บทที่ 5 เจรจา
สามเดือนหลังจากนั้น...
แสงไฟนีออนจากป้ายร้านรวงในย่านจิมซาจุ่ยพากันสะท้อนผ่านหน้าต่างห้องรับรองพิเศษของภัตตาคารชื่อดัง แต่บรรยากาศในห้องกลับไม่สว่างไสวขึ้นสักนิด
อลัน หลิน เอนหลังอยู่ที่โซฟาขนาดใหญ่ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ดวงตากลับดุดัน
“ตัดสินใจได้หรือยัง? ผมไม่ได้มีเวลามานั่งรอทั้งคืนนะครับ”
น้ำเสียงนุ่มทุ้ม แต่คนฟังรู้ดีว่าเขาไม่อาจเสียเวลารอ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนช้าๆ เผยให้เห็นรูปร่างสูงโปร่งแต่แฝงไปด้วยความแข็งแรงสมส่วนชัดเจน
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับถูกสลักขึ้นอย่างประณีต คิ้วเข้มรับกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ขับให้ภาพลักษณ์นักธุรกิจหนุ่มดูสง่างามและน่าเกรงขาม
“ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ ท่านหลี่ก็ไม่ควรทำผมเสียเวลานะครับ”
“เดี๋ยวก่อนสิเฟยหลง!”
ชายวัยหกสิบปีรีบลุกขึ้นขวาง ก่อน ‘เจ้าของ’ อาณาจักรห้าวอิงกรุ๊ปคนใหม่จะก้าวไปถึงประตู อลันชะงักเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปมองอีกฝ่ายนิ่ง
“ท่านไม่ควรเรียกผมด้วยชื่อนั้นอีก”
เขาไม่ชอบใจนัก เพราะชื่อนี้...มักมีแต่คนทำธุรกิจสีเทาที่เรียก
“ตกลงจะเอายังไงครับ ผมให้เวลาท่านมามากพอแล้วนะ”
น้ำเสียงยังคงสุภาพ แต่แววตานั้นชัดเจนว่าไม่คิดเปลี่ยนใจ
‘ผมไม่อยากทำธุรกิจผิดกฎหมาย’
ประโยคสั้นๆ ในที่ประชุม ทำให้เหล่ามาเฟียกลุ่มเล็กและใหญ่ต่างก็นั่งไม่ติดกันเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่ตระกูลหลี่... ที่อาจจบเห่เพียงเพราะการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ที่นึกอยากจะทำธุรกิจสีขาวขึ้นมา
แต่หลงลืมไปหรือเปล่า...
ว่ากว่าอาณาจักร ‘ห้าวอิงกรุ๊ป’ จะมั่นคงได้อย่างทุกวันนี้ ผู้เป็นบิดาของเขาอย่าง ‘หลินเจิ้น’ นั้น ต้องแลกสิ่งใดมาบ้าง
“ผมเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว ไม่ใช่ว่าอยากทิ้งทุกคนนะครับ”
“แต่ลุงไม่สะดวกใจที่จะใช้บริการคนพวกนั้น”
ชายสูงวัยเม้มริมฝีปากแน่น รู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ว่าง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป นับตั้งแต่บิดาของเขาปลิดชีพตัวเองโดยไร้สาเหตุที่แน่ชัด เจ้าลูกแกะหัวอ่อนนั้นก็กลายร่างเป็นหมาป่าเสียแล้ว
“นั่นคือทีมที่ดีที่สุดแล้วครับ”
“แต่ทางนั้นหักเปอร์เซ็นต์มากไป”
หลี่เซิ่งตัดสินใจพูดความจริง หลังอ่านเงื่อนไขก็ไม่อาจเฉยได้ จึงจำเป็นต้องนัดอีกฝ่ายออกมา โดยการแจ้งให้เขาทราบว่าอยากหารือและปรึกษาเรื่องธุรกิจใหม่
หากแต่มาถึงทุกอย่างกลับตรงกันข้ามอย่างน่าโมโห เพราะมันฟ้องชัดเจนว่าหลี่เซิ่งกำลังหลอกเขา
“ถ้าไปต่อ ลุงอาจขาดทุนย่อยยับ”
“ผมถึงขอให้ท่านหลี่พิจารณาเรื่องการทำธุรกิจใหม่ไงครับ”
ชายหนุ่มหว่านล้อมใจเย็น แม้จะเห็นเขี้ยวเล็บอันแหลมคมของมาเฟียเฒ่า ชั่วชีวิตที่ผ่านมาหลี่เซิ่งไม่เคยทำธุรกิจอื่นนอกจากคาสิโน
และคาสิโน... ก็เป็นแหล่งรวมของอบายมุขทุกประเภท
เขาจึงไม่อยากข้องเกี่ยว และพยายามโน้มน้าวให้บิดาออกห่างเสมอมา แต่ใครเลยจะคิดว่าหลังจากท่านทิ้งงานบางอย่างไป เรื่องที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็ดันเกิดขึ้น
“เห็นแก่ลุงหน่อยเถอะ?”
เสียงนั้นเรียกความสนใจของชายหนุ่มอีกครั้ง
“มาเฟียอย่างเรา ถ้าไม่ทำธุรกิจประเภทนี้ต่อ อำนาจที่สะสมมาจะมีประโยชน์อะไร”
“แล้วยังไงล่ะครับ ในเมื่อผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นมาเฟีย”
ไอ้เด็กนี่...
หลี่เซิ่งได้แต่กดทับความไม่พอใจเอาไว้ ขณะที่ปากต้องแสร้งยิ้ม ทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สา ทั้งที่ความโกรธในอกเริ่มปะทุ
“ผมอยากทำธุรกิจสะอาด ไม่อยากตามเช็ดตามล้างหรือแม้แต่คอยส่งส่วยให้พวกเจ้าหน้าที่ฉ้อฉลพวกนั้น ผมถึงอยากเปลี่ยน”
“เรื่องนี้กระทบหลายฝ่าย คิดให้ดีอีกทีเถอะนะเฟยหลง”
“ผมคิดดีแล้ว”
“นี่...”
“และถ้าท่านยังไม่ตัดสินใจ ก็ถือว่าช่วยไม่ได้แล้วครับ”
คำตอบเรียบง่ายแต่เด็ดขาด
อลันไม่พูดอะไรอีก เขาหมุนตัวเปิดประตูออกจากห้องทันที ทิ้งบรรยากาศกดดันไว้เบื้องหลัง พร้อมแววตาอาฆาตของชายสูงวัยที่พร้อมจะหักหลังเขาได้ทุกเมื่อ
ห้องรับรองกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง หลี่เซิ่งยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่เดิม รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนหน้าค่อยๆ เลือนหาย เหลือเพียงแววตาเย็นเยียบของคนที่กำลังคิดคำนวณบางอย่างในใจเท่านั้น
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! ขอดีๆ แล้วไม่ยอม… ก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายแล้วกัน”
ชายสูงวัยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกตามแผนที่วางไว้
“ของพร้อมหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
“ดี” หลี่เซิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “พาเข้ามาได้เลย”
ท่านวางสายก่อนเดินกลับไปนั่งยังโซฟาตัวใหญ่ หยิบแก้วเหล้าของตัวเองมาหมุนเบาๆ แววตาฉายความพึงพอใจเปิดเผย
เมื่อสัญญาปากเปล่าไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องใช้ ‘พันธะ’ ผูกมัดท่านไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าตัวเองควรจัดการเด็กคราวลูกอย่างไร เพียงแต่นึกสงสัย ว่าเฟยหลงจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรก็เท่านั้น
หลี่เซิ่งยิ้มกว้าง ก่อนที่เสียงประตูจะดังขึ้น
“เข้ามา”
ลูกน้องคนสนิทค้อมศีรษะเล็กน้อย ไม่รอให้เจ้านายต้องถาม
“ทางนั้นเจอคุณหนูแล้วครับ”
“ดี” รอยยิ้มนั้นกระจ่างขึ้น
“จะให้ผมทิ้งคุณหนูเอินไว้ที่นี่ หรือว่า...”
“ปล่อยมันไว้แบบนั้นแหละ”
หลี่เซิ่งหัวเราะอย่างพึงพอใจ ไม่นึกสงสารหรือแม้แต่เห็นใจ เมื่อกล่อมดีๆ แล้วดื้อด้าน ก็เปล่าประโยชน์ที่จะเก็บไว้ในฐานะลูก
“เฝ้าให้ดี อย่าให้ใครเข้าไปขัดจังหวะเด็ดขาด”
“แล้วถ้าคุณหลินเกิดรู้ทันแผนเราล่ะครับ?”
คำถามนั้นทำให้หลี่เซิ่งหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
“รู้แล้วจะทำอะไรได้?”
สายตาของชายสูงวัยทอดมองไปยังหน้าต่างตรงหน้า รอยยิ้มที่แฝงด้วยความร้ายกาจปรากฏขึ้นช้าๆ
“บางเรื่อง…ต่อให้รู้ว่าเป็นกับดัก ก็ไม่มีทางถอยได้ง่ายๆ หรอก สัญชาตญาณนักล่า ไม่ว่ายังไงก็ต้องตะครุบเหยื่ออยู่วันยังค่ำ”
และคืนนี้... ท่านก็ไม่ได้วางแค่กับดัก แต่กำลังโยนหมากสำคัญลงบนกระดานข้างหน้า และไม่ว่าเกมนี้จะจบลงแบบไหน
หลินเฟยหลงคนนั้น...ก็คงไม่อาจถอนตัว
แม้อยากทำแทบขาดใจตาม!
