ต่างอะไรกับพวกโฮมสเตย์เล็ก ๆ ราคาปานกลางที่ผมเคยไปเที่ยวพัก เพราะด้านในนั้นมีทั้งตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ตู้ โต๊ะ และด้านในห้องนั้นผมเดาว่าน่าจะเป็นห้องนอนของเจ้าตัวเล็ก มันก็ไม่ได้ดูเหมือนเด็กยากจนขาดแคลนแร้นแค้นจนไม่มีเงินซื้อกางเกงดี ๆ ใส่สักหน่อย
“นี่บ้านนายเหรอ” ผมเอ่ยปากถามคนที่เดินกลับออกมาพร้อมกางเกงตัวใหม่ ที่ดูยังไงมันก็ยังเก่าจนเนื้อผ้าเปื่อยอยู่ดี
“ไม่ใช่บ้านผมหรอก แค่เอาไว้นอนเล่น”
“นอนเล่น?”
“อืม ปะ...ไปธุจ้าพระกัน” เจ้าของยิ้มสดใสหันไปคว้าหมวกสานแบบใบลานจากข้างฝามาสวม ก่อนจะหันมาพยักหน้ากวักมือเรียกผม
“ธุจ้า...” ผมสลัดหน้าให้กับคำศัพท์ คำสแลงแบบเด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจแล้วพาลนึกไปถึงอนาคตอันริบหรี่ของภาษาไทยที่นับวันมันจะผิดเพี้ยนมากยิ่งขึ้นทุกที
เจ้าเด็กแดนดินพาผมซ้อนมอเตอร์ไซต์เก่าจนขึ้นสนิม ไปตามถนนสายเล็ก สองข้างทางเป็นนาข้าวสีเขียวอ่อนสลับกับต้นคูนที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง ลมเย็นพัดผ่านใบหน้าพาเอากลิ่นหอมของแชมพูสระผมของวินมอเตอร์ไซต์ร่างเล็ก ที่เจื้อยแจ้วชี้มือชี้ไม้ให้ผมดูอันนั้น อันนี้ไม่มีหยุด
“นี่เหรอวัดที่นายบอก” ผมตวัดขาลงมายืนขมวดคิ้วให้กับโบสถ์ไม้เก่าจนมันเอียงไปข้างหนึ่ง หลังคาผุพังวังเวงจนน่าขนลุก มากกว่าน่าศรัทธาเลื่อมใส
“อันนี้โบสถ์เก่า โบสถ์ใหม่ยังไม่ได้สร้าง ต้องรอตังทอดกฐินก่อน” เจ้าของถิ่นอธิบาย เตะขาหยั่งรถแล้วเดินเขย่งเป็นม้าดีดกะโหลกนำทางผมไปยังศาลาไม้หลังหนึ่ง นี่ถ้าด้านในไม่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ ผมอาจนึกว่ามันเป็นพวกศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่อะไรสักอย่าง เพราะบรรยากาศรอบด้านร่มครึ้มเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ต้นสูง ร่มไม้ใบหนาบังจนแสงอาทิตย์แทบจะส่องรอดลงมาไม่ถึงพื้นดินด้านล่าง ข้อดีอย่างเดียวที่ผมเห็นคือที่นี่ไม่ร้อน ออกจะอากาศเย็นจนเกือบหนาวด้วยซ้ำ
“เอ้า มาธุจ้าพระก่อน แม่บอกว่าพระที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรได้หมด ยกเว้นขอหวย เพราะไม่มีใครเคยถูกสักที” ไกด์ท้องถิ่นนั่งคุกเข่าคลานไปหยิบธูปมาจากห่อพลาสติกเปื่อยแล้วยื่นส่งให้ผม
“ขอหวยไม่ถูก อย่างนั้นเรียกศักดิ์สิทธิ์เหรอ” ผมหันไปเลิกคิ้วถาม
