บทที่ 1 มรสุมชีวิต
เสียงไซเรนของรถพยาบาลแผดร้องฝ่ากระแสจราจรอันอัดแน่นของเวลาเลิกงาน ก่อนพุ่งตัวเข้าสู่เขตโรงพยาบาล แสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลับน้ำเงินสาดสะท้อนผนังกระจกของหน้าแผนกฉุกเฉินอย่างบ้าคลั่ง
“ผู้ป่วยหญิง อายุประมาณยี่สิบปี อุบัติเหตุรถชน! สัญญาณชีพต่ำมาก เตรียมห้องซีพีอาร์ด่วน!”
เสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่กู้ภัยดังแข่งกับเสียงล้อเตียงเข็นที่บดกระแทกพื้นกระเบื้อง
“หมอเวรอยู่ไหนคะ! ตามหมอศัลยกรรมประสาทด่วน!”
พยาบาลประจำวอร์ดตะโกนรับช่วงต่อ
“ความดันตกเรื่อยๆ ครับ!”
………
ตึก… ตึก… ตึก…ตึก
เพลงพิณวิ่งกระหืดกระหอบฝ่าผู้คนในโถงทางเดินโรงพยาบาล กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคยในยามปกติ กลับทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ในเวลานี้ สองมือที่กำโทรศัพท์แน่นยังคงสั่นเทาหลังจากสายเรียกเข้าเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนพลิกโลกของเธอทั้งใบ
“แพรว... ห้องฉุกเฉิน...”
เสียงของเธอขาดห้วงขณะพุ่งตัวไปที่เคาน์เตอร์พยาบาลหน้าแผนกฉุกเฉิน
“แพรวพรรณ ค่ะ ผู้ป่วยที่ถูกรถชน เธออยู่ไหนคะ!”
“ญาติผู้ป่วยอุบัติเหตุใช่ไหมคะ ตอนนี้คุณหมอกำลังทำการรักษาอยู่ด้านในค่ะ รบกวนรอที่เก้าอี้ด้านหน้านะคะ”
“แพรว...”
“ใจเย็นๆ นะคะ ทีมแพทย์กำลังช่วยอย่างเต็มที่ค่ะ”
เพลงพิณทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าที่เย็นเฉียบ สองมือประสานกันแน่น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองไฟสีแดงหน้าห้องฉุกเฉินที่สว่างวาบราวกับกำลังตัดสินชีวิต เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนความเงียบเริ่มกัดกินหัวใจ กระทั่งบานประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดออก คุณหมอวัยกลางคนก้าวออกมาพร้อมกับดึงหน้ากากอนามัยลง สีหน้าของเขาเคร่งเครียด เพลงพิณดีดตัวลุกขึ้นทันที
“คุณหมอคะ! น้องสาวฉัน...”
“คุณคือญาติของคนไข้ใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ ฉันเป็นพี่สาว น้องฉันปลอดภัยแล้วใช่ไหมคะหมอ”
หมอถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความหนักใจ
“เชิญเข้ามาคุยรายละเอียดในห้องด้านนี้ดีกว่าครับ”
………
ภายในห้องตรวจที่เย็นเยียบ เพลงพิณนั่งบีบมือตัวเองแน่นระหว่างรอฟังผลจากหมอ
“คนไข้ถูกรถชนอย่างรุนแรง สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก”
เสียงของหมอราบเรียบแต่กรีดลึกในใจคนฟัง
“มีภาวะเลือดออกในสมองและอวัยวะภายในบอบช้ำรุนแรง กระดูกซี่โครงหักสองซี่”
“หมอ…หมอช่วยรักษาได้ใช่ไหมคะ”
“เราช่วยชีวิตเธอไว้ได้ในเบื้องต้น อาการเลือดตกในควบคุมได้แล้ว แต่ตอนนี้น้องสาวคุณยังอยู่ในภาวะโคม่าครับ”
“โคม่า...” เพลงพิณทวนคำเสียงแผ่วเบา ร่างกายชาวาบ
“แล้ว... แล้วเขาจะฟื้นเมื่อไหร่คะ”
“หมอตอบไม่ได้ครับ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกาย และเราต้องทำการผ่าตัดสมองส่วนที่เสียหายเพิ่มโดยด่วน เพื่อลดความดันในกะโหลกศีรษะ แต่หมอต้องแจ้งตามตรง...”
หมอเว้นจังหวะ มองตรงมาที่เธอ
“ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด รวมถึงค่าเครื่องพยุงชีพและการดูแลในห้องไอซียูหลังจากนี้สูงมาก มากจนบางครอบครัวอาจรับไม่ไหว”
“...”
“คุณมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะสู้ต่อ หรือจะ...”
“สู้ค่ะ!”
เพลงพิณสวนขึ้นทันที เสียงของเธอสั่นเครือแต่แฝงความเด็ดขาด
“ฉันจะสู้”
“คุณแน่ใจนะครับ การยื้อชีวิตอาจจะกินเวลานาน และไม่มีอะไรรับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์”
“แน่ใจค่ะ หมอช่วยน้องฉันด้วยนะคะ เรื่องค่าใช้จ่าย.. ฉันจะหามาให้เอง ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรฉันก็ยอม”
“ถ้าอย่างนั้น หมอจะรีบเข้าผ่าตัดด่วนที่สุดครับ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายทางเจ้าหน้าที่การเงินด้านนอกจะชี้แจงกับคุณอีกทีนะครับ”
………
เพลงพิณเดินลากขาที่หนักอึ้งออกมาจากห้องตรวจ โลกทั้งใบเหมือนถูกเหวี่ยงจนไร้ทิศทาง เธอพาตัวเองเข้าไปหลบซ่อนในห้องน้ำของโรงพยาบาล ทันทีที่ประตูปิดลงและแน่ใจว่าไร้ผู้คน ร่างบางก็ทรุดตัวลงพิงอ่างล้างหน้า สองมือยกขึ้นปิดหน้าร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น เสียงสะอื้นที่ถูกกักเก็บไว้พรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตา
“ทำไมต้องเป็นแพรว... ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้”
มือบางเลื่อนไปเปิดก๊อกน้ำ เสียงน้ำไหลกระทบอ่างดังกลบความเงียบ เพลงพิณวักน้ำเย็นจัดขึ้นลูบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเย็นเยียบช่วยดึงสติที่แตกกระเจิงให้กลับเข้าร่องเข้ารอย
“แกจะมาร้องไห้ตรงนี้ไม่ได้นะเพลง”
เธอเค้นเสียงลอดไรฟันบอกตัวเองในกระจก
ดวงตาบวมช้ำจ้องมองเงาตัวเอง สมองประมวลผลอย่างหนัก งานโภชนาการที่ทำอยู่ตอนนี้ไม่มีทางหาเงินหลักแสนได้ภายใน 3 วัน และอาการของน้องสาวเธอก็ไม่สามารถย้ายโรงพยาบาลตอนนี้ได้
เธอต้องการงานพิเศษ... งานอะไรก็ได้ที่จ่ายหนักๆ และได้เงินทันที
เพลงพิณสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตาจนแห้งสนิท ความสั่นไหวในตาคู่สวยถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น ต่อให้ต้องเหนื่อยแค่ไหนเธอก็ต้องหาเงินมาให้ได้ ร่างบางยืดตัวขึ้นตรง ผลักประตูห้องน้ำเดินออกไป
………
สองเท้าก้าวพ้นประตูห้องน้ำ กลิ่นอายความหรูหราที่ผิดปกติจากโถงทางเดินหลักทำให้เพลงพิณชะงัก เธอหลงเข้ามาในโซน VIP ของโรงพยาบาลโดยไม่รู้ตัว พื้นปูพรมหนานุ่มสะอาดตาต่างจากฝั่งผู้ป่วยอนาถาอย่างสิ้นเชิง ทว่าบรรยากาศเงียบสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แข็งกร้าว
“ผมสั่งไว้ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือไงว่าค่าโซเดียมในมื้อนี้ต้องไม่เกินเท่าไหร่”
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บเนี้ยบกริบยืนตระหง่านอยู่กลางโถงทางเดิน ร่างสูงใหญ่ในมาดนักธุรกิจชั้นนำกำลังจ้องมองจานอาหารในมือผู้จัดการโซนวีไอพีด้วยสายตาดุดัน แววตาของเขาคมกริบจนคนที่ถูกจ้องถึงกับตัวสั่นเทา
“คือ... ทางครัวพยายามควบคุมแล้วครับคุณไทม์ แต่เกรงว่า...”
“ข้ออ้าง”
ไทม์ตัดบท เสียงของเขาเรียบเย็นแต่ทรงพลังจนน่าขนลุก
“ถ้าครัวโรงพยาบาลทำตามมาตรฐานโภชนาการที่คุณพ่อคุณแม่ผมต้องการไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำ”
เขาหันหน้าไปทางผู้ช่วยส่วนตัวที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลัง
“จัดการเรื่องนี้ซะ หาคนที่ฝีมือดีที่สุดมาทำอาหารให้ที่บ้านผม ถ้าทำได้ตรงตามที่ผมต้องการ เงินเดือนไม่ใช่ปัญหา...ผมทุ่มให้ไม่อั้น”
เพลงพิณที่ยืนหลบมุมอยู่หลังเสาต้นใหญ่ห่างออกไปไม่กี่เมตรขมวดคิ้วแน่น มือที่กำสายกระเป๋าสะพายแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
“ดุชะมัดเลย...”
เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินเลี่ยงออกไปจากโซนวีไอพีอย่างเงียบเชียบ
