บทที่ 13 ความลับที่ต้องปกปิด
เข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิทัลเวลาตีสี่ตรง คฤหาสน์ทั้งหลังยังคงจมอยู่ในความมืดและเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากเครื่องดูดควันที่เปิดทิ้งไว้ เพลงพิณในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงผ้าฝ้ายยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์หินอ่อน มือบางกำลังฝานขิงแก่เป็นแผ่นบางเฉียบอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้มีดสเตนเลสกระทบกับเขียงไม้จนเกิดเสียงดัง กลิ่นคาวอ่อนๆ ของปลาเก๋าชิ้นโตที่เพิ่งล้างทำความสะอาดเสร็จลอยแตะจมูก
ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังแว่วมาจากโถงทางเดินฝั่งเรือนคนใช้ หัวใจของเพลงพิณกระตุกวูบ ร่างบางสะดุ้งสุดตัวก่อนจะรีบกวาดชามวัตถุดิบและมีดหลบเข้าไปหลังบานประตูห้องเก็บเสบียงอย่างรวดเร็ว เธอพิงแผ่นหลังเข้ากับชั้นวางของเย็นเยียบ ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียงลมหายใจ ฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อสัมผัสกับความเย็นเฉียบของชามเซรามิกจนสั่นสะท้าน
“อ้าว ป้าจันทร์ ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจังเลยล่ะจ๊ะ”
เสียงงัวเงียของ ‘มะลิ’ สาวใช้ประจำบ้านดังขึ้นพร้อมกับเสียงเปิดตู้เย็น
“คนแก่อย่างป้าก็นอนไม่ค่อยหลับแบบนี้แหละ แล้วเอ็งล่ะมะลิ ลุกมาทำไมแต่เช้ามืด”
เสียงของป้าจันทร์ตอบกลับอย่างเยือกเย็นและเป็นธรรมชาติที่สุด
“หิวน้ำจ้ะป้า เมื่อคืนส้มตำปูปลาร้าเจ๊สมทำพิษ คอแห้งเป็นผงเลย... เอ๊ะ กลิ่นคาวปลา ป้าเตรียมของแล้วเหรอจ๊ะ”
เพลงพิณที่แอบอยู่หลังประตูหลับตาปี๋ มือที่จับขอบชามสั่นระริกราวกับลูกนกตกน้ำ ความกลัวว่าจะทำให้ผู้มีพระคุณต้องเดือดร้อนบีบรัดหัวใจจนปวดหนึบ
“เออ สิ ป้าแล่ปลาไว้รอหนูเพลงเขา จะได้ทำซุปทันมื้อเช้าคุณท่าน เอ็งกินน้ำเสร็จก็รีบกลับไปนอนไป เดี๋ยวหกโมงก็ต้องตื่นมาถูบ้านอีก”
“จ้าๆ ป้าก็พักบ้างนะจ๊ะ ยืนนานเดี๋ยวปวดหลัง”
เสียงประตูตู้เย็นปิดลง ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไปจนเงียบสนิท เพลงพิณปล่อยลมหายใจที่กักเก็บไว้ออกมา บานประตูห้องเก็บเสบียงถูกแง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าเปื้อนความกังวลของป้าจันทร์
“ออกมาได้แล้วมะลิไปแล้ว” ป้าจันทร์กระซิบเสียงแผ่ว
เพลงพิณก้าวออกมาจากมุมมืด วางชามวัตถุดิบลงบนเคาน์เตอร์
“เกือบไปแล้วค่ะป้าจันทร์ เพลงขอโทษนะคะที่ทำให้ป้าต้องพลอยมาโกหกคนอื่นไปด้วย ถ้ามะลิเดินเข้ามาดูในนี้ เพลงคงทำให้ป้าถูกไล่ออกแน่ๆ”
“ป้าบอกแล้วไงลูก ว่าอย่าเพิ่งออกมาเพ่นพ่านตอนที่คนอื่นยังหลับไม่สนิท เกิดใครมาเห็นเข้าจะทำยังไง”
หัวหน้าแม่บ้านถอนหายใจยาว แย่งชามวัตถุดิบจากมือหญิงสาวไปถือไว้เอง
“เพลงแค่คิดว่าถ้าเตรียมของสดไว้ให้เสร็จก่อนตีห้า พอคนอื่นตื่นมา เพลงก็ทำทีเป็นเพิ่งเดินทางมาถึงแล้วค่อยมายืนหน้าเตาค่ะ ป้าจันทร์จะได้ไม่ต้องเหนื่อยตื่นมาเตรียมของเองแต่เช้ามืด”
“ป้าเห็นหนูหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้ ป้าเครียดกว่ามายืนหั่นผักเองอีกนะหนูเพลง หน้าตาหนูซีดเผือดไปหมดแล้วรู้ตัวไหม”
“ทนเพลงหน่อยนะคะป้าจันทร์ เพลงสัญญาว่าจะระวังตัวให้มากกว่านี้ จะไม่ให้ใครจับได้แน่นอนค่ะ”
เธอยกมือขึ้นไหว้ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดผสมความดื้อรั้นที่จะตอบแทนพระคุณ
หัวหน้าแม่บ้านถอนหายใจ มองเด็กสาวด้วยสายตาที่อ่อนลง ใช่ว่าเธออยากจะปิดบังเรื่องนี้กับคุณท่านไปตลอดแต่เธออยากรอดูสถานการณ์ให้นิ่งกว่านี้อีกสักสองสามวัน ค่อยกราบเรียนขอความเมตตาให้เพลงพิณย้ายเข้ามาอยู่ห้องคนใช้อย่างถูกต้อง ดีกว่าทุ่มความเดือดร้อนใส่เจ้านายในยามที่ทุกอย่างยังโกลาหล
“เฮ้อ... แล้วนี่อึดอัดไหมลูก อุดอู้อยู่แต่ในห้องทั้งวัน”
“ไม่เลยค่ะป้าจันทร์ แค่มีที่ให้ซุกหัวนอนอย่างปลอดภัย เพลงก็ไม่รู้จะทดแทนพระคุณป้ายังไงหมดแล้วค่ะ”
“เอาเถอะๆ ไปล้างมือแล้วกลับเข้าไปรอในห้องก่อนไป พอหกโมงครึ่งค่อยเดินออกมารับช่วงต่อจากป้า ทำเหมือนว่าเพิ่งนั่งรถเมล์มาถึง เข้าใจไหมลูก”
“เข้าใจค่ะป้าจันทร์ เพลงจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
เพลงพิณเดินลัดเลาะกลับมาตามโถงทางเดินมืดสลัวจนถึงห้องพักส่วนตัวของหัวหน้าแม่บ้าน ทันทีที่ลงกลอนประตู ความเงียบและเสียงของเครื่องปรับอากาศก็เข้าโอบล้อม เธอทรุดตัวลงนั่งบนฟูกปิกนิกที่ปูอยู่ข้างเตียง ความอึดอัดจากการต้องอยู่ในพื้นที่จำกัดและความเครียดสะสมเริ่มโจมตีอีกครั้ง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อไล่ความอ่อนล้า ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดู
แสงสีฟ้าจากหน้าจอสาดกระทบใบหน้าที่อิดโรย ใบหน้าของน้องสาวบนหน้าจอมือถือเด่นชัด มันคือแรงผลักดันเดียวที่ทำให้เธอยังคงหยัดยืนอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ เพลงพิณเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก มองรูปน้องสาวบนหน้าจอแล้วพึมพำกับตัวเองว่า
"ทนอีกนิดนะแพรว พี่สู้ไหว"
………
“หนูเพลง ปล่อยทิ้งไว้เถอะลูก ตอนเช้าป้าค่อยให้เด็กเอาไปซักรวมกับของคนอื่น”
เสียงกระซิบแหบพร่าของป้าจันทร์ดังขึ้นท่ามกลางความมืดในห้องพักแม่บ้าน
“ไม่ได้หรอกค่ะป้าจันทร์ กองเบ้อเริ่มขนาดนี้ ถ้าขืนรอตอนเช้า เด็กคนอื่นต้องสงสัยแน่ๆ ว่าทำไมผ้าป้าจันทร์ถึงเยอะผิดปกติ แถมยังมีเสื้อผ้าวัยรุ่นปนอยู่ด้วย”
เพลงพิณกระซิบตอบ มือบางรวบเสื้อยืดและกางเกงที่ใส่แล้วของตนเองและของหญิงสูงวัยยัดลงในตะกร้าหวายใบใหญ่
“แต่นี่มันตีสองครึ่งแล้วนะลูก ยามกะดึกเขาเดินตรวจตรากันเข้มงวด ถ้าใครมาเห็นเข้าจะทำยังไง”
“เพลงจะระวังตัวให้มากที่สุดค่ะ ป้าจันทร์นอนพักเถอะนะคะ เพลงไปแป๊บเดียว สัญญาว่าจะไม่ให้ใครจับได้ค่ะ”
“แล้วถ้าพวกนั้นเดินมาตรวจฝั่งนี้ล่ะ ป้าใจคอไม่ดีเลย”
“เพลงจะคอยฟังเสียงฝีเท้าค่ะ ถ้ามีคนมา เพลงจะรีบหลบก่อนเลย ป้าจันทร์ไม่ต้องห่วงนะคะ เพลงทำงานบ้านคล่องจะตาย แป๊บเดียวก็เสร็จ”
“เฮ้อ... ดื้อจริงๆ งั้นก็รีบไปรีบมานะลูก ระวังไฟฉายพวกยามด้วย ถ้ามีอะไรฉุกเฉินให้รีบวิ่งกลับมาที่ห้องทันทีนะ”
“ค่ะป้าจันทร์”
เพลงพิณค่อยๆ บิดลูกบิดประตูห้องพักให้เปิดออกช้าๆ เสียงบานพับที่ดังกึกเบาๆ กลับสะท้อนก้องในความรู้สึกของคนที่กำลังทำผิดกฎ สองเท้าเปลือยเปล่าเหยียบย่ำลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ที่เย็นเฉียบ เธอเดินย่องไปตามโถงทางเดินแคบๆ อาศัยเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากกิ่งโคมไฟติดผนังที่เปิดทิ้งไว้เป็นระยะ ลมกรรโชกแรงพัดผ่านบานเกล็ดหน้าต่างเข้ามาจนขนอ่อนตามท่อนแขนลุกชัน
โซนซักล้างด้านหลังคฤหาสน์เป็นพื้นที่เปิดโล่งกึ่งอินดอร์ มีเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่เรียงรายตั้งซ้อนกันอยู่หกเครื่อง หญิงสาววางตะกร้าลงบนพื้นกระเบื้องอย่างแผ่วเบาที่สุด รีบหยิบเสื้อผ้าใส่ลงในถังซัก สองมือทำงานแข่งกับเวลา หัวใจเต้นกระหน่ำจนปวดหนึบไปทั้งอก
“นายว่าไฟตรงริมรั้วนั่นมันกะพริบแปลกๆ ไหมวะ”
เสียงทุ้มห้าวของชายฉกรรจ์ดังแว่วมาจากหัวมุมทางเดิน พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องตัดความมืดเข้ามาใกล้ เพลงพิณสะดุ้งเฮือก เสื้อยืดในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายของเธอชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า
“หลอดมันคงเสื่อมนั่นแหละ พรุ่งนี้ค่อยแจ้งช่างไฟมาดู”
เสียงของยามอีกคนตอบกลับ จังหวะฝีเท้าของคนสองคนดังกระทบพื้นกรวดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ต้องรีบซ่อมนะเว้ย ได้ข่าวว่าคุณไทม์จะบินกลับมาเร็วกว่ากำหนด ถ้าขืนปล่อยให้ไฟตกๆ ดับๆ แบบนี้ โดนด่าเละแน่”
“เออ รู้แล้วน่า เจ้านายยิ่งเจ้าระเบียบอยู่ด้วย... เฮ้ย! ไปดูตรงโซนซักล้างหน่อยดีกว่า เผื่อมีหมาแมวแอบเข้ามาขุดคุ้ยขยะ”
“เอาดิ เดินไปดูฝั่งนู้นหน่อยแล้วกัน เมื่อกี้เหมือนฉันได้ยินเสียงกุกกัก”
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เพลงพิณรีบกวาดเสื้อผ้าชิ้นที่เหลือยัดลงเครื่องให้พ้นสายตา ก่อนจะทิ้งตัวมุดลงไปซ่อนในซอกแคบๆ ด้านหลังเครื่องซักผ้าฝาหน้าขนาดสิบห้ากิโลกรัม สองมือยกขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียงลมหายใจ แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับกำแพงปูนเย็นเฉียบ ร่างกายเกร็งสั่นจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาในโซนซักล้าง กวาดผ่านตะกร้าหวายที่ตั้งทิ้งไว้ และเฉียดปลายเท้าของเธอไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เพลงพิณหลับตาปี๋ ภาวนาให้พวกเขาไม่เดินอ้อมมาด้านหลังเครื่องซักผ้า
“ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า สงสัยลมพัดตะกร้า”
“นั่นสิ สงสัยพวกแม่บ้านลืมเก็บเข้าที่ล่ะมั้ง”
“ช่างเถอะ งั้นไปตรวจฝั่งสระว่ายน้ำต่อเถอะ ดึกป่านนี้แล้ว รีบเดินรีบกลับไปงีบที่ป้อมดีกว่า”
“เออ ไปๆ อากาศเย็นชะมัด”
เสียงรองเท้าคอมแบทเดินย่ำออกไปจากบริเวณนั้น แสงไฟฉายค่อยๆ หรี่ลงและกลืนหายไปในความมืด เพลงพิณรอจนกระทั่งเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าเงียบสนิท ไร้ร่องรอยของการเดินย้อนกลับมา ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือที่ปิดปากออก ลมหายใจที่ถูกกักเก็บไว้ถูกพ่นออกมาเฮือกใหญ่ หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ
