บทที่ 9 กางปีกปกป้อง

“ฮือ ฮือ คุณปาย”

ภาพความทรงจำในสมองไหลเวียนเข้ามาเป็นฉาก ๆ แผ่นดินในวัยห้าขวบที่สูญเสียบิดาไปอย่างไม่มีวันกลับหลังจากที่เสียมารดาไปด้วยโรคร้ายไม่นาน นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ในมุมมืดของห้องนอนในเรือนพักคนงานของบ้านอธิพัฒน์โภคิน

ร่างบางของเด็กหญิงวัยเก้าขวบเดินเข้าไปหาเขาช้า ๆ ก่อนจะนั่งลงรั้งร่างเล็กตัวสั่นเทาเข้ามากอดแนบอก

“ไม่เป็นไรนะดิน คุณปายอยู่นี่”

“พ่อของดิน...ฮึก ฮึก...พ่อของดิน...”

“พ่อของดินไปพักผ่อนแล้ว แต่ดินไม่ต้องกลัว คุณปายกับครอบครัวจะดูแลดินเอง”

“สัญญานะครับ”

“สัญญาสิ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว”

มือเล็กเช็ดน้ำตาบนใบหน้ามอมแมม ก่อนหน้านี้เธอเข้าไปหาเขาในห้องนอนที่อยู่ข้างกันเพื่อดูว่าเขาจะยังร้องไห้อยู่หรือเปล่าหลังจากเสร็จงานศพของคนเป็นพ่อ แต่ก็พบเพียงห้องว่างเปล่าไร้เงาของคนตัวเล็ก

จึงเดินลงมาตามหาเขาที่ห้องนอนห้องเดิมในเรือนพักคนงาน ก็เจอเขากำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างน่าเวทนา

ในคืนนั้น เขากับเธอนอนกอดกันบนเตียงที่เขาเคยใช้นอนกับพ่อจนถึงเช้า และหลังจากนั้นมา แผ่นดินตัวน้อยก็เดินตามคุณปายต้อย ๆ ยอมเป็นลูกไล่และทาสผู้ซื่อสัตย์มาโดยตลอด ทั้งยังเทิดทูนลูกสาวคนเล็กของเจ้าของบ้านจนสุดหัวใจ

แม้ว่าลูกคนขับรถอย่างเขามันจะไม่ได้เรื่อง อ่อนแอไม่สู้คนจนกลายเป็นเธอเองที่ต้องคอยกางปีกปกป้องเขาบ่อย ๆ และแม้พยายามที่จะเข้มแข็งเพื่อดูแลเธอก็ตาม แต่ด้วยวัยและขนาดของร่างกาย เด็กอย่างเขามันก็ยังไม่ได้เรื่องและเป็นภาระของเธออยู่ร่ำไป

“นี่แกกล้ารังแกคนของฉันเหรอ ไอ้โจอี้”

ปราลีในวัยสิบขวบกระโจนเข้ามาผลักเด็กชายวัยเดียวกันจนกระเด็นหลังจากที่หมอนั่นเอากบตัวใหญ่มาแกล้งเด็กในบ้านของเธอที่กลัวจนทิ้งตัวลงนั่งเบิกตากว้าง ขาแข้งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะลุกหนี

“เฮ้ย อะไรวะ แกอย่ามายุ่งดีกว่า ไอ้เด็กนี่มันต้องมาเป็นทาสฉัน”

เด็กชายลูกครึ่งจอมเกเรก้าวเข้าหาเธอด้วยความกร่าง ก่อนมือนั้นจะผลักไหล่จนปราลีร่างผอมบางกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว แต่คนใจกล้าก็กระโจนเข้าต่อยตีกับเด็กผู้ชายอย่างไม่เกรงกลัวเพื่อปกป้องเขา ทั้งที่ตัวเองก็โดนหมอนั่นผลักกระเด็นไปหลายรอบ

“ดินเป็นคนของฉัน ถ้าแกไม่อยากตาย ก็อย่ามายุ่งกับดินอีก”

คนสวยผมเผ้ารุงรัง ชุดนักเรียนของโรงเรียนนานาชาติชื่อดังฉีกขาดยืนชี้หน้าเด็กเกเรที่ล้มลงกับพื้นอย่างหมดท่า ก่อนเด็กคนนั้นจะวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว

“ดิน เป็นยังไงบ้าง”

ปราลีวิ่งไปประคองคนตัวผอมและเตี้ยกว่าเธอมากให้ลุกขึ้นยืน แม้พ่อของเธอจะส่งเสียให้เขาได้เข้ามาเรียนโรงเรียนเดียวกันกับเธอและพี่ชาย แต่เมื่อเด็กเกเรรู้เข้าว่าเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าในความดูแลของคนตระกูลอธิพัฒน์โภคิน เขาก็ถูกรังแกทุกวัน แต่กลับไม่ยอมปริปากบอกใครจนเธอรู้เข้าด้วยความบังเอิญ จากนั้นเธอก็จะคอยตามสอดส่องดูแลและเข้ามาช่วยเขาเอาไว้ได้ทันตลอด

“ดินไม่เป็นอะไรครับ คุณปายเจ็บไหม”

มือเล็กเปื้อนดินยื่นไปหวังจะจับรอยช้ำตรงมุมปาก แต่ก็ต้องหดมือตัวเองกลับมาเมื่อเห็นว่ามันสกปรกและเขาไม่ควรแตะต้องร่างกายของเธอ แต่เธอกลับจับมือเขามาเช็ดที่กระโปรงแล้วนำมือนั้นขึ้นมาแตะยังมุมปาก

“เจ็บเหมือนกันนะ ทำไมนายถึงยอมให้พวกมันรังแกอยู่ได้ นายโตแล้วนะดิน หัดสู้คนเสียบ้าง”

ดวงตากลมโตวาววับเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาเพิ่งถูกเด็กเกเรรังแกไม่เว้นวัน รู้สึกหงุดหงิดที่คนตัวเล็กชอบทำตัวอ่อนแอและไม่สู้คนด้วยความเจียมตัวในสถานะลูกคนงานในบ้านที่ไม่ได้มีอะไรทัดเทียมเด็กในโรงเรียนที่ค่าเทอมแพงแสนแพงนี้ได้เลยสักคน

“ดิน คือ ดิน...”

“นายอายุหกขวบแล้วนะ นายกำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ จะไปยอมให้ไอ้โจอี้มันรังแกอยู่ได้ยังไง คราวหลังถ้ามันรังแกนายอีก นายต้องต่อยมันกลับ เข้าใจไหม ถ้าไม่อย่างนั้นคุณปายจะบอกพ่อ ว่านายโดนแกล้งที่โรงเรียนทุกวัน”

“อย่านะครับ อย่าฟ้องคุณผู้ชายนะครับคุณปาย ดินไม่อยากให้คุณผู้ชายลำบากใจ”

เด็กตัวเล็กที่พอกลับถึงบ้านก็ก้มหน้าก้มตาช่วยงานในสวนหรือในครัว ซ่อนร่องรอยบอบช้ำตามร่างกายจากผู้ใหญ่ในบ้าน ไม่ยอมเผยอหน้าตีเสมอด้วยการร่วมโต๊ะอาหารกับเจ้านายและยังคงใช้ชีวิตคนเดียวในห้องพักของคนงานแม้ว่าบนตึกจะมีห้องที่จัดรอให้เขาขึ้นไปนอนก็ตาม

“ถ้าอย่างนั้นนายต้องเข้มแข็งสิ ทำตัวให้แข็งแรง กินนมเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ ใครจะได้ไม่มารังแกนายอีก”

“ครับคุณปาย ดินจะกินนมเยอะ ๆ”

“เหอะ ไม่ทันแล้วมั้ง ไอ้ขี้ดิน”

โจอี้ที่ใบหน้าเขียวช้ำเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมพวกอีกหลายคน ปราลีตรงเข้ายืนบังคนตัวเล็กเอาไว้ เธอเชิดหน้าขึ้นสูงแม้ว่าจะใจสั่นด้วยความกลัวก็ตาม

“พวกแกมีอะไร”

“มีอะไรงั้นเหรอ เธอต่อยฉันจนหน้ายับ ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าพวกฉันต้องการอะไร”

“แกก็ต่อยฉันเหมือนกัน ก็จบกันไปสิ จะยกพวกมารุมฉันแบบนี้มันไม่หน้าตัวเมียไปหน่อยเหรอ”

“หน้าตัวเมีย แปลว่าอะไรวะ”

เด็กที่มีพ่อเป็นชาวต่างชาติหันไปถามเพื่อนว่าสิ่งที่โดนด่ามันหมายความว่าอย่างไร ก่อนจะถลึงตามองเธออย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อเมื่อเพื่อนอีกคนกระซิบบอกเป็นภาษาอังกฤษ

“นี่แกกล้าว่าฉันขนาดนี้เชียวเหรอ”

“ใช่ จะว่ามากกว่านี้อีกถ้าแกยังรังแกคนที่อ่อนแอกว่าไม่เลิก”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป