บทที่ 11 11

เหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้น พ่อเลี้ยงภูตะวันตัดสินใจโทร.ไปบอกญาติผู้น้อง ว่าไม่สามารถไปร่วมงานแต่งงานได้ ว่าที่เจ้าสาวกล่าวเสียดาย แต่ก็เข้าใจเพราะเรื่องที่ไร่นั้นสำคัญกว่า

“ว่าไงศักดิ์ ไปสืบมาได้เรื่องอะไรบ้างหรือเปล่า” พ่อเลี้ยงหนุ่มเอ่ยถามลูกน้องคนสนิทเสียงขรึม 

“ครับพ่อเลี้ยง คนที่มาก่อเหตุ เป็นคนงานใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาทำงานเมื่ออาทิตย์ก่อน มันบอกว่าทำไปเพราะความเมาครับพ่อเลี้ยง” อดิศักดิ์รายงานความคืบหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กับเจ้านายของตนเลยสักนิด

“แกคิดว่าไงศักดิ์” ผู้เป็นนายเอ่ยถาม พร้อมจ้องหน้าคนสนิทนิ่งอย่างครุ่นคิดหนัก

“ผมว่าไม่น่าใช่นะครับพ่อเลี้ยง เหมือนจงใจวางแผนไว้ล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี ก่อนเกิดเหตุ นายคนนี้ก็แวะมาคุยกับลุงขจรยามเฝ้าโรงงานในคืนนั้น มันพยายามชวนลุงขจรแกกินเหล้า แต่ลุงแกปฏิเสธ มันก็เลยขอเข้าห้องน้ำในโรงงานครับ”

“จะเป็นไปได้มั้ย ว่าจะเป็นคนของพ่อเลี้ยงไพศาล” พ่อเลี้ยงหนุ่มสันนิษฐานตามความรู้สึก

“ผมว่าน่าจะเป็นไปได้สูงครับ” อดิศักดิ์พยักหน้ายืนยันความคิดเจ้านายหนุ่ม  เพราะพ่อเลี้ยงไพศาลคอยหาทางเล่นงานเจ้านายของตนทุกครั้งเมื่อสบโอกาส

“แล้วตอนนี้ไอ้หมอนั่น มันอยู่ที่ไหน”

“ขังไว้ที่กระท่อมท้ายไร่ครับพ่อเลี้ยง”

“อืม...เค้นเอาความจริงจากมันให้ได้ อยากจะรู้นัก ว่าใครมาเล่นสกปรกกับฉัน” พ่อเลี้ยงหนุ่มกล่าวกับคนสนิทด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นเป็นที่สุด 

“ได้ครับพ่อเลี้ยง ผมจะเค้นเอาความจริงจากมันมาให้ได้ครับ” อดิศักดิ์รับปากเจ้านายหนุ่มด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“ขอบใจมากศักดิ์ คืนนี้นายกลับไปพักผ่อนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่” พ่อเลี้ยงหนุ่มเห็นแววตาอิดโรยของลูกน้องคนสนิท จึงเกิดความสงสาร

“ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” อดิศักดิ์ขยับตัวลุกขึ้น ก่อนเดินออกจากห้องทำงาน สวนกับแพรไหมที่กำลังเดินถือแก้วนมอุ่นเข้ามาให้เจ้าหนี้หนุ่ม อดิศักดิ์แอบยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ที่รู้ว่าเจ้านายสุดโหดของตนดื่มนมก่อนนอน

“นมอุ่นๆ ค่ะพ่อเลี้ยง” แพรไหมวางแก้วนมทรงสูงลงบนโต๊ะทำงานให้ชายหนุ่ม จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากห้อง แต่ทว่าเจ้าของห้องเรียกตัวไว้เสียก่อน

“แพรไหม ช่วยนวดให้ฉันหน่อยสิ” ชายหนุ่มพูดทั้งยังหลับตาอยู่ รู้สึกอ่อนล้ากับปัญหาใหญ่ที่รุมเร้า

“ค่ะพ่อเลี้ยง” แพรไหมไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาอ่อนเพลียจนเห็นได้ชัดเจน และเธอก็รู้มาจากอดิศักดิ์ ว่าโรงงานแปรรูปถูกลอบวางเพลิงเมื่อคืนที่ผ่านมา มือเรียวเล็กวาดลงบนไหล่แกร่ง ค่อยๆ บีบนวดให้ชายหนุ่มเพื่อผ่อนคลายจากความตึงเครียด

“อืม...ฉันไม่เคยรู้มาก่อน ว่าเธอจะนวดเก่งแบบนี้” ชายหนุ่มครางเสียงออกมาด้วยความพึงพอใจ

“ฉันชอบนวดให้พ่อบ่อยๆ เวลาท่านกลับมาจากที่ทำงาน ท่านชมฉันเสมอว่านวดเก่งเหมือนแม่” หญิงสาวเผลอกล่าวถึงครอบครัวให้ชายหนุ่มฟังอย่างลืมตัว 

“และเธอก็คงสวยเหมือนแม่สินะ” 

“พ่อฉันว่าอย่างนั้น แต่แม่ฉัน ท่านไม่น่าด่วนจากฉันไปก่อนวัยอันควร” หญิงสาวกล่าวเท่านั้นก็เงียบเสียงไป จนชายหนุ่มรู้สึกผิดปกติ แถมมือเรียวก็ไม่ยอมขยับ จนเขาต้องลืมตามอง พร้อมกับดึงร่างเล็กมานั่งบนตักกว้าง

“พ่อเลี้ยง” ดวงตากลมโตเบิกขึ้นด้วยท่าทางตื่นตระหนก

“ฉันไม่ทำอะไรหรอกน่า ขอฉันกอดเธอหน่อยนะแพรไหม ตอนนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน” ภูตะวันกล่าวเว้าวอน ขณะคางเกยอยู่บนไหล่บางเท่านั้น มือเรียวเล็กจึงยกขึ้นโอบรอบแผ่นหลังกว้าง พลางลูบไล้ไปมาหวังปลอบใจ ทั้งสองนั่งโอบกอดปลอบใจกันอยู่เงียบๆ ทั้งที่จริงแล้ว ชายหนุ่มอยากจะเอ่ยคำปลอบใจให้ลูกหนี้สาว ให้หายจากความเศร้า แต่กลัวเสียฟอร์ม เลยต้องบีบบังคับให้เธอทำแบบนี้

เมื่อคนงานที่วางเพลิงยอมสารภาพ ว่าพ่อเลี้ยงไพศาลเป็นผู้จ้างวานให้ทำ พ่อเลี้ยงหนุ่มจึงให้คนสนิทนำตัวคนร้ายส่งตำรวจเพื่อดำเนินคดี หวังเอาเรื่องพ่อเลี้ยงวัยกลางคนให้ถึงที่สุด

“ศักดิ์ฉันต้องเข้ากรุงเทพฯ สักอาทิตย์ นายช่วยดูแลที่นี่ด้วยนะ ตั้งเวรยาม ตรวจการเข้าออกอย่างเข้มงวด” พ่อเลี้ยงหนุ่มสั่งงานกับลูกน้องคนสนิทขณะเดินมาที่รถ

“ให้ผมขับรถไปส่งที่สนามบินมั้ยครับพ่อเลี้ยง”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวให้คนขับรถขับไปส่ง แกมีหน้าที่ดูแลที่นี่ให้ดี เสร็จธุระแล้วฉันจะรีบกลับ” ภูตะวันยกมือขึ้นตบที่บ่าของอดิศักดิ์เบาๆ

“ครับพ่อเลี้ยง”

“ฝากดูแลทุกคนที่นี่ด้วยนะ” พ่อเลี้ยงหนุ่มกล่าว พลางมองลูกหนี้สาวที่ยืนรอส่งเขาอยู่ข้างกายแม่บ้าน

“ครับพ่อเลี้ยง ผมจะดูแลให้เป็นอย่างดีครับ” คนเป็นลูกน้องน้อมรับคำสั่ง

“อืม...งั้นฉันไปละ ป้าผมไปก่อนนะครับ” พ่อเลี้ยงหนุ่มเข้ามาโอบกอดป้านวลก่อนขึ้นรถไป ขณะที่นั่งรถออกไปจากไร่ สายตาคมจับจ้องกระจกหน้ารถ มองแพรไหมจนสุดสายตา หญิงสาวเองก็รู้สึกใจหาย ทั้งที่น่าจะดีใจที่ไม่ได้เจอหน้าเจ้าหนี้จอมโหดของเธอ

พรรัมภาใช้ช่วงจังหวะที่พ่อเลี้ยงภูตะวันไม่อยู่ คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งแพรไหม ยิ่งมารู้ว่าแพรไหมอาศัยอยู่บ้านเดียวกับเจ้านายหนุ่มด้วยแล้วยิ่งโกรธเกลียดเข้ากระดูกดำ

“ได้ข่าวว่าเธออยู่บ้านเดียวกับพ่อเลี้ยงงั้นเหรอแพรไหม”   พรรัมภาเอ่ยถามขึ้นในโรงอาหารของไร่ เป็นช่วงเวลาที่พนักงานที่กำลังต่อคิวรับอาหาร ทุกคนต่างหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ใช่ค่ะ” แพรไหมตอบรับเพียงสั้นๆ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องปิดบัง

“ในฐานะอะไรจ๊ะ หรือว่าผู้หญิงของพ่อเลี้ยง เขาเรียกอีกอย่างว่า นางบำเรอใช่มั้ย” พรรัมภาจีบปากจีบคอพูดเสียงดังลั่นโรงอาหาร ทำเอาแพรไหมตีหน้าไม่ถูก เหลือบสายตามองไปรอบๆ บริเวณ มีแต่คนส่งสายตาดูถูกดูแคลนมาให้

“ไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจ ฉันเข้ามาที่นี่ ก็เพื่อทำงานเท่านั้น” แพรไหมกล่าวโต้แย้งขึ้นมา 

“แล้วทำไมเธอถึงต้องไปพักที่บ้านพ่อเลี้ยงด้วยล่ะ บ้านคนงานว่างออกเยอะแยะ” พรรัมภาหาเหตุผลสวนกลับ

“คุณอยากรู้มากขนาดนั้นเชียวเหรอพรรัมภา” เสียงเข้มของอดิศักดิ์ดังขึ้น ทำให้ทุกคนหันขวับไปมอง

“นาย...” พรรัมภายืนอึ้ง พูดไม่ออก ก่อนแสดงท่าทางโกรธจัด กลบเกลื่อนความหวาดกลัวในใจ

“ก็ฉัน...ฉันแค่สงสัย นายมันก็แค่ขี้ข้า อย่าแส่” พรรัมภาหันมาตวาดแว้ดเสียงใส่

“ถ้าคุณอยากรู้นัก ผมจะโทร.ไปถามพ่อเลี้ยงให้” อดิศักดิ์แกล้งล้วงโทรศัพท์ขึ้นมา แต่ทว่าพรรัมภารีบร้องห้ามขึ้นเสียก่อน

“ไม่ต้องโทร.ไปรบกวนพ่อเลี้ยงหรอก ฉันไม่อยากรู้แล้ว” คนกล้าเมื่อครู่กลับทำหน้าจ๋อย กลัวภูตะวันจะรู้ อาจจะทำให้ภาพพจน์ที่เธอสร้างขึ้นมาเสียหายก็เป็นได้

“ก็เท่านั้น อยากรู้กันนักใช่มั้ย ว่าคุณแพรเป็นใคร ทำไมถึงต้องเข้าไปอยู่บ้านเดียวกับพ่อเลี้ยง” อดิศักดิ์กวาดสายตาคมกริบมองทุกคน โดยเฉพาะตัวก่อเรื่อง จึงพากันหลบเลี่ยงสายตากันแทบไม่ทัน

“คุณแพรกำลังจะมาเป็นแม่เลี้ยงของทุกคนที่นี่” สิ้นคำพูดของอดิศักดิ์ ทุกคนภายในโรงอาหารต่างร้องฮือฮากันยกใหญ่

“คุณศักดิ์” แพรไหมร้องเรียกชายหนุ่มออกมาด้วยความตกใจ แต่เขาหันมาพยักหน้าให้เธอเงียบ

“หวังว่าคุณคงเข้าใจแล้วนะพรรัมภา” ชายหนุ่มเอ่ยกับตัวก่อเรื่อง ด้วยน้ำเสียงที่แสนเย็นชา

“เอ่อ...” พรรัมภาอ้ำๆ อึ้งๆ หาคำตอบไม่เจอ

“ไปกันเถอะครับคุณแพร” อดิศักดิ์ผายมือให้แพรไหมเดินออกจากโรงอาหาร เมื่อเดินออกมาไกลพอสมควร แพรไหมจึงหันมาพูดกับชายหนุ่มทันที

“คุณศักดิ์ไม่น่าไปโกหกเขาแบบนั้นเลยนะคะ ถ้าเกิดพ่อเลี้ยงรู้ เขาคงไม่พอใจ” เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างเป็นกังวล

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ เรื่องนี้ผมจัดการเอง” อดิศักดิ์ยักคิ้วให้หญิงสาวด้วยท่าทางอารมณ์ดี จนเธออดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่ไร่แห่งนี้ ชายหนุ่มแทบไม่ค่อยยิ้มออกมาแบบนี้ให้เห็นบ่อยนัก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป