บทที่ 7 ภาพบาดตา
รองเท้าส้นเตี้ยย่ำลงบนพื้นคอนกรีตลานจอดรถชั้นวีไอพีที่เงียบสงัด กลิ่นควันท่อไอเสียจางๆ ลอยปะทะจมูก เพลงพิณก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปตามช่องจอดรถ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนปวดหนึบไปทั้งหน้าอก สองมือเย็นเฉียบชื้นไปด้วยเหงื่อ แสงไฟนีออนสีขาวสลัวส่องกระทบตัวถังรถสปอร์ตยุโรปสีขาวป้ายแดงที่จอดติดเครื่องยนต์อยู่ตรงมุมอับด้านในสุด
ฟิล์มกระจกรถคันนั้นไม่ได้มืดทึบอย่างที่คิด ผนวกกับแสงไฟจากหน้าปัดคอนโซลรถที่สว่างวาบ ทำให้คนที่ค่อยๆ ย่องเข้าไปหลบอยู่หลังเสาปูนใกล้ๆ มองเห็นเงาของคนสองคนด้านในได้อย่างชัดเจน กระจกฝั่งผู้โดยสารที่ถูกเลื่อนลงมาเล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ ทำให้เสียงบทสนทนาเล็ดลอดออกมาเข้าหูเพลงพิณอย่างจงใจ
“เดี๋ยวสิคะนัท รีบร้อนจังเลย ดับเครื่องก่อนดีไหม”
เสียงหวานแหลมของลูกหว้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก
“นัทคิดถึงคุณหว้าจะแย่แล้วนี่ครับ จะให้ทนรอขึ้นไปถึงห้องได้ยังไง”
นัทตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระเส่า ดึงร่างของหญิงสาวเข้ามาแนบชิด
“ปากหวานแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่าคะ แล้วนี่... นังแม่ครัวหน้าจืดนั่นไม่ตามหาแย่แล้วเหรอ หนีมาหาหว้าแบบนี้”
“โธ่... หว้าครับ อย่าพูดถึงเพลงตอนนี้เลยได้ไหมครับ เสียอารมณ์เปล่าๆ”
“ทำไมล่ะคะ หว้าอยากรู้นี่นา ว่าพนักงานระดับล่างของคลินิกหว้า เขาดูแลคุณสู้หว้าได้ไหม”
“เทียบกันไม่ติดหรอกครับ”
นัทแค่นหัวเราะในลำคอ
“คนหวงตัวขนาดนั้นน่าเบื่อจะตายไป วันๆ เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญเรื่องน้องสาว นัทรำคาญจนไม่อยากจะปั้นหน้าคุยด้วยแล้วเนี่ย โทรมาแต่ละทีก็เอาแต่ปรับทุกข์ นัททำงานมาเหนื่อยๆ ใครจะไปอยากฟัง”
เพลงพิณที่ยืนอยู่หลังเสาปูนชาไปทั้งร่าง มือบางยกขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นที่เกือบจะหลุดลอดออกมา น้ำตาที่เคยแห้งเหือดไปแล้วรื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว ภาพน้องสาวที่นอนใส่ท่อช่วยหายใจในห้องไอซียูซ้อนทับกับคำพูดเหยียบย่ำของคนที่เธอรักและไว้ใจที่สุด
“ถ้ารำคาญแล้วทำไมไม่เลิกไปเลยล่ะคะ หว้าไม่ชอบกินของเหลือเดนจากใครหรอกนะ ถ้ายังจัดการอีรุงตังนังไม่เสร็จ ก็อย่ามากอดหว้า”
ลูกหว้าแกล้งผลักอกชายหนุ่มออกเบาๆ
“เลิกแน่นอนครับ นัทแค่รอจังหวะชิ่งอยู่”
นัทรีบคว้าข้อมือของอีกฝ่ายมาจูบซับ
“ตอนนี้เพลงกรอบเป็นข้าวเกรียบ หมดตัวแถมยังมีภาระก้อนโต นัทไม่โง่เอาชีวิตตัวเองไปจมปรักด้วยหรอกครับ... นัทเลือกคุณหว้าคนเดียวนะ คนสวยของนัท”
“พูดแล้วทำให้ได้อย่างที่พูดด้วยนะคะ”
“พิสูจน์ตอนนี้เลยยังได้ครับ”
สิ้นประโยคนั้น ร่างของชายหนุ่มก็โน้มตัวลงไปบดขยี้ริมฝีปากกับลูกสาวเจ้าของคลินิกอย่างดูดดื่ม เสียงจูบแลกเปลี่ยนลมหายใจดังลอดช่องกระจกออกมาอย่างหยาบโลน สองร่างกอดรัดนัวเนียกันบนเบาะหนังราคาแพงโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
เพลงพิณกัดริมฝีปากตัวเองจนรับรู้ถึงรสเฝื่อนคาวของเลือด ความเสียใจที่เคยอัดแน่นมลายหายไปในพริบตา มันถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ คนทรยศสองคนนี้ไม่สมควรได้รับแม้แต่น้ำตาของเธอ
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงสติที่แตกกระเจิงให้กลับเข้ารอย มือที่เคยสั่นเทาล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอด้วยความเยือกเย็น นิ้วเรียวกดเข้าแอปพลิเคชันกล้องถ่ายรูป เลื่อนไปที่โหมดวิดีโอ
เธอก้าวออกจากหลังเสาปูน เดินตรงไปยังข้างตัวรถอย่างเงียบเชียบ ยกโทรศัพท์ขึ้นตั้งฉาก โฟกัสภาพทะลุกระจกรถที่ไม่ได้ติดฟิล์มมืดนัก บันทึกภาพชายหนุ่มที่เธอมอบความรักให้มาตลอดหลายปี กำลังซุกไซ้ซอกคอของหญิงอื่นอย่างหน้าไม่อาย ภาพและเสียงทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างคมชัด
เพลงพิณปล่อยให้ตัวเลขอัดวิดีโอเดินหน้าไปเพื่อเก็บหลักฐานความมักมากนั้นให้สมบูรณ์ที่สุด เมื่อเห็นว่าเพียงพอแล้ว นิ้วเรียวจึงกดหยุดบันทึกวิดีโอ เดินออกมาจากเสาและเคาะกระจกรถรัวๆ สองสามครั้งจนคนในรถสะดุ้งผละออกจากกันด้วยความตกใจ
บานประตูรถสปอร์ตถูกผลักออกอย่างแรง ร่างสูงของนัทก้าวพรวดลงมาพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มกรอบหน้า ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นชัดๆ ว่าใครคือคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"พะ... เพลง... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
เสียงของเขาสั่นเครือ มือหนายื่นออกมาข้างหน้าคล้ายจะคว้าตัวเธอ แต่ก็ชะงักไปเมื่อเห็นสายตาเย็นเยียบที่มองตอบกลับมา
"ถ้าเพลงไม่มา คงไม่เห็นว่าพี่นัทกำลัง 'สรุปยอดขาย' ได้ดุเดือดขนาดนี้"
เพลงพิณเหยียดยิ้ม แววตาของเธอไม่มีน้ำตาเลยแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความว่างเปล่าที่บาดลึก
"เหนื่อยแย่เลยนะคะ เป็นเซลส์นี่ต้องบริการลูกค้าวีไอพีถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้เลยเหรอ"
"เพลงฟังพี่ก่อนนะ! มันไม่ใช่อย่างที่เพลงคิดนะ!"
นัทละล่ำละลัก แววตาลุกลี้ลุกลนมองซ้ายทีขวาที
"พี่อธิบายได้ คือพี่..."
"อธิบายอะไรอีกล่ะคะคุณนัท"
เสียงแหลมปรี๊ดแทรกขึ้นพร้อมกับร่างเพรียวบางในชุดเดรสรัดรูปที่ก้าวลงมาจากรถอีกฝั่ง ลูกหว้าขยับแว่นกันแดดขึ้นคาดผม กอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ริมฝีปากที่เพิ่งผละจากการจูบเหยียดยิ้มเยาะเย้ย
"เขาเห็นเต็มสองตาขนาดนี้แล้ว ยังจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ อยู่อีก น่ารำคาญจริงๆ"
"คุณหว้า... อย่าเพิ่งพูดสิครับ"
นัทหันไปปรามเสียงเบา ท่าทางขึงขังเมื่อตอนอยู่โรงอาหารหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผู้ชายขี้ขลาดคนหนึ่ง
"ทำไมหว้าจะพูดไม่ได้!"
ลูกหว้าตวัดสายตาขวาง ก่อนจะหันมาเหยียดยิ้มใส่เพลงพิณ
"ในเมื่อหล่อนตามมาเห็นเองถึงที่นี่ ฉันก็จะพูดตรงๆ เลยแล้วกัน นัทเขาเบื่อเธอเต็มทนแล้ว นังผู้หญิงจืดชืด วันๆ เอาแต่แบมือขอความเห็นใจ มีแต่ปัญหาชีวิต น่าสมเพช!"
เพลงพิณกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่น เธอไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาให้คนทั้งคู่เห็น หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้ผู้ชายที่เธอเคยมองว่าเป็นโลกทั้งใบ หรี่ตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขยะแขยง
"ตอนแรกเพลงคิดว่าพี่นัทแค่เห็นแก่ตัว ที่ทิ้งเพลงไปในตอนที่เพลงกำลังลำบากที่สุด"
น้ำเสียงของเพลงพิณราบเรียบ แต่มันกลับทำให้คนฟังรู้สึกชาไปถึงกระดูก
"แต่ตอนนี้เพลงรู้แล้วว่าพี่มันน่าสมเพชกว่านั้นเยอะ เป็นแค่ปลิงที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อคนอื่นเพื่อยกตัวเองให้ดูสูงขึ้น"
"เพลง! คำพูดมันจะแรงไปแล้วนะ!"
นัทหน้าตึง พยายามจะขยับเข้ามาใกล้
"แรงเหรอคะ เทียบกับที่พี่หลอกใช้ความเชื่อใจของเพลง มันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!"
เธอกระแทกเสียงกลับอย่างไม่ลดละ
"เราจบกันแค่นี้เถอะค่ะ อย่าได้เจอกันอีกเลย ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน"
"นี่แกกล้าดีมาด่าผู้ชายของฉันต่อหน้าฉันเลยเหรอ!"
ลูกหว้าแหวขึ้นมาทันที ใบหน้าที่เคยเชิดหยิ่งแดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่ถูกพนักงานระดับล่างเมินใส่
เพลงพิณหันขวับไปมองลูกสาวเจ้าของคลินิก ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
"อย่าโกรธไปเลยค่ะคุณลูกหว้า"
เธอกดเสียงต่ำ แววตาคมกริบ
"ในเมื่อคุณชอบคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารเหลือเดนนักล่ะก็... ของเหลือใช้พรรค์นี้ เพลงยกให้เป็นทานก็แล้วกันค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ"
"กรี๊ด! นังเพลงพิณ! แกกล้าด่าฉันเป็นหมางั้นเหรอ แกตายแน่ นังชั้นต่ำ!"
ลูกหว้ากรีดร้องลั่นลานจอดรถ กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความแค้นที่ถูกฉีกหน้าอย่างรุนแรง เธอถลันตัวจะเข้ามาตบ แต่ถูกนัทรีบคว้าเอวรั้งตัวเอาไว้
"คุณหว้าครับ ใจเย็นๆ ก่อนครับ!"
เพลงพิณไม่รอให้ใครหน้าไหนเข้ามาทำร้ายร่างกาย เธอหมุนตัวหันหลังให้คนทั้งคู่ ก้าวเดินออกมาจากลานจอดรถด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเสียงกรีดร้องและเสียงห้ามปรามที่ดังไล่หลังมา
สองเท้าก้าวเดินไปตามทางเท้าอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงริมถนนใหญ่ที่คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ แสงไฟจากเสาไฟริมทางส่องกระทบใบหน้าที่เชิดตรง ทว่าในวินาทีที่สายลมเย็นพัดผ่าน หยดน้ำตาร้อนผ่าวที่เพิ่งจะเอ่อล้นก็ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม
เธอไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจที่เสียผู้ชายคนนั้นไป แต่เธอแค่เสียดายเวลาหลายปีที่ผ่านมา
"พอแล้วเพลง... ชีวิตแกมีเรื่องให้โฟกัสมากกว่าขยะพวกนี้"
เพลงพิณยกหลังมือขึ้นปาดหยดน้ำตานั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว สูดประจุอากาศเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง
