บทที่ 10 ที่ซุกหัวนอน

เสียงปลดล็อกประตูห้องดังขึ้นพร้อมกับร่างของเพลงพิณที่ก้าวเข้ามาด้านใน เธอเพิ่งลากสังขารกลับมาจากการทำอาหารมื้อเย็นที่คฤหาสน์ตระกูลธนเกียรติ์ ความเหนื่อยล้ากัดกินไปถึงกระดูกจนหญิงสาวต้องทรุดตัวลงนั่งบนปลายเตียง มือบางเอื้อมไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเพื่อระบายความอึดอัด แต่ยังไม่ทันที่แผ่นหลังจะได้สัมผัสกับที่นอน เสียงทุบประตูก็ดังสนั่นขึ้นราวกับจะพังมันเข้ามา

ปัง! ปัง! ปัง!

"หนูเพลง! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เจ๊รู้ว่าแกกลับมาแล้ว!"

เพลงพิณสะดุ้งสุดตัว รีบผุดลุกขึ้นเดินไปบิดลูกบิดประตู ภาพตรงหน้าคือ 'เจ๊ณี' เจ้าของหอพักร่างท้วมที่ยืนเท้าเอวหน้าดำหน้าแดงอยู่ตรงโถงทางเดิน

"เจ๊ณี... มีอะไรหรือเปล่าคะ" หญิงสาวถามเสียงแผ่ว

"นี่เพิ่งจะทุ่มเดียวเองนะคะ เจ๊บอกว่าให้เวลาเพลงถึงเที่ยงคืนไม่ใช่เหรอคะ"

"ฉันไม่รอแล้ว! แกเก็บข้าวของออกไปเดี๋ยวนี้เลย!"

เจ๊ณีตวาดลั่นโถงทางเดินโดยไม่สนใจสายตาของคนห้องข้างๆ ที่เริ่มชะโงกหน้าออกมาดู

"มีคนเขาพร้อมจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสามเดือน เขาจะย้ายเข้าคืนนี้ แกต้องเคลียร์ห้องให้ว่างเดี๋ยวนี้!"

"แต่เจ๊คะ! เจ๊ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ เจ๊รับปากเพลงแล้วว่าจะให้เวลาเพลงถึงเที่ยงคืน ถ้าเพลงไม่มีจ่ายก็ให้เพลงขนของไปตอนเช้าไงคะ"

"รับปากอะไร! แกตกงาน ไม่มีเงินติดตัวสักบาท ฉันจะไปหวังลมๆ แล้งๆ กับคนอย่างแกได้ยังไงฮะ"

หญิงวัยกลางคนกอดอก เชิดหน้าขึ้นอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า

"รีบเข้าไปเก็บของซะ ฉันให้เวลาแกแค่ยี่สิบนาที ถ้าชักช้าฉันจะให้ยามข้างล่างขึ้นมาโยนของแกออกไปเอง!"

"เจ๊ณี... เพลงขอร้องล่ะค่ะ"

เพลงพิณยกมือขึ้นไหว้ หยดน้ำตาร่วงเผาะลงมาอย่างห้ามไม่อยู่

"ขอเพลงนอนพักที่นี่อีกแค่คืนเดียว พรุ่งนี้เช้ามืดเพลงจะรีบไปเลยนะคะ เพลงเหนื่อยมากจริงๆ ไม่มีแรงจะเดินไปไหนแล้วค่ะเจ๊"

"ไม่ได้! ฉันบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้!"

"เจ๊คะ เพลงไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ"

หญิงสาวสะอื้น พยายามจับแขนอีกฝ่าย

"เพลงมีนาฬิกาข้อมือ... เพลงขอมัดจำไว้ก่อนได้ไหมคะ ให้เพลงนอนตรงระเบียงก็ได้"

"โอ๊ย! อย่ามาจับตัวฉัน แล้วก็เอานาฬิกาก๊อกแก๊กของแกคืนไปเลยนะ!" เจ๊ณีสะบัดแขนออกอย่างแรงจนร่างบางเซถอยหลัง

"อย่ามาบีบน้ำตาแถวนี้ นังเด็กนี่พูดไม่รู้เรื่องหรือไง แกจะไปตายที่ไหนก็ไป แต่ต้องไม่ใช่ที่ตึกของฉัน ไปเก็บของ! เดี๋ยวนี้!"

"แต่ข้างนอกมันมืดแล้วนะคะเจ๊ เพลงจะหอบของไปอยู่ที่ไหน..."

"นั่นมันเรื่องของแก! ไม่ใช่เรื่องของฉัน!"

เพลงพิณยืนนิ่งงัน คำพูดที่ไร้เยื่อใยตัดขาดทุกความหวังที่เหลืออยู่ หยดน้ำตาแห่งความสมเพชตัวเองไหลอาบสองแก้ม เธอไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเถียงกลับ หญิงสาวจำต้องหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องที่เคยเป็นหลุมหลบภัยเดียวในชีวิต โดยเจ้าของหอพักยืนกอดอกคุมเชิงอยู่หน้าประตู

มือบางที่สั่นเทาเอื้อมไปเปิดตู้เสื้อผ้าไม้เก่าๆ กวาดเสื้อผ้าที่มีอยู่เพียงไม่กี่ชุดลงในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เธอไม่ได้พับมันด้วยซ้ำ แค่ยัดทุกอย่างลงไปให้พ้นๆ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นกระทบเนื้อผ้า พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อหยุดเสียงสะอื้น แต่ความจุกแน่นในอกกลับยิ่งทวีคูณ ข้าวของเครื่องใช้ถูกโยนลงกระเป๋าอย่างลวกๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่เธอประคองมันด้วยความทะนุถนอมที่สุด นั่นคือกรอบรูปของเธอกับแพรวพรรณที่ตั้งอยู่บนหัวเตียง

"เสร็จหรือยัง! ลีลาอยู่ได้ จะให้ฉันเรียกยามขึ้นมาลากตัวแกไปเลยไหม!" เสียงเร่งเร้าจากหน้าประตูยิ่งตอกย้ำความไร้ค่า

"เสร็จแล้วค่ะ"

เพลงพิณตอบเสียงแผ่ว รูดซิปกระเป๋าเดินทางใบสุดท้ายจนสุดทาง หญิงสาวหยัดตัวลุกขึ้นยืน ปาดน้ำตาที่เกรอะกรังบนใบหน้าออกจนหมด หันกลับไปมองห้องเช่าสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เคยเป็นที่พักพิงมาตลอดหลายปีด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จับด้ามจับกระเป๋าให้มั่น แล้วลากมันเดินออกมา

เสียงล้อพลาสติกของกระเป๋าเดินทางครูดกับพื้นฟุตบาทที่แตกร้าวฟังดูน่าเวทนา เพลงพิณลากสัมภาระทั้งหมดในชีวิตมาหยุดอยู่ตรงป้ายรถเมล์เก่าๆ ริมถนนใหญ่ แสงไฟสีส้มจากเสาไฟริมทางส่องกระทบใบหน้าที่ซีดเซียวและเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด หญิงสาวปล่อยมือจากด้ามจับกระเป๋า ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งสแตนเลสที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

รถยนต์ขับสัญจรผ่านไปมา เสียงเครื่องยนต์และสายลมที่พัดเอาฝุ่นควันเข้าปะทะหน้าไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกตัว สมองของเธอกำลังประมวลผลหาทางรอดอย่างหนัก นิ้วเรียวที่สั่นและเย็นเฉียบล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง ปลดล็อกหน้าจอแล้วเลื่อนเข้าไปในแอปพลิเคชันรายชื่อผู้ติดต่อ

"เอาไงดีเพลง... จะไปนอนที่ไหน"

เธอพึมพำกับตัวเองเสียงสั่น แววตาพร่ามัวจ้องมองรายชื่อที่เลื่อนผ่านไปมา นิ้วโป้งของเธอชะงักอยู่ที่ชื่อ 'พี่ฟ้า' เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในที่ทำงานเก่าที่พอจะพึ่งพาได้ในเวลานี้

"ไม่ได้สิ... ถ้าเราไป พี่ฟ้าต้องอึดอัดแน่ๆ"

เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาที่เพิ่งจุดประกายความหวังวูบดับลงอีกครั้งเพลงพิณกัดริมฝีปากแน่น เธอกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ยัดกลับลงกระเป๋า ความเกรงใจและศักดิ์ศรีที่หลงเหลือสั่งให้เธอห้ามทำตัวเป็นภาระใคร ในเวลาที่ทุกคนต่างก็มีก้อนทุกข์ของตัวเองให้แบกรับ

ในเมื่อไม่มีที่ไป สถานที่เดียวที่นึกออกในหัวคือตึกผู้ป่วยวิกฤต... ที่ซึ่งน้องสาวของเธอนอนสู้ชีวิตอยู่ข้างในนั้น กระเป๋าใบโตถูกลากผ่านเจ้าหน้าที่อย่างเงียบเชียบ เพลงพิณพาร่างอันบอบช้ำเข้าไปจับจองเก้าอี้พลาสติกตัวยาวตรงมุมพักคอยหน้าห้องไอซียู การได้อยู่ใกล้น้องสาว คือสิ่งเดียวที่ปลอบประโลมใจเธอในยามที่มืดแปดด้านเช่นนี้

ประตูกระจกบานใหญ่ยังคงปิดสนิท ป้ายเวลาเยี่ยมหน้าห้องย้ำเตือนว่าเธอหมดสิทธิ์เข้าไปด้านใน ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศใต้โถงทางเดินลดต่ำลงจนร่างบางสั่นเทิ้ม เพลงพิณดึงกระเป๋าเดินทางเข้ามากอดไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับกระเป๋า ปล่อยให้น้ำตาแห่งความอนาถใจไหลออกมาเงียบๆ หัวใจของเธอดิ่งลึกสู่ความอ้างว้าง โลกใบนี้กว้างใหญ่ แต่ในยามวิกฤตแบบนี้ กลับมีเพียงแค่พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ให้เธอได้ซุกหัวนอนอย่างปลอดภัย

เวลาเดินวนไปอย่างเชื่องช้า เพลงพิณได้แต่สะดุ้งหลับๆ ตื่นๆ ด้วยความระแวง ความหนาว และความกังวล สายตาคอยจับจ้องบานประตูห้องไอซียูด้วยความห่วงหาปนสิ้นหวัง จนกระทั่งความมืดมิดนอกอาคารเริ่มคลายตัว แสงแรกของวันใหม่สาดส่องเข้ามาทาบทับโถงทางเดิน ไออุ่นจางๆ แตะผิวแก้มที่ซีดเผือด เพลงพิณหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยความเหนื่อยล้า มองตรงไปยังบานประตูห้องวิกฤต ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางมุ่งหน้าไปที่คฤหาสน์ของตระกูลธนเกียรติ์เพื่อทำงานเดียวที่เหลืออยู่...งานเดียวที่ยอมแลกด้วยศักดิ์ศรีเพื่อต่อลมหายใจให้น้องสาว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป