บทที่ 8 8
“เห็นอยู่คาตา ยังมาปฏิเสธอีก เจ้าศักดิ์มันดีเกินกว่าที่จะมาเกลือกกลั้วกับผู้หญิงหน้าเงินอย่างเธอ จำไว้” ชายหนุ่มกล่าวเท่านั้น ก็ผลักร่างน้อยล้มลงกับพื้น จากนั้นก็เดินออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว โดยไม่สนใจที่จะหันกลับมามองผลงานของตนเลยสักนิด
“คุณแพร ทำไมถึงไปนั่งตรงนั้นล่ะคะ” ป้านวลเดินเข้ามาเจอหญิงสาวนั่งก้มหน้าลงกับพื้นห้องรับแขก จึงเดินเข้ามาเอ่ยถาม
“เอ่อ...แพรสะดุดขาตัวเองล้มค่ะป้านวล” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมขยับกายลุกขึ้นยืน
“แล้วไปทำอีท่าไหนคะเนี่ย ถึงล้มลงไปวัดกับพื้นได้” นางเข้ามาปัดตามลำตัวเด็กสาวด้วยความเป็นห่วง
“แพรซุ่มซ่ามไปหน่อย เดินไม่ดูทางเองค่ะ งั้นแพรขอตัวขึ้นไปพักก่อนนะคะ” แพรไหมก้มหน้าตอบ จนป้านวลจับพิรุธได้
“เดี๋ยวก่อนค่ะคุณแพร” นางเดินเข้าไปเชิดปลายคางเรียวขึ้นมา ถึงกับใจหายวาบ เมื่อเห็นดวงตาคู่สวยแดงก่ำ เหมือนกับคนกำลังจะร้องไห้
“เกิดอะไรขึ้นคะ บอกป้ามา” ป้านวลยกมือเหี่ยวตามวัย ขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มนวลออก
“แพรซุ่มซ่ามสะดุดขาตัวเองล้มลง รู้สึกเจ็บก็เลยร้องไห้ออกมาเท่านั้นเองค่ะ” แพรไหมจำเป็นต้องแต่งเรื่องโกหกขึ้นมา เพื่อให้แม่บ้านวัยกลางคนเลิกสงสัย
“ป้าไม่เชื่อ พ่อเลี้ยงต่อว่าให้เจ็บช้ำใจอีกแล้วใช่มั้ยคะ” นางกล่าวออกมา เหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์ จนแพรไหมเก็บอาการไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมาสุดเสียง
“พ่อเลี้ยงเขาไม่เคยมองแพรดีสักอย่าง แพรจะทำอะไรก็ผิดในสายตาเขาไปหมด” หญิงสาวกล่าวออกมา ราวกับน้อยอกน้อยใจในตัวพ่อเลี้ยงหนุ่ม
“ทนอีกนิดนะคะคุณแพรขา” นางกล่าวปลอบใจเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“แพรจะต้องทนไปนานแค่ไหนกันคะ หรือให้แพรตายไปก่อน พ่อเลี้ยงถึงจะพอใจ” แพรไหมเอ่ยประชดประชัน แต่คนที่เธอกล่าวถึงนั้น กลับไม่รับรู้อะไรด้วยเลยสักนิด
“ว้าย! ไม่เอาค่ะ อย่าพูดถึงเรื่องตาย ป้าไม่ชอบ” นางกล่าวตำหนิแพรไหม แต่น้ำเสียงไม่จริงจังนัก
“ก็จริงนี่คะป้า” แพรไหมอดแย้งขึ้นมาไม่ได้
“อีกไม่นานหรอกค่ะ พ่อเลี้ยงคงกลับมาเป็นคนที่น่ารักเหมือนเดิม ป้ารับรอง” ป้านวลกล่าวยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น
“แพรก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นค่ะ”
“ไม่แน่นะ อีกหน่อยพ่อเลี้ยงอาจจะเป็นฝ่ายตามคุณแพรต้อยๆ ก็ได้ค่ะ” นางกล่าวออกมาเป็นนัยๆ
“ป้านวลพูดเป็นเล่นไปค่ะ แต่ถ้าเป็นจริงอย่างป้านวลพูด แพรจะเอาคืนคนเอาแต่ใจให้สาสมเชียวค่ะ” หญิงสาวยิ้มออกมาทั้งคราบน้ำตา
“ป้าสนับสนุนเต็มที่เลยค่ะ” สองสาวต่างวัยประสานเสียง หัวเราะร่วนออกมา
“ขอบคุณค่ะป้านวล ที่คอยอยู่เคียงข้างแพรมาตลอด คงมีแต่ป้านวลกับคุณศักดิ์เท่านั้น ที่ดีกับแพร”
“ป้าเชื่อว่าสักวัน ความดีงามในตัวคุณแพร จะทำให้ทุกคนหันกลับมารักคุณแพร เหมือนที่ป้ารู้สึกในตอนนี้” นางกล่าวให้กำลังใจหญิงสาว
“แพรก็หวังไว้ว่าจะเป็นแบบนั้น งั้นเดี๋ยวแพรขอตัวขึ้นไปพักก่อนนะคะ”
“ค่ะคุณแพร” แม่บ้านวัยกลางคนรอจนแน่ใจ ว่าหญิงสาวเดินออกไปไกลแล้ว จากนั้นนางก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา โทร.ปรึกษาเรื่องของเจ้านายหนุ่มและแพรไหมกับคนอีกฝั่งของกรุงเทพฯ
สำนักงานไร่ภูตะวัน
ช่วงสายของวันต่อมา แพรไหมเดินเข้ามาภายในสำนักงานพร้อมกับพ่อเลี้ยงภูตะวัน ซึ่งได้สร้างความแปลกประหลาดใจแก่ พรรัมภายิ่งนัก เธอคิดว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มจะไล่แพรไหมออกไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วเสียอีก แต่ไหงมาพร้อมกันได้ แถมยังออกคำสั่งให้เธอนั้น จัดโต๊ะเพิ่มในห้องทำงานของเขาอีกด้วย
“เอ่อ...ไม่ทราบว่าพ่อเลี้ยง จะจัดโต๊ะไปให้ใครคะ” พรรัมภาเอ่ยถามให้คลายจากความสงสัย
“แพรไหม ต่อไปเขาจะต้องเข้าไปนั่งทำงานกับผมที่ห้อง” เสียงเข้มกล่าวแค่นั้น ก็หันมาจูงร่างเล็กเดินหายเข้าไปภายในห้องทำงาน
“ไม่รู้นังแพรไหมไปออดอ้อนทำอีท่าไหน พ่อเลี้ยงถึงได้อนุญาตให้ไปนั่งทำงานในห้องนั้นได้ เมื่อวานยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เลย หรือว่า...” แววตาพรรัมภาวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งความริษยา เมื่อคิดว่าแพรไหมคงใช้เรือนร่างเข้าแลก
“ร้ายจริงๆ นะ นังแพรไหม” หญิงสาวกัดฟันกรอดๆ พูดกับตัวเองด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะกระทืบเท้าออกไปสั่งให้คนงานช่วยยกโต๊ะทำงานของแพรไหมเข้าไปตามคำสั่งของพ่อเลี้ยงหนุ่ม
แพรไหมนั่งตัวเกร็งตลอดเวลา ที่ต้องนั่งทำงานร่วมกับเจ้าหนี้หนุ่ม เพราะเธอถูกเขาจับตามองตลอดเวลา ไม่ว่าจะขยับตัวไปไหนก็ตาม
“แพรไหม ออกไปชงกาแฟให้ฉันแก้วหนึ่งสิ” เสียงห้าวกล่าวขึ้น หลังจากที่นั่งเงียบไปนาน จนทำให้มือเรียวที่กำลังนั่งพิมพ์งานอยู่ ต้องหยุดชะงักทันควัน
“ได้ค่ะเจ้านาย” แพรไหมจีบปากจีบคอขานรับ จากนั้นเดินออกไปทำตามคำสั่ง พรรัมภาเห็นดังนั้น จึงรีบเดินตามลูกน้องสาวไปที่ห้องครัว
“นี่แพรไหม ฉันขอถามหน่อยสิ ว่าเธอไปทำอีท่าไหน พ่อเลี้ยงถึงให้เข้าไปนั่งที่ห้องทำงานด้วย” พรรัมภาไม่รอช้า เปิดฉากถามทันที
“ฉันก็แค่อยู่เฉยๆ มีแต่คุณทั้งนั้นที่เป็นคนทำให้” แพรไหมกล่าวเสียงเรียบกับหัวหน้างาน แต่ภายในใจลึกๆ กลับรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่ไม่น้อย ที่ถูกพรรัมภาใส่ร้ายป้ายสี หากจะพูดออกไป คงมีแต่เธอเท่านั้นที่จะเสีย เพราะพ่อเลี้ยงหนุ่มไม่มีทางเชื่อคำพูดของเธอ
“ฉันทำอะไรมิทราบ พูดมาดีๆ นะแพรไหม” พรรัมภาตะคอกเสียงแข็งออกมา เพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง
“คุณน่าจะรู้อยู่แก่ใจ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัว” แพรไหมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนพาลให้เสียเวลา แต่นั่นกลับสร้างความไม่พอใจแก่พรรัมภา เธอจึงเดินเข้ามาปัดแก้วกาแฟที่ แพรไหมถืออยู่ทิ้งหน้าตาเฉย พร้อมยักไหล่ให้ ราวกับไม่รู้สึกผิดในสิ่งที่ตนได้ทำลงไป
“นี่คุณ!” แพรไหมแทบไม่อยากเชื่อ ว่าพรรัมภาจะมีนิสัยร้ายกาจเช่นนี้
“ว้ายต๊ายตาย! ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้ล่ะแพรไหม รีบเก็บกวาดพื้นให้เรียบร้อยสิ ยืนบื้ออยู่นั่นแหละ เดี๋ยวใครเข้ามาเผลอเหยียบก็เป็นเรื่องอีกหรอก เรื่องกาแฟของพ่อเลี้ยงน่ะมันเป็นหน้าที่ของฉัน” พรรัมภาพูดเท่านั้น ก็สะบัดสะโพกเดินไปชงกาแฟที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มให้พ่อเลี้ยงภูตะวันเพื่อเอาใจ ในระหว่างนั้นเธอเหลือบสายตา หันไปมองแพรไหมที่กำลังก้มลงเก็บเศษแก้วอยู่ ความคิดชั่วร้ายก็ผุดขึ้น พลางกระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนแกล้งเดินไปชนร่าง แพรไหมและร้องออกมาทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“อุ๊ย!” แพรไหมรีบชักมือขึ้นมากุมไว้ทันที รู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว
“ว้ายตายแล้วแพรไหม ฉันขอโทษนะ ฉันไม่ทันมอง” พรรัมภาแกล้งอุทานเหมือนตกใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ” แพรไหมรู้อยู่เต็มอก ว่าถูกหัวหน้างานกลั่นแกล้ง แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีก ถึงอย่างไร พรรัมภาก็เป็นหัวหน้างานเธอ
“รีบหายามาใส่เสียล่ะ เดี๋ยวฉันขอตัวเอากาแฟไปให้พ่อเลี้ยงก่อนนะ” พรรัมภากล่าวออกมาราวกับเป็นห่วงเป็นใย แต่สีหน้าและแววตากลับสวนทางกัน ส่วนแพรไหมเลือกที่จะไม่สนใจ หันมาหาอุปกรณ์ทำแผลที่โดนแก้วบาด จากนั้นก็กลับมาเก็บกวาดพื้นห้องให้สะอาดจนเสร็จเรียบร้อย
