บทที่ 3 เขาคือเฟยหลง
ความเหนื่อยล้าสะสมตลอดวัน เทียบไม่ได้กับความเหนื่อยที่ซุกซ่อนอยู่ใน ‘บ้านตระกูลหลี่’ เอินหนิงหยุดยืนอยู่ที่ลานน้ำพุด้านนอก ก่อนจะหันไปมองที่รถยุโรปหลายคันที่จอดเรียงรายอยู่หน้าบ้าน
แขกผู้ทรงอิทธิพลมาหาพ่อเธอด้วยเรื่องงานอีกแล้วสินะ...
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินอ้อมไปอีกฝั่งของประตูบ้าน ห้องนอนของเธออยู่ติดกับเรือนคนใช้ จึงไม่มีความจำเป็นใดให้ต้องเดินผ่านเข้าไปยังโถงของบ้าน
“หายหัวไปไหนมานังตัวดี!”
ไม่ทันตั้งตัว แรงกระชากมหาศาลจากด้านหลังก็ทำให้เอินหนิงถึงกับเซถลา ‘มาดามหลี่’ ผู้เป็นแม่เลี้ยงจิกปลายผมเธอไว้แน่น ก่อนจะปล่อยออกและตวัดฝ่ามือที่ประดับด้วยเพชรเม็ดโตลงที่ข้างแก้ม
“ฉันสั่งไว้แล้วใช่ไหมว่าให้รีบกลับมา!”
“เอินก็รีบที่สุดแล้วนะคะ”
“ไม่ต้องมาเถียง!”
สตรีรูปร่างสูงโปร่งระหงจ้องเธอนิ่งงัน มิหนำซ้ำยังกระชากแขนเธอไปบีบไว้แน่นแต่หญิงสาวกลับไม่กล้าร้องสักนิด
“รู้ทั้งรู้ว่าคนใช้ลางานแกก็ยังจะกล้าออกไปแรดนอกบ้าน รู้ไหมว่าข้างในเขากำลังเครียดกันแค่ไหน พ่อกับน้องสาวแกกำลังจะถูกไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นบีบจนไม่มีที่ยืนอยู่แล้ว!”
“คุณแม่คะ... เอินเจ็บ”
“เจ็บก็ดี! จะได้จำได้ขึ้นใจสักที ว่าหน้าที่หลักของแกคืออะไร!”
“แต่เอินไม่ใช่คนใช้” เธอนิ่วหน้าเมื่อแรงบีบทวีขึ้นเรื่อยๆ
“ฉันสั่งให้แกเป็น แกก็ต้องเป็น ไม่มีสิทธิ์เถียง!”
พูดจบก็สะบัดแขนอย่างแรงจนหญิงสาวล้มลงไม่เป็นท่า แต่คนที่คุ้นชินกับการกระทำรุนแรงกลับไม่สำนึกผิดสักนิด
“ไปทำหน้าที่คนใช้ของแกให้ดี คนข้างในยังรอให้แกยกของไปเสิร์ฟอยู่ และจำไว้...อย่าให้เกิดความผิดพลาดอะไรเด็ดขาด!”
เอินหนิงถูกผลักเข้าไปในห้องครัวอย่างไม่ไยดี เธอเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกั้นหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา มือเรียวประคองถาดของว่างด้วยความจำยอม ความหวังที่จะมีชีวิตใน ‘ที่สว่าง’ พังทลายลงเพียงเพราะคำด่าทอของคนที่เรียกว่าแม่มาค่อนชีวิต
จัดการของทุกอย่างลงถาดเรียบร้อย เอินหนิงก็เดินก้มหน้าผ่านโถงทางเดินเงียบๆ ไม่ได้สนใจเสียงก่นด่าของมาดามหลี่ หรือสายตาของชายชุดดำนับสิบที่ต่างก็รออารักขานายเหนือหัวของตน
เคาะประตูอยู่สามครั้ง ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก เอินหนิงเดินตัวลีบเข้าไปในห้อง แสงไฟจากโคมระย้าส่องกระทบชายหนุ่มที่นั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลที่เธอเพิ่งพบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กำลังจ้องบิดาของเธอด้วยสายตาเย็นเยียบดุจธารน้ำแข็ง จนทำให้ถาดในมือสั่นสะท้าน
และยิ่งสั่น...เมื่อเห็นว่าเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพเจ้าสวมแหวนเหยี่ยวเอาไว้ที่นิ้วชี้ข้างซ้ายเช่นเดียวกับชายคนนั้น
“อลัน?” เธอพึมพำ นัยน์ตาเบิกกว้างเมื่อเขายกยิ้มน้อยๆ ให้
เป็นเขาไปได้ยังไง...
ในหัวของเธอตีกันยุ่งไปหมด ทั้งกลิ่นกาแฟอ่อนๆ ที่ร้านนั่นกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาในตอนนี้ ผู้ชายที่ช่วยเธอไว้ในคืนฝนตก กับมาเฟียที่พ่อกริ่งเกรงจนนั่งไม่ติด เป็นคนเดียวกันจริงๆ น่ะเหรอ?
เอินหนิงถามตัวเองซ้ำๆ แต่กลับไม่ได้คำตอบสักนิด
“รู้จักกันเหรอ?”
หลี่เซิ่งยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อสังเกตเห็นบางสิ่งจากคู่หนุ่มสาว หันไปยกยิ้มและส่งสัญญาณให้หลี่ซือเหยา ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่รับหน้าที่ในการเจรจา ‘ดีลลับ’ กับ ‘หลินเฟยหลง’ อย่างเขี้ยวกรำ
“ไม่รู้จัก” อลันตอบกลับหน้าตาย หากแต่อีกฝ่ายกลับยิ้มกว้าง
“งั้นแปลว่าลูกสาวลุงคงตะลึงในความหล่อของท่านเฟยหลง”
“พ่อคะ...”
เอินหนิงทำท่าจะแย้ง แต่บิดากลับลุกมาใกล้ บังคับให้เธอวางถาดในมือลงก่อนจะฉุดไปหยุดตรงหน้ามาเฟียหนุ่มที่ดูไม่ไยดีกับอะไร
“มาทำความรู้สึกกับพี่เค้าไว้สิ”
หลี่เซิ่งยิ้มเจ้าเล่ห์ บีบแขนบุตรสาวคนโตแน่น
“นี่เอินหนิง...ลูกสาวคนโตของลุง พวกเธอเคยเจอกันตอนเด็กๆ อยู่ครั้งสองครั้ง ไม่รู้ว่าเฟยหลงยังจำน้องได้หรือเปล่า”
“ไม่มีความจำเป็นต้องจำ”
คำตอบนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ เอินหนิงเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มตรงหน้า ดวงตาของเขายังคงดุดัน แต่กลับแฝงไปด้วยความห่างเหิน
“แล้วเอินเอินล่ะ จำเฮียเฟยหลงได้บ้างหรือเปล่า”
หญิงสาวไม่ตอบ ก้มหน้างุด ไม่รู้จะตอบอย่างไร ขณะที่อลันนึกอยากผลักเธอให้พ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า จึงมองเธอเช่นเดียวกับของที่ไร้คุณค่า ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปหาหลี่เซิ่ง
“พอที ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำความรู้จักใครหรอกนะ”
ได้ยินแบบนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก เอินหนิงรีบวางของว่างแล้วถอยออกมาจากห้องนั้นด้วยความรู้สึกแตกสลาย เดินออกไปนั่งที่ม้านั่งไม้หน้าบ้านท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นจัด
เขาคนนี้กับเขาคนนั้นช่างแตกต่างกัน...
ภาพชายหนุ่มใจดีที่ยื่นร่มและเสื้อโค้ทให้ ถูกแทนที่ด้วยภาพมาเฟียที่พร้อมทำลายทุกอย่างเพียงเพื่อผลประโยชน์
นานทีเดียวกว่าการเจรจาในห้องจะยุติลง...
อลันเดินออกมาจากคฤหาสน์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย แววตาของเขาไหววูบเล็กน้อยเมื่อหันไปเห็นเอินหนิงนั่งอยู่ลำพัง จึงตั้งใจเดินเข้าไปทัก โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครแอบมอง
“ผิดหวังที่ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่คุณคิดไว้เหรอ?”
เขาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดจนเอินหนิงสะดุ้งน้อยๆ
“ไม่ใช่นะคะ เอินก็แค่...”
“ไม่คิดว่าผมจะเป็นมาเฟีย”
เธอไม่ตอบ แต่ก็ชัดเจนแล้วในความรู้สึกของอลัน...
เขาพยักหน้ารับเบาๆ สายตาไม่มีความอาทรหลงเหลือ
“ยินดีที่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของผมนะเอินหนิง”
อลันพูดเพียงแค่นั้นและเดินจากไป ปล่อยให้เอินหนิงจมอยู่ในความคิดของตัวเองซ้ำๆ กระทั่งถูกดึงเข้าไปรับรู้แผนการบางอย่างที่สองพ่อลูกวางไว้โดยไร้ทางเลือกให้เธอที่เป็นลูกอีกคน
