บทที่ 4 กรงที่มองไม่เห็น
หลังจากแผ่นหลังกว้างของอลันลับหายไปในความมืดพร้อมกับเสียงรถที่เคลื่อนตัวออกไป แรงกระชากจากมาดามหลี่และสายตากึ่งดูแคลนของหลี่ซือเหยาก็ปรี่เข้ามารุมล้อมเธอแทบจะทันที
“ไอ้เฟยหลงคุยอะไรกับแก!”
คนเป็นน้องคว้าไหล่เอินหนิงแล้วเขย่าอย่างแรง ใบหน้าที่เคยแสร้งยิ้มหวานยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นบิดเบี้ยวด้วยความริษยา
เคยอ่อยไอ้บ้านั่นแทบตายแต่มันไม่ชายตาแล...
ตอกกลับอย่างเจ็บแสบว่าเขาไม่คิดจะชอบหรือยอมให้เธอใช้ตระกูลหลินเป็นบันไดสู่การทำเรื่องเลวทราม
เพราะแบบนี้เธอถึงอยากเหยียบหลินเฟยหลงให้จมดินนัก!
“เปล่า เขาไม่ได้พูดอะไรกับพี่”
“คิดว่าฉันจะเชื่อแกหรือไง!” ซือเหยาตวาดกร้าว
“บอกมาเดี๋ยวนี้ มันถามอะไรจากแกไปบ้าง”
“เขาก็แค่ถามว่าทำไมมานั่งตรงนี้”
เอินหนิงตอบเสียงสั่น พยายามก้มหน้าหลบสายตาดูแคลนและจ้องจับผิดของสองแม่ลูกตรงหน้า แต่คนที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่า กลับไม่ปล่อยให้หญิงสาวปิดปากง่ายๆ
“ตอแหล!”
ใบหน้าดุจนางพญาของหลี่ซือเหยาเชิดขึ้น นึกถึงความถือดีของมาเฟียหนุ่มแล้วก็ได้แต่เจ็บร้าวในใจ ประโยคที่ว่า ‘อยากทำธุรกิจที่ใสสะอาดอย่างสบายใจ’ ฉุดให้ความโกรธเคืองฟุ้งไปทั่วทั้งอก
เพราะมันหมายถึงการด่าเธอและบิดาทางอ้อม ว่ายังคงจมปลักอยู่กับธุรกิจที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลโกง ที่ผิดกฎหมาย
แต่แล้วจะทำไม ในเมื่อเงินนั่น...มันมากเกินกว่าจะปฏิเสธได้
“พี่ไม่ได้โกหก คุณเฟยหลงไม่ได้ถามอะไรมากกว่านี้จริงๆ”
“ยืนคุยตั้งนานสองนาน แต่ถามแค่นี้เนี่ยนะ?”
มาดามหลี่เบ้ปาก ไม่อยากเชื่อแต่ก็ไม่มีหลักฐานใส่ร้ายเอินหนิง
“ฉันไม่เชื่อ ถ้าแกไม่ยอมพูด รู้ใช่ไหมว่าฉันจะทำยังไง?”
หลี่ซือเหยาง้างมือ ขณะที่เอินหนิงทำได้แค่หลับตาปี๋เพราะกลัวความเจ็บจนตัวสั่น ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่หากฝ่ามือนั้นยังไม่ถึงแก้มนวล เสียงของหลี่เซิ่งก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
“พอได้แล้วซือเหยา!”
ชายสูงวัยเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าลูกสาว แววตาที่มองเอินหนิงไม่มีความอาทรอย่างพ่อมองลูก มีเพียงการคำนวณผลประโยชน์อย่างเลือดเย็น หลังจากได้เห็นบางอย่างในแววตาของหลินเฟยหลง
มองไม่ผิดแน่... ท่านเชื่อในความคิดของตัวเองยิ่งกว่าใคร
“แต่หนูอยากรู้ว่าไอ้เฟยหลงมันพูดอะไรกับนังเอิน”
“จะพูดอะไรก็ช่าง”
“จะช่างได้ยังไง แค่มันขีดเส้นตายให้เราสองพ่อลูกแค่สามเดือน หนูก็แทบจะคลั่งอยู่แล้วนะคะคุณพ่อ!”
ความที่ทำธุรกิจแล้วไม่เคยเจอเรื่องเหนือความคาดหมาย จึงทำให้หลี่ซือเหยาแก้เกมกลับไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรต่อรองอย่างไร เฟยหลงจึงจะยอมเปลี่ยนความคิดเรื่องการยกเลิกธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา
ฟังให้ดูสวยหรูก็คือฟอก... ของสกปรกแลกของสะอาด
ธุรกิจที่สร้างผลประโยชน์ให้ตระกูลหลินมหาศาล แต่คนรุ่นใหม่อย่างหลินเฟยหลงกลับคิดจะหยุดทุกอย่างไว้โดยไม่สนใจคนข้างหลัง
“แกควรคลั่ง หลังจากที่มันคุยกับมาเฟียแก๊งค์อื่นมากกว่า”
“ที่ผ่านมาก็สำเร็จไปเกินครึ่งแล้วไม่ใช่หรือไง!”
มาดามหลี่หงุดหงิด หล่อนเองก็ฟังเรื่องนี้มาจากนายหญิงแก๊งค์อื่นไม่น้อย คนเหล่านั้นยอมหันกลับมาเดินบนทางที่ขาวสว่างมากกว่าจะจมอยู่กับเงามืดอย่างตระกูลหลี่ในวันนี้
“ใช่ เหลือแค่เรากับกัวเฉียนที่ยังไม่ตอบตกลง”
หลี่เซิ่งพึมพำพลางหันไปคุยกับลูกสาวคนโปรดและมาดามหลี่ ทำเหมือนเอินหนิงเป็นเพียงธาตุอากาศที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“มันวางแผนจะล้างมือแล้วถอนการสนับสนุนทุกอย่างในสามเดือน มันนึกว่าตัวเองเป็นใครถึงจะมาเขี่ยตระกูลหลี่ทิ้งได้ง่ายๆ”
“แล้วคนที่มันหามาล่ะ?” มาดามหลี่ถาม
“หักเงินปากถุงหนักไป เรารับไม่ไหวหรอกค่ะคุณแม่”
“นั่นเพราะมันรู้...ว่ารายได้หลักของเรามาจากทางไหน”
หลี่เซิ่งเหยียดยิ้ม เงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างคนที่หาทางไม่ได้ จะให้คนอย่างท่านเลิกปล่อย ‘บางสิ่ง’ ที่ทำกำไรอย่างงาม นั่นไม่เท่ากับบีบให้ตระกูลหลี่ต้องตายท่ามกลางเสือสิงห์หรือไง
“เราจำเป็นต้องดัดหลังมัน ไม่อย่างนั้นคนที่ตายคงเป็นเรา”
“คุณพ่อมีแผนดีๆ หรือยังคะ?” หลี่ซือเหยารีบถาม
“คงต้องยกให้ลูกจัดการ รวมถึงสินค้าตัวใหม่ที่เราเพิ่งปล่อย”
บลูมาลิซ...
ของชิ้นนี้ คาดว่าจะสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลจนทัดทานไม่อยู่
“ถ้าหนูอยากให้คนในบ้านเราทดลอง...”
คนพูดหรี่ตามองเอินหนิงจนคนถูกมองถึงกับหน้าตื่น แม้เธอจะไม่รู้ว่าบลูมาลิซที่ว่าคืออะไร แต่ใช่ว่าเธอจะเดาไม่ได้ว่ามันไม่ใช่ของดี
“ไม่นะคะ!” เอินหนิงพยายามดิ้นหนีแต่กลับถูกตบ
“แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะประโยชน์ของแกมันก็มีแค่นี้!”
มาดามหลี่หัวเราะเบาๆ พลางเดินเข้ามาเชยคางลูกเลี้ยงขึ้น
“นั่นน่ะสิ...ทางที่ดี แกอย่าดื้อเลยดีกว่า”
เอินหนิงเม้มริมฝีปากแน่น ความหนาวแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ไม่คิดว่าคนในบ้านจะใจร้ายกับเธอได้มากถึงเพียงนี้ โดยที่บิดาก็ทำได้เพียงมองและหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านเท่านั้น
“ใครอยู่แถวนี้บ้าง จับนังเอินไปขังไว้ในห้องทีซิ!”
“ไม่นะซือเหยา อย่าทำกับพี่แบบนี้!”
เธอพยายามร้องขอชีวิตด้วยการก้มลงกราบคนเป็นน้อง แต่คนเย่อหยิ่งอย่างหลี่ซือเหยากลับข้ามหัวพี่สาวไปดื้อๆ ปล่อยให้ลูกน้องของบิดานำตัวเอินหนิงไปขังไว้ ก่อนจะกลับเข้าไปจิบไวน์อย่างสบายอารมณ์พร้อมกับหยิบบางอย่างขึ้นมาดูอย่างพึงใจ
“ในเมื่อขอดีๆ แล้วไม่ให้ ฉันก็จำเป็นต้องผูกแกไว้ด้วย ‘วิธีของฉัน’ เตรียมรับของขวัญจากตระกูลหลี่ได้เลยเฟยหลง รับรองว่าแกจะจดจำทุกอย่างไปจนวันตาย!”
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับเจือด้วยความสะใจ ทับถมลงมาบนเสียงร้องไห้ภายใต้เงาจันทร์ของ ‘เหยื่อ’ ที่ไม่เคยเป็นที่รักของคนในบ้านแม้เพียงวินาทีเดียว
