บทที่ 10 10

“วาริช เทววงศ์” หญิงสาวตั้งนามสกุลให้แฟนสมมุติที่ไม่มีอยู่จริงในโลก ในเมื่อโกหกไปแล้ว ก็ต้องทำให้ถึงที่สุด คนเอาแต่ใจจะได้เลิกเซ้าซี้เสียที

“วาริช เทววงศ์” ชายหนุ่มเอ่ยย้ำชื่อบุคคล ที่ทำให้ลูกแมวน้อยปฏิเสธเขา

“ใช่ค่ะ เขาคือคนรักของฉัน และเรากำลังจะมีโครงการแต่งงานกันเร็วๆ นี้ด้วย” เสียงหวานกล่าวยืนยัน มองหน้าเจ้าหนี้หนุ่มโดยไม่หวาดหวั่น

“คงรักกันมากล่ะสิ” พ่อเลี้ยงหนุ่มเอ่ยถามกึ่งประชดประชัน

“ใช่ เรารักกันมาก หวังว่าพ่อเลี้ยงคงเข้าใจนะคะ” แพรไหมจ้องมองชายหนุ่มด้วยหัวใจตุ้มๆ ต่อมๆ

“อืม...ฉันเข้าใจดี งั้นเรามาเข้าเรื่องงานกันเถอะ” พ่อเลี้ยงหนุ่มยอมเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างง่ายดาย ท่ามกลางเสียงถอนหายใจของอีกฝ่าย

“ต่อไป เธอมาเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของฉัน ติดตามฉันไปทุกที่เกี่ยวกับงาน” แพรไหมรู้สึกตกใจกับคำสั่งใหม่ไม่น้อย

“เลขาฯ แล้วคุณพรรัมภาล่ะคะ”

“เลขาฯ ส่วนตัว กับเลขาฯ มันคนละคนกัน ไปนั่งที่โต๊ะ เดี๋ยวฉันมีงานให้เธอทำ” ชายหนุ่มกล่าวเท่านั้น ก็จัดแจงหางานให้ลูกหนี้สาว

“งาน! ทำไมถึงเยอะแบบนี้คะ” ดวงตาคนถามขยายกว้าง เมื่อเห็นงานตั้งใหญ่มากองอยู่ตรงหน้า

“นี่แค่ส่วนน้อยเท่านั้น อย่าบ่นมาก” พ่อเลี้ยงหนุ่มยกกองเอกสารเก่ามาให้ลูกหนี้สาวคัดแยก ทั้งที่ไม่มีความสำคัญอะไร แต่ที่ให้ทำ เพราะไม่รู้จะหาอะไรให้เธอทำ

“ค่า” หญิงสาวพูดได้เท่านั้นจริงๆ จากนั้นก็ก้มหน้าทำงานที่เจ้าหนี้สุดโหดมอบหมายให้ 

ช่วงค่ำพ่อเลี้ยงภูตะวันเรียกอดิศักดิ์ลูกน้องคนสนิทเข้ามาคุยงานที่ห้องทำงาน แต่คำสั่งใหม่ของเจ้านายหนุ่มกลับสร้างความงุนงงแก่อดิศักดิ์ยิ่งนัก เพราะบุคคลที่พ่อเลี้ยงหนุ่มให้ไปสืบ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินที่แพรดาวยักยอกไปเลยสักนิดเดียว

“มีอะไรศักดิ์” พ่อเลี้ยงหนุ่มเอ่ยถามเสียงขุ่น เมื่อเห็นลูกน้องหนุ่มเอาแต่จ้องหน้าไม่ยอมพูดยอมจา

“เอ่อ...ผมอยากรู้ว่าพ่อเลี้ยงให้สืบหาผู้ชายคนนี้ทำไมครับ” อดิศักดิ์เอ่ยถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“ให้ไปสืบมา อย่าถามมาก และสืบมาให้รู้ ว่าไอ้หมอนี่ซุกซ่อนผู้หญิงคนไหนไว้บ้าง เอาข่าวจริงอย่ามั่ว” พ่อเลี้ยงหนุ่มสั่งกำชับเสียงขรึม

“ได้ครับพ่อเลี้ยง” คนเป็นลูกน้องขานรับคำสั่ง

“เข้าใจก็ดีแล้ว ฉันมีงานจะสั่งเท่านี้แหละ กลับไปพักผ่อนเถอะ” เมื่อเสร็จธุระ ภูตะวันจึงโบกมือไล่ลูกน้องคนสนิทกลับไป

“ครับพ่อเลี้ยง” อดิศักดิ์ลุกขึ้นพร้อมเอกสารสำคัญ โค้งตัวให้เจ้านายหนุ่ม ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องไป

หลังจากลูกน้องคนสนิทเดินออกไปพ้นจากประตูห้องแล้ว ชายหนุ่มก็หันมาสนใจงานที่ทำค้างไว้ต่อ แต่ทว่ายังไม่ทันลงมือทำ เสียงโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นเสียก่อน คิ้วเข้มขมวดเป็นปม แสดงถึงด้วยความขุ่นใจที่ถูกขัดจังหวะ

“ฮัลโหล พ่อเลี้ยงภูตะวันพูดครับ” พ่อเลี้ยงหนุ่มเอนกาย พร้อมกับกรอกเสียงตามสายลงไป

“พ่อเลี้ยงนี่ดาเองค่ะ” ปลายสายพูดเจื้อยแจ้วตอบกลับมา ทำให้ริมฝีปากหยักราวกับรูปสลักยกยิ้มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

“อ้าวยัยดา ทำไมถึงไม่โทร.เข้าเครื่องพี่ฮึ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามปลายสาย แววตาค่อยๆ อ่อนแสงลง

“ก็พ่อเลี้ยงปิดเครื่องนี่คะ” เสียงหวานกล่าวด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดเล็กน้อย

“จริงสิ พี่ก็ลืมไป ว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์พี่หมดตั้งแต่เข้าไปในไร่ ยังไม่ได้ชาร์จ ว่าแต่เราเถอะมีอะไร ถึงได้โทร.มาป่านนี้” ร่างสูงชะลูดลุกขึ้นมองรูปถ่ายที่ติดฝาผนังห้องทำงาน ที่เขากับแสบจอมซนปลายสายถ่ายคู่กันตอนไปเที่ยวทะเล ริมฝีปากอุ่นได้รูปอดที่จะคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้

“ดาจะแต่งงานวันอาทิตย์นี้แล้ว อยากให้พ่อเลี้ยงมาร่วมงานด้วย”

“เฮ้ยจริงเหรอยัยดา ทำไมถึงได้เร็วแบบนี้ ทำใจเรื่องเจ้าหมอนั่นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วจะแต่งงานกับใคร พี่งงไปหมดแล้วนะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามชุดใหญ่ ซึ่งเมื่อสองเดือนก่อน กรรดาภรณ์ยังโทร.มาร้องห่มร้องไห้กับตนเรื่องถอนหมั้นกับคู่หมั้นอยู่เลย

“ก็กับพี่ภาคนั่นแหละค่ะพ่อเลี้ยง”

“อ้าว! ไหนว่าถอนหมั้นแล้วไม่ใช่เหรอ ไหงมาแต่งงานกันได้” นั่นยิ่งทำให้พ่อเลี้ยงหนุ่มงงเข้าไปกันใหญ่

“ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ปรับความเข้าใจกันแล้ว พี่ภาคเป็นคนเอ่ยถึงเรื่องแต่งงานขึ้นมาเอง”

 “พี่ดีใจด้วยนะยัยดา ในที่สุดน้องพี่ก็มีความสุขกับเขาเสียที” ภูตะวันกล่าวแสดงความยินดีแก่ญาติผู้น้อง

“ขอบคุณค่ะพ่อเลี้ยง ตกลงพ่อเลี้ยงจะมาหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามเอาคำตอบ

“พี่ยังไม่แน่ใจเลย เพราะช่วงนี้งานที่ไร่ก็ยุ่งมาก” ชายหนุ่มแบ่งรับแบ่งสู้ ยังไม่กล้ารับปากน้องสาวตอนนี้

“งั้นไม่เป็นไรค่ะพ่อเลี้ยง” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วๆ รู้สึกเสียดาย เธออยากให้พี่ชายสุดที่รักเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับเธอ

“เอาไว้ใกล้ถึงวันงาน พี่จะโทร.ไปคอนเฟิร์มอีกทีแล้วกัน”

“ค่ะพ่อเลี้ยง งั้นดาไม่รบกวนแล้วนะคะ”

“ครับนางฟ้า” หลังจากวางสายจากญาติผู้น้อง ชายหนุ่มก็หยิบกรอบรูปหญิงสาวที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมากล่าวคำอวยพรอีกครั้ง ขณะรอยยิ้มติดตรงมุมปาก

เช้ามืดของวันต่อมา

“พ่อเลี้ยงครับ พ่อเลี้ยง” เสียงเคาะประตูห้องดังรัวเร็วและถี่ๆ จนเจ้าของห้องขมวดคิ้วที่ถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่เช้ามืด

“รอเดี๋ยว” พ่อเลี้ยงหนุ่มตะโกนบอก ขณะที่เอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่ลวกๆ จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูจนแทบเป็นกระชาก บ่งถึงอารมณ์ของเจ้าของห้องเป็นอย่างดี 

“มีอะไรเจ้าศักดิ์” เสียงเข้มเอ่ยติดห้วนนิดๆ

“โรงงานถูกไฟไหม้ครับพ่อเลี้ยง” อดิศักดิ์กล่าวรายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“เฮ้ย! มันเกิดขึ้นได้ยังไงฮะศักดิ์ เราตั้งเวรยามไว้แล้วไม่ใช่เหรอ” ภูตะวันตะคอกเสียงถาม 

“ใช่ครับ”

“แล้วตอนนี้ที่โรงงานเป็นยังไงบ้าง เสียหายเยอะมั้ย” เจ้าของไร่เอ่ยถามเสียงเครียด หวังว่าคลังสินค้าคงยังไม่เสียหาย

“ไม่มากครับพ่อเลี้ยง เพราะยามที่เข้าเวรอยู่เห็นเข้าเสียก่อน ตอนนี้ก็ดับไฟเรียบร้อยแล้วครับ”

“งั้นกลับไปสำรวจว่ามีอะไรเสียหายบ้าง เดี๋ยวฉันจะตามเข้าไปดูที่เกิดเหตุ” พ่อเลี้ยงหนุ่มบอกเสียงกร้าวพร้อมกับออกคำสั่งเสียงเข้ม

“ครับพ่อเลี้ยง” อดิศักดิ์โค้งลำตัวให้เจ้านายหนุ่ม ก่อนกลับเข้าไปดูงานในไร่อีกครั้ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป