บทที่ 6 กลิ่นคาวความทรยศ

บรรยากาศในโรงอาหารของคลินิกช่วงพักกลางวันเต็มไปด้วยเสียงจอแจของพนักงาน เพลงพิณถือถาดอาหารที่มีเพียงข้าวราดแกงง่ายๆ เดินตรงไปยังโต๊ะมุมสุดติดหน้าต่าง ร่างสูงของ ‘นัท’ แฟนหนุ่มในชุดพนักงานฝ่ายขายกำลังก้มหน้าก้มตากดสมาร์ตโฟนในมืออย่างเอาเป็นเอาตาย

“พี่นัท...”

เสียงเรียกของเธอทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก เขารีบคว่ำหน้าจอสมาร์ตโฟนลงกับโต๊ะพลาสติกดังปึกจนน้ำในแก้วกระเพื่อม แววตาของเขาลุกลี้ลุกลนขณะเงยหน้าขึ้นมองเธอ มือหนารีบดึงจานข้าวที่ยังไม่ได้กินเข้ามาใกล้ตัว

“พะ... เพลง มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ให้สุ้มให้เสียง”

“เพลงก็เดินมาปกตินี่แหละค่ะ พี่นัทมัวแต่จดจ่อกับมือถือต่างหาก”

เพลงพิณเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วทรุดตัวลงนั่ง วางถาดข้าวราดแกงของตัวเองลง

“ทำไมวันนี้มานั่งกินข้าวคนเดียวล่ะคะ ปกติเห็นไปกินข้างนอกกับพวกพี่เจฝ่ายเซลส์ตลอด”

“อ้อ... วันนี้พี่ขี้เกียจออกไปเบียดคนข้างนอกน่ะ แดดมันร้อน"

เขาตอบตะกุกตะกัก สายตาหลบวูบไม่ยอมสบตากับเธอตรงๆ มือหนายกขึ้นลูบหลังคอตัวเองอย่างคนทำตัวไม่ถูก

“แล้วนี่... เพลงกินแค่นี้จะอิ่มเหรอ ผอมลงไปตั้งเยอะนะเรา”

“ช่วงนี้เพลงต้องประหยัดน่ะค่ะ ค่าใช้จ่ายแพรวเยอะมาก”

เพลงพิณเขี่ยข้าวในจานไปมา ความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานสองที่ทำให้เธอกินอะไรไม่ค่อยลง

“เมื่อเช้าเพลงเข้าไปดูอาการแพวที่ห้องไอซียูมา หมอบอกว่าความดันในสมองเริ่มคงที่แล้วนะคะ แต่ยังต้องรอดูอาการวันต่อวัน”

“อืม”

นัทครางรับในลำคอ สายตาของเขาไม่ได้มองมาที่เธอ แต่มองข้ามไหล่เธอสลับกับก้มมองโทรศัพท์ที่คว่ำอยู่

“ก็ดีแล้วนี่”

“แต่แพรวยังไม่ฟื้นเลยค่ะพี่นัท เพลงกลัว...กลัวว่าน้องจะเป็นอะไรไป”

เสียงของเธอสั่นเครือ หวังเพียงแค่คำปลอบโยนจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรัก

“เย็นนี้พี่นัทพอจะว่างไหมคะ ไปเยี่ยมแพรวเป็นเพื่อนเพลงหน่อยได้ไหม แพรวคงอยากให้พี่นัทไปหา”

“เย็นนี้พี่ไม่ว่าง!”

เขาตอบสวนทันควันก่อนจะรีบปรับน้ำเสียงลงเมื่อรู้ตัวว่าพูดเสียงดังเกินไป

“พี่ต้องสรุปยอดขายตอนเย็นน่ะ เพลงไปคนเดียวเถอะ หมอก็ดูแลอยู่แล้วไง เพลงจะคิดมากไปทำไม เรื่องมันเกิดไปแล้ว ทำใจให้สบายเถอะ”

คำพูดขอไปทีและน้ำเสียงที่ติดจะรำคาญนั้นทำให้เพลงพิณชะงัก เธอช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของแฟนหนุ่ม ความรู้สึกห่างเหินก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงหนาทึบ

ครืด... ครืด...

สมาร์ตโฟนที่คว่ำอยู่บนโต๊ะสั่นครืนพร้อมกับแสงหน้าจอที่วาบขึ้นจนเห็นขอบสว่าง นัทสะดุ้งอีกครั้ง เขารีบตะปบมือถือขึ้นมายัดใส่กระเป๋ากางเกงสแลกอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะกดดูหน้าจอ

“ใครโทรมาเหรอคะ ทำไมไม่รับล่ะ”

“ไม่มีอะไรหรอก ลูกค้าน่ะ” เขารีบตอบ

“ช่วงนี้ลูกค้าจุกจิก ถามนั่นถามนี่ทั้งวัน น่าเบื่อชะมัด”

“ลูกค้ายุ่งยากขนาดนั้นเลยเหรอคะ เมื่อคืนพี่นัทก็หงุดหงิดใส่เพลงเพราะเรื่องงาน”

เพลงพิณหรี่ตาลงเล็กน้อย สังเกตเห็นเม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผมของชายหนุ่มทั้งที่เครื่องปรับอากาศในโรงอาหารเย็นเฉียบ

“ก็ใช่น่ะสิ! พี่ถึงไม่อยากคุยกับใครไง”

เขาขึ้นเสียงอีกครั้ง ขยับคอเสื้อเชิ้ตที่ดูเหมือนจะรัดแน่นเกินไป

“พี่หมายความว่าพี่เครียดน่ะเพลง ยอดขายเดือนนี้ยังไม่ถึงเป้าเลย หัวหน้าก็บี้เอาๆ”

เพลงพิณจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา

“มีเรื่องเครียดแค่นี้จริงๆ เหรอคะ พี่นัทไม่มีอะไรปิดบังเพลงใช่ไหม”

“ปิดบังอะไร! ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ เพลงอย่ามางี่เง่าจับผิดพี่ตอนนี้ได้ไหม พี่เหนื่อยนะ”

เขาตอบกลับเสียงห้วน ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วจนขาเก้าอี้ครูดกับพื้นกระเบื้องเสียงดังสนั่น

“พี่เพิ่งนึกได้ว่ามีเคสลูกค้าวีไอพีด่วนต้องไปจัดการตอนบ่ายโมง พี่ไปก่อนนะ เพลงกินข้าวไปเถอะ”

“แต่พี่นัทยังไม่ได้แตะข้าวเลยนะคะ จานข้าวยังเต็มอยู่เลย”

“พี่อิ่มแล้ว!”

เขาไม่รอฟังคำทักท้วงใดๆ ชายหนุ่มคว้าแฟ้มงานบนโต๊ะ หมุนตัวแล้วก้าวฉับๆ เดินแทรกตัวผ่านฝูงชนออกไปจากโรงอาหารทันที ทิ้งให้เพลงพิณนั่งอยู่ลำพัง หญิงสาววางช้อนส้อมในมือลง สายตาของเธอจับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆ หายลับไปทางประตู ความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยที่พยายามกดทับไว้ บัดนี้กำลังขยายวงกว้างขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

"พี่เจคะ พี่นัทกลับเข้ามาที่แผนกหรือยังคะ"

เพลงพิณชะโงกหน้าเข้าไปถามในห้องกระจกของแผนกฝ่ายขาย

"อ้าว น้องเพลง ยังไม่เห็นเลยนะ พี่เห็นไอ้นัทมันรีบโกยของใส่กระเป๋าแล้ววิ่งหน้าตั้งออกไปตั้งแต่สิบนาทีที่แล้วนู่น"

พี่เจ รุ่นพี่เซลส์เงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาตอบ

"วิ่งออกไปแล้วเหรอคะ?"

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที

"แต่เมื่อตอนพักเที่ยงเขายังบอกเพลงอยู่เลยว่าช่วงบ่ายมีเคลียร์ยอดขายยาวไปจนค่ำ"

"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ เห็นมันหน้าตื่นๆ บ่นว่ามีเคสวีไอพีด่วนต้องไปดูแลกระทันหัน"

พี่เจขยับแว่นสายตาพลางชี้มือไปทางด้านหลัง

"อ้อ พี่เห็นมันเดินแกว่งกุญแจรถรีบออกไปทางลานจอดรถด้านหลังคลินิกน่ะ ลองเดินตามไปดูสิ เผื่อยังถอยรถไม่พ้น"

"ขอบคุณมากค่ะพี่เจ"

เพลงพิณหมุนตัวเดินกึ่งวิ่งออกไปทางประตูด้านหลังคลินิกทันที ลมร้อนช่วงเย็นพัดมาปะทะใบหน้า แต่ไม่อาจกลบความร้อนรุ่มในใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ รองเท้าส้นเตี้ยย่ำลงบนพื้นคอนกรีตอย่างเร่งรีบ

"พี่นัท..."

เสียงเรียกของเธอสะดุดกึกอยู่แค่ในลำคอ ร่างบางรีบก้าวหลบหลังเสาปูนต้นใหญ่โดยสัญชาตญาณเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพตรงหน้า

ห่างออกไปไม่กี่เมตร ชายหนุ่มคุ้นตากำลังเดินตรงไปยังรถสปอร์ตยุโรปสีขาวป้ายแดงที่จอดติดเครื่องรออยู่ มันไม่ใช่รถอีโคคาร์คันเก่าของเขาที่เธอเคยนั่ง กระจกฝั่งผู้โดยสารค่อยๆ เลื่อนลงมา เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดเดรสรัดรูป สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนม เพลงพิณชาวาบไปทั้งร่าง เธอจำผู้หญิงคนนั้นได้ทันที... 'คุณลูกหว้า' ลูกสาวคนเดียวของเจ้าของคลินิก

"รอนานไหมครับคุณหว้า นัทรีบเคลียร์งานลงมาหาเลยนะเนี่ย"

น้ำเสียงของนัทหวานหูและเต็มไปด้วยความเอาอกเอาใจ ชนิดที่เพลงพิณไม่ได้ยินมันมานานหลายเดือนแล้ว

"ไม่นานหรอก รีบขึ้นมาเถอะ หว้าไม่อยากให้พนักงานคนอื่นมาเห็นแถวนี้ เดี๋ยวจะเอาไปซุบซิบกันให้รำคาญใจ"

ลูกสาวเจ้าของคลินิกเอี้ยวตัวไปเปิดล็อกประตูให้

"ครับผม นัทคิดถึงคุณหว้าจะแย่แล้ว"

ปึก!

เสียงปิดประตูรถดังกระแทกกระทั้นความรู้สึกของคนที่ยืนแอบอยู่ เพลงพิณเบิกตากว้าง สองมือกำสายกระเป๋าสะพายแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ รถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง สัญชาตญาณสั่งให้เธอวิ่งตามออกไปที่ริมถนนใหญ่ทันที

"พี่คะ!"

เธอโบกมือเรียกแท็กซี่สีชมพูที่เพิ่งขับผ่านมา ก่อนจะกระชากประตูเปิดและแทรกตัวเข้าไปนั่งหอบหายใจ

"ตามรถยุโรปสีขาวคันหน้าไปทีค่ะ! อย่าให้คลาดนะคะ!"

"โอ้โห รถสปอร์ตซะด้วย พี่จะพยายามเหยียบตามให้ทันแล้วกันนะน้อง"

คนขับแท็กซี่เหลือบมองกระจกหลังก่อนจะตบไฟเลี้ยวปาดออกถนนใหญ่ ตลอดเส้นทาง เพลงพิณนั่งเกร็งไปทั้งร่าง ดวงตาคู่สวยจ้องเขม็งไปยังไฟท้ายรถคันหน้าไม่กะพริบ

"ทำไม... ทำไมพี่นัทถึงทำแบบนี้"

เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน กัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนเจ็บ

"ใจเย็นๆ นะน้อง ทะเลาะกับแฟนมาเหรอ"

คนขับเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทีร้อนรนและดวงตาที่แดงก่ำของคนหน้ากระจก

"เปล่าค่ะ... พี่ช่วยขับเข้าไปอีกนิดได้ไหมคะ ฉันกลัวเขาจะเลี้ยวหนีหายไป"

"ได้เลยน้อง ทางนู้นกำลังจะชะลอเลี้ยวพอดี"

รถแท็กซี่ขับตามมาจนถึงย่านใจกลางเมือง

"เขาตบไฟเลี้ยวเข้าคอนโดไฮเอนด์ตรงหัวมุมนั่นแล้วครับน้อง"

คนขับแตะเบรกชะลอความเร็ว

"แต่พี่คงตามเข้าไปถึงลานจอดรถด้านในไม่ได้นะ ยามหน้าป้อมเขาตรวจเข้มมาก ต้องใช้คีย์การ์ดลูกบ้านสแกนเท่านั้น พี่จอดส่งแค่หน้าป้อมยามนี้ได้ไหม"

"ได้ค่ะ จอดตรงนี้แหละค่ะ นี่เงินค่ะ ไม่ต้องทอนนะคะ"

เพลงพิณรีบยัดธนบัตรใส่มือคนขับ เธอผลักประตูลงจากรถแท็กซี่ ค่อยๆ เดินย่องเข้าไปในลานจอดรถที่เงียบสงัด สายตาจ้องเขม็งไปที่รถหรูคันนั้นที่ยังติดเครื่องอยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป