บทที่ 9 9

ก๊อก ก๊อก

พรรัมภาเคาะประตูห้องทำงานของเจ้าของไร่ ก่อนผลักประตูเข้าไป ซึ่งเจ้าของห้องอดแปลกใจไม่ได้ แล้วยัยคนตัวเล็กของเขาหายไปไหน

“กาแฟค่ะพ่อเลี้ยง” พรรัมภาวางกาแฟลงบนโต๊ะทำงาน จากนั้นก็ส่งยิ้มหวานให้แก่ชายหนุ่มที่เธอหมายปองมานาน

“ขอบคุณครับคุณภา แล้วแพรไหมล่ะ” คำถามท้ายประโยคของพ่อเลี้ยงหนุ่ม ทำเอาพรรัมภาต้องยิ้มเก้อ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด

“แพรไหมเขาเผลอทำแก้วกาแฟตก ตอนนี้กำลังเก็บกวาดอยู่ค่ะ”

“อะไรกัน ทำไมถึงได้ซุ่มซ่ามแบบนี้” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ แต่สุ้มเสียงนั้นไม่ได้จริงจังอะไรนัก เมื่อสบโอกาสพรรัมภาไม่รอช้า รีบผสมโรงใส่ทันที

“นั่นสิคะพ่อเลี้ยง ภาก็ไม่อยากตำหนินักหรอกค่ะ แต่      แพรไหมเขาไม่ค่อยเหมาะสมกับงานผู้ช่วยภาสักเท่าไหร่ งานภาก็ไม่ได้เยอะอะไร และที่สำคัญ เขาจบทางด้านดีไซน์มา เขาคงไม่ถนัดกับงานพวกนี้หรอกค่ะ” หญิงสาวได้ทีวิจารณ์ศัตรูหัวใจยกใหญ่ พยายามพูดหว่านล้อมให้ชายหนุ่มคล้อยตาม

“แพรไหมเขาคงไม่เหมาะสมเป็นผู้ช่วยคุณจริงๆ” พ่อเลี้ยงหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วย พรรัมภาได้ยินเช่นนั้นจึงฉีกยิ้มกว้างขึ้นมาทันทีทันใด

“ใช่ค่ะพ่อเลี้ยง” หญิงสาวกล่าวสนับสนุนความคิดของเจ้านายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น หวังจะกำจัดเสี้ยนหนามหัวใจไปให้พ้นทาง

“งั้นต่อไป แพรไหมไม่ต้องทำงานเป็นผู้ช่วยคุณอีก เข้าใจตามนี้นะคุณภา”

“ค่ะพ่อเลี้ยง” พรรัมภารับคำด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้งที่ภายในใจแทบอยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจสุดขีด

“อืม...งั้นคุณกลับไปทำงานต่อเถอะ” พ่อเลี้ยงภูตะวันเอ่ยขึ้น หลังจากที่นิ่งเงียบครุ่นคิดไปเสียนาน

“ค่ะพ่อเลี้ยง” หญิงสาวขานรับเสียงหวาน จากนั้นก็เดินออกไปจากห้องทำงานของเจ้านายหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส สวนทางกับแพรไหมที่กำลังเดินเข้ามา

“โชคดีนะจ๊ะแพรไหม” คำอวยพรของพรรัมภา กลับสร้างความงุนงงระคนแปลกใจแก่แพรไหมเป็นอย่างมาก ก่อนเดินเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้ง

“ไปซนที่ไหนมาฮึ” ชายหนุ่มเอ่ยถามคนตัวเล็ก เมื่อเห็นอีกฝ่ายก้าวขาเข้ามาภายในห้องทำงาน

“เปล่าสักหน่อย” หญิงสาวทำหน้ามุ่ย เมื่อถูกเจ้าหนี้หนุ่มต่อว่า แล้วสะบัดหน้าเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ตั้งใจจะทำงานที่ค้างให้เสร็จ

“งานนั้นไม่ต้องทำแล้ว เก็บคืนให้คุณภาให้หมด”

“เก็บทำไมคะ ฉันยังทำงานไม่เสร็จเลย” เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่นด้วยความแปลกใจ ที่ถูกเจ้าหนี้สั่งเก็บงานคืน

“ต่อไปเธอไม่ต้องทำงานเป็นผู้ช่วยคุณภาแล้ว” คำสั่งใหม่ของเจ้าหนี้หนุ่ม ทำให้แพรไหมต้องร้องอ๋ออยู่ในใจ เมื่อมานึกถึงคำพูดของพรรัมภาตอนที่เดินสวนกันที่หน้าห้องทำงาน

“ทำไมล่ะคะ”

“ไม่ต้องถามมาก เธอมีหน้าที่ทำตามคำสั่งฉันเท่านั้น” พ่อเลี้ยงหนุ่มจอมเผด็จการกล่าวขึ้น จนลูกหนี้สาวไม่กล้าโต้แย้ง

“ค่ะ แล้วพ่อเลี้ยงจะให้ฉันทำอะไรคะ”

“ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำ...มานี่สิ”

“ค่ะ” แพรไหมเดินมาหาชายหนุ่มตามคำสั่ง ก่อนทรุดตัวลงที่หน้าโต๊ะทำงาน

“ใครให้เธอนั่งตรงนั้น มานี่” ชายหนุ่มกล่าวเสียงขุ่น พร้อมตบมือลงบนตักกว้าง

“ไม่เอา” หญิงสาวส่ายหน้าหวือปฏิเสธทันควัน

“จะมานั่งดีๆ หรือให้ฉันลุกไปหาฮะ” จอมบงการกอดอกมองคนเจ้าปัญหา ทำเอาคนตัวเล็กอกสั่นขวัญแขวนไม่น้อย

“เร็วสิ ฉันนับหนึ่งถึงสาม ถ้ายังไม่มา เธอโดนดีแน่” ทันทีที่พ่อเลี้ยงหนุ่มกล่าวจบ ร่างเล็กก็รีบพาร่างมานั่งบนตักแกร่งเพียงไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ

“ก็เท่านั้น ไม่รู้จะดื้อทำไม” พ่อเลี้ยงหนุ่มจับปอยผมของหญิงสาวขึ้นมาทัดกับใบหู ก่อนจรดริมฝีปากอุ่นลงบนแก้มนุ่มเบาๆ

“คนฉวยโอกาส” เรียวปากบางพึมพำต่อว่าต่อขาน ขณะที่ใบหน้านวลแดงก่ำราวกับลูกตำลึงผลสุก

“ฉันมีสิทธิ์” คนเอาแต่ใจสวนกลับ

“สิทธิ์อะไรมิทราบ ในเมื่อฉันไม่อนุญาตสักหน่อย และที่สำคัญเราไม่ได้เป็นอะไรกัน” เธอเอี้ยวตัวหันมาตอบโต้เสียงแข็ง

“เธอเป็นลูกหนี้ของฉัน ฉันมีสิทธิ์ทำอะไรกับเธอก็ได้ แม้แต่ร่างกายเธอ เข้าใจมั้ย และอย่าริอ่านมาดื้อกับฉันอีก” วาจาว่าร้ายของเจ้าหนี้หนุ่ม ทำเอาลูกหนี้สาวถึงกับน้ำตาคลอ

“ฉันยอมทำทุกอย่างตามที่พ่อเลี้ยงต้องการ แต่ยกเว้นร่างกายเท่านั้นที่ฉันไม่สามารถให้ได้” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

“ทำไม!” ชายหนุ่มแผดเสียงดังลั่นยิ่งกว่าฟ้าร้อง รู้สึกไม่พอใจที่เธอกล้าปฏิเสธ ซึ่งไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนคิดหยามหน้าเขาแบบนี้มาก่อน

“ทำไมต้องมีเหตุผลด้วย” ร่างเล็กเบี่ยงตัวลุกขึ้นยืน

“ก็ฉันอยากรู้ ว่าทำไมเธอถึงกล้าปฏิเสธคนอย่างพ่อเลี้ยง      ภูตะวัน หรือเธอมีคนรักอยู่แล้ว” พ่อเลี้ยงหนุ่มเอ่ยถาม พลางหรี่ตามองราวกับจ้องจับผิด

“เอ่อ...ใช่! ฉันมีคนรักอยู่แล้ว ฉันอยากเก็บความบริสุทธิ์ไว้ในคืนแต่งงานกับคนที่ฉันรัก” แพรไหมจำต้องเออออห่อหมกออกไป หวังว่าจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช

“มันเป็นใคร? บอกฉันมาเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มเดินเข้ามากระชากแขนเรียว พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกไม่พอใจนัก ที่ลูกหนี้สาวมีคนมาจับจองเป็นเจ้าของหัวใจ พานร้อนรุ่มอยู่ในอกยังไงชอบกล

“เอ่อ...” หญิงสาวตกอยู่ในอาการอ้ำอึ้งพูดไม่ออก เพราะคนที่เธอกล่าวถึงนั้น ไม่มีตัวตน

“ฉันถามว่ามันเป็นใคร” พ่อเลี้ยงหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง นัยน์ตาคมกริบมองร่างเล็กราวจะกินเลือดกินเนื้อ

“เขาชื่อ...ชื่อวาริช” แพรไหมจำเป็นต้องมั่วชื่อออกไป

“วาริชงั้นเหรอ นามสกุลอะไร” ชายหนุ่มเอ่ยถามต่อ หวังตามหาข้อมูลคนรักของเธอ เพื่อจัดการให้สิ้นซาก

“ทำไมต้องอยากรู้ถึงนามสกุลด้วย ถึงยังไง พ่อเลี้ยงก็ไม่มีทางเจอเขาหรอก” แพรไหมพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ฉันถามก็ตอบมาสิ” พ่อเลี้ยงหนุ่มเร่งเร้าเอาคำตอบให้ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป