บทที่ 3 3
“เร็วสิ ขืนชักช้า เดี๋ยวโดนดีเป็นสองเท่า” เสียงขรึมหันมากล่าว ดังขึ้นกระทบโสตประสาท แพรไหมจึงเริ่มรู้สึกตัว รีบสาวเท้าเล็กตามเจ้าหนี้สุดโหดไปที่รถ ขึ้นไปนั่งด้านหน้ารถคู่กับคนขับ โดยไม่ต้องรอให้พ่อเลี้ยงหนุ่มออกคำสั่ง
“ใครสั่งให้เธอไปนั่งข้างหน้าฮะแพรไหม มานั่งเบาะด้านหลังเดี๋ยวนี้!” พ่อเลี้ยงหนุ่มกล่าวเสียงขุ่นเขียว พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด รู้สึกไม่พอใจที่เธอไปนั่งเบาะหน้าคู่กับคนสนิท
“เอ่อ...ก็ฉันเป็นแค่ลูกหนี้ ไม่กล้าไปตีตัวเสมอพ่อเลี้ยงหรอกค่ะ” แพรไหมตอบกลับ ราวกับคนเจียมเนื้อเจียมตัว
“จะมานั่งดีๆ หรืออยากโดนจูบเหมือนเมื่อกี้ที่ห้องรับแขกฮึ” คำพูดที่โจ่งแจ้งของพ่อเลี้ยงหนุ่มนั้น ทำให้คนถูกขโมยจูบหน้าแดงก่ำ งุดหน้าต่ำลง เดินมานั่งเบาะด้านหลังแต่โดยดี เพียงไม่กี่อึดใจ ก็ถูกลำแขนแกร่งยกร่างขึ้นนั่งบนตักกว้างหน้าตาเฉย
“ว้าย! พ่อเลี้ยง ทำบ้าอะไร ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้” ร่างน้อย ลนลานลงจากตักกว้าง ทำหน้าเลิ่กลั่ก รู้สึกอับอายคนสนิทของเขาเป็นที่สุด
“นั่งเฉยๆ ศักดิ์ขับรถไปสิ นั่งบื้ออยู่ได้” พ่อเลี้ยงภูตะวันหันไปเล่นงานกับลูกน้องคนสนิทที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
“ครับๆ พ่อเลี้ยง” อดิศักดิ์ตั้งสติได้ รีบทำตามคำสั่งของเจ้านายหนุ่มทันที
“อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่หยุด ฉันจะปล้ำจูบเธอต่อหน้าเจ้าศักดิ์นี่แหละ” เขาก้มกระซิบบอกเท่านั้น ร่างเล็กก็หยุดดิ้นทันควัน ราวกับกดปุ่มสวิตช์
“หึๆ ก็เท่านั้น” พ่อเลี้ยงหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปากให้กับคนตัวเล็กในอ้อมกอด เห็นเงียบๆ แบบนี้ ก็ดื้อไม่ใช่เล่น
สำนักงานไร่ภูตะวัน
พ่อเลี้ยงภูตะวันพาลูกหนี้สาวเข้ามาช่วยงานที่ออฟฟิศ หวังให้เธออยู่ในสายตาเขาตลอดเวลา และคอยจับตาดูว่าหญิงสาวจะแอบติดต่อกับแพรดาวน้องสาวตัวแสบของเธอเมื่อไหร่
“สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง มาแต่เช้าเลยนะคะ” พรรัมภาเลขาฯ สาวคนสวยเดินออกมาต้อนรับเจ้านายหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะสะดุดสายตาลงตรงมือใหญ่ของพ่อเลี้ยงหนุ่ม ที่กุมมือเล็กของสาวสวยร่างเล็กไว้ไม่ยอมปล่อย
“สวัสดีครับคุณภา วันนี้ผมพาผู้ช่วยมาให้คุณ แพรไหม รู้จักคุณพรรัมภาเสียสิ” พ่อเลี้ยงภูตะวันดันร่างลูกหนี้สาวมายืนตรงหน้า
“ผู้ช่วย” พรรัมภาย้อนถามด้วยความแปลกใจ เพราะปกติแล้วเธอไม่เคยมีผู้ช่วย
“ใช่ครับ ฝากด้วยแล้วกันคุณภา เดี๋ยวผมขอตัวเข้าไปดูงานที่ไร่สักพัก” พ่อเลี้ยงหนุ่มกล่าวจบ ก็เดินกลับไปที่รถ ที่คนสนิทจอดติดเครื่องรออยู่
“มาสิแพรไหม” พรรัมภาหันมากล่าวเสียงห้วนกับผู้ช่วยคนใหม่ ที่เธอไม่เคยต้องการ
“ค่ะ” แพรไหมรู้ตัวทันที ว่ากำลังมีศึกหลายด้านที่เธอต้องเผชิญอยู่ที่ไร่แห่งนี้
“จบมอหกหรือเปล่าเนี่ย” พรรัมภาพูดกับผู้ช่วยสาวคนใหม่ ด้วยน้ำเสียงดูถูกดูแคลน แสดงออกมาทั้งสีหน้าและแววตาโดยไม่คิดที่จะปิดบัง
“ฉันจบปริญญาตรีด้านดีไซน์มาค่ะ” แพรไหมเชิดหน้าขึ้นตอบ หน็อยแน่ะ ดูถูกกันชัดๆ นิสัยเสียทั้งเจ้านายทั้งลูกน้อง หญิงสาวแอบค่อนขอดทั้งคู่อยู่ในใจ
“จบดีไซน์ แต่มาเป็นผู้ช่วยเลขาฯ นี่นะ ไม่รู้พ่อเลี้ยงคิดยังไงของเขา” ประโยคหลังพรรัมภาบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ จากนั้นก็หางานให้ผู้ช่วยคนใหม่ทำ จัดแจงหอบเอกสารปึกใหญ่มาวางตรงหน้าแพรไหม
“เธอช่วยจัดการคีย์ข้อมูลการสั่งซื้อทั้งหมด และช่วยทำให้เสร็จภายในวันนี้ด้วย” พรรัมภากล่าวสั่งงาน พร้อมกระตุกยิ้มที่มุมปากด้วยความสะใจ อีกไม่นานเกินรอ แพรไหมคงต้องถอดใจลาออกจากงานไปแทบไม่ทัน
“ทำได้หรือเปล่า” เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่ง จึงถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ค่ะ” แม้แพรไหมจะไม่ค่อยมั่นใจนักว่าจะสามารถทำงานเสร็จทันเวลา แต่ก็ต้องรับปากไว้ก่อน เพราะไม่อยากถูกสบประมาทมากไปกว่านี้
“ค่ะ ก็นั่งทำสิ ยืนเซ่ออยู่ได้” พรรัมภาหันมาตวาดเสียงใส่ลูกน้องสาว ทำเอาแพรไหมไหวตัวด้วยความตกใจในน้ำเสียงของหัวหน้างานคนใหม่
“ค่ะ” แพรไหมทรุดตัวลงนั่ง ทำงานที่ได้รับมอบหมายจนเวลาลุล่วงเลยไปจวบถึงเวลาเลิกงาน แต่งานตรงหน้ากลับลดลงเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
“ฉันกลับก่อนนะแพรไหม อย่าลืมล็อกประตูห้องทำงานกับประตูใหญ่หน้าสำนักงานด้วยล่ะ” พรรัมภาหันมาพูดกับผู้ช่วยคนใหม่ ก่อนสะพายกระเป๋าคล้องแขนเดินออกไป โดยไม่สนใจว่างานที่ตนมอบหมายให้นั้นสาหัสสากรรจ์แค่ไหน นอกจากความพึงพอใจของตนเองเท่านั้น
“งานจะเสร็จเมื่อไหร่เนี่ยยัยแพร” แพรไหมบ่นงึมงำกับตัวเอง ขณะที่ท้องก็เริ่มร้อง เพราะอาหารยังไม่ตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้า เจ้าหนี้สุดโหดก็ไม่เข้ามาดูดำดูดีอีกเลย ทิ้งเธอไว้กับเลขาฯ สาวของเขา
กว่าแพรไหมจะทำงานเสร็จ เวลาลุล่วงจวบไปถึงเที่ยงคืน เธอจัดการเซฟงาน ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดไฟทุกดวงภายในห้องทำงาน และล็อกประตูสำนักงานตามที่หัวหน้างานสั่งไว้ จากนั้นก็เดินกลับบ้านพัก ถึงแม้จะไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ ก็ตามที ขณะเดียวกันก็รู้สึกจุกเสียดท้อง แต่เธอก็กัดฟันสู้เดินต่อไป แสงไฟจากรถยนต์ที่กำลังแล่นเข้ามา สาดส่องเข้าที่ใบหน้านวล ก่อนที่หญิงสาวจะวูบล้มลงกับพื้นหญ้า
“แพรไหม” พ่อเลี้ยงหนุ่มรีบลงจากรถด้วยอารามตกใจ คิดว่าคนสนิทขับรถชนลูกหนี้สาวเข้าให้แล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
“เดี๋ยวผมช่วยอุ้มคุณแพรให้เองครับพ่อเลี้ยง” อดิศักดิ์กล่าวอาสาด้วยความหวังดี แต่เจ้านายกลับขึงตาใส่ด้วยดวงตาวาวโรจน์
“ไม่ต้อง! ฉันอุ้มเอง ไปเปิดประตู” พ่อเลี้ยงหนุ่มหันมาตวาดเสียงกร้าวใส่ลูกน้องคนสนิท จากนั้นก็ก้มลงช้อนร่างเล็กขึ้นในวงแขนแกร่ง พาขึ้นไปนั่งบนรถอย่างทะนุถนอม ราวกับคนที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน
“รีบขับรถไปเร็วๆ สิเจ้าศักดิ์ มัวรออะไรอยู่วะ” พ่อเลี้ยงหนุ่มฉุนหนัก เงยหน้าขึ้นมาตะคอกเสียงใส่ลูกน้องคนสนิทอีกครั้ง ซึ่งได้สร้างความแปลกใจให้แก่อดิศักดิ์อยู่ไม่น้อย
