บทที่ 4 รอยอดีต

ท่วงท่าการย่างก้าวของอาชาตัวใหญ่พาทั้งสองดิ่งลึกเข้าไปในความมืดสลัวรำไร ทว่าจู่ ๆ ความเงียบงันก็ถูกฉีกกระชาก เมื่อฝูงค้างคาวแม่ไก่บินโฉบตัดหน้าทะยานออกจากพุ่มไม้เข้าหาในระยะประชิด

“ว้ายยย!!!”

ด้วยความตกใจสุดขีด สัญชาตญาณสั่งให้หวันยิหวาหันขวับเข้าหาที่พึ่งอันปลอดภัยที่สุดในวินาทีนั้น ร่างระหงผวาเข้าซบอกแกร่งของภูดิศเต็มแรง ใบหน้าหวานซุกไซ้เข้ากับแผงอกตึงแน่น มือบางทั้งสองข้างยกขึ้นโอบกอดรอบลำคอแกร่งของชายหนุ่มไว้แน่นหนา ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอยู่บนอกกว้างที่ร้อนระอุราวกับเตาไฟ

แรงปะทะอันไม่คาดคิดส่งผลให้ทรวงอกสล้างนุ่มหยุ่นทั้งสองข้างบดเบียดแบนราบไปกับหน้าอกล่ำสันของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นกายสาวหอมกรุ่นอบอวลเข้าจมูกของภูดิศ ชายหนุ่มครางกระหึ่มในลำคอด้วยความกระสันอยากที่พุ่งทะยานจนแทบเกินกักเก็บ วงแขนแกร่งตวัดรัดเอวคอดกิ่วกระชับร่างบางเข้าหาตัวจนเนื้อตัวแนบสนิทไร้ซึ่งช่องว่าง สัมผัสถึงความนุ่มนิ่มทุกส่วนสัดของเรือนร่างสาวที่กำลังสั่นงันงกอยู่ในอ้อมแขนของตนเอง

“ขวัญเอ๊ย ขวัญมา มันบินไปแล้วคุณ” น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นเล็กน้อยยามเอ่ยบอกคนในอ้อมกอด

“มันคืออะไรคะ” หวันยิหวาถาม เสียงหวานละล่ำละลักอยู่กับแผงอกเสื้อเชิ้ตของเขา

“ค้างคาว”

“ตกใจหมดเลย...” หญิงสาวสูดหายใจลึก พลางนึกขึ้นได้ว่าเผลอตัวไประเบิดความใกล้ชิดจนเกินงาม จึงเอ่ยอ้อมแอ้ม

“ปล่อยฉันได้ยัง”

“คุณกอดผมเองนะ จะให้ผมปล่อยได้ไง” เขาเลิกคิ้วมองคนตัวเล็กที่หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหูท่ามกลางความมืด

“ก็ฉันตกใจนี่ ทำไมไม่บอกล่ะ ว่าที่นี่มีค้างคาวด้วย”

“ป่ามันก็มีสัตว์อาศัยอยู่ทั้งนั้นแหละคุณ”

“ฉันไม่น่ามาที่นี่เลยจริง ๆ... น่าจะวนรถกลับไปหาที่พักข้างนอกก่อนแล้วค่อยมาพรุ่งนี้” หญิงสาวบ่นอุบอิบพลางขยับตัวออกห่างเล็กน้อยอย่างหวาดระแวง แต่ก็ทำได้ไม่มากนักบนอานม้าแคบ ๆ

“ผมถามจริง คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอ” ภูดิศชวนคุย นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงอย่างจับผิด

“แม่ให้ฉันมาช่วยงาน”

“งานในไร่เนี่ยนะ ผู้หญิงผิวบางอย่างคุณจะทำไหวเหรอ”

“ฉันมาทำพวกงานบัญชี ไม่ได้ออกแดดเหมือนอย่างนายหรอกน่า”

“คิดจะนั่งทำงานในห้องแอร์สบาย ๆ ทำไมไม่อยู่กรุงเทพฯ นู่นล่ะคุณ ดั้นด้นมาทำไมบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้” ชายหนุ่มเหยียดยิ้ม

“อีกอย่าง เครื่องอำนวยความสะดวกที่ไร่นี้มันไม่ได้มีพร้อมให้คุณหรอกนะ”

“นายพูดจริงเหรอ” หวันยิหวาใจเสีย

“ก็จริงน่ะสิ ผมจะโกหกคุณทำไม”

“แล้วพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าล่ะ มีหรือเปล่า”

“มี แต่เป็นระบบโซล่าเซลล์ คุณต้องใช้อย่างประหยัด”

“แล้วพวกเครื่องทำน้ำอุ่นล่ะ”

“ไม่มี”

“แล้วมีอะไรบ้างเนี่ย” หญิงสาวเริ่มหน้ามุ่ย

“มีแค่พัดลม”

“แอร์ล่ะ”

“อากาศที่นี่มันหนาวเย็นทั้งปี จะติดแอร์ไปทำไมกันคุณ”

“โห... ทำไมมันกันดารแล้วนี้ล่ะ” หวันยิหวาครางเสียงหลง

“เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วคุณ”

“นายนั่นแหละน่าจะให้ฉันขับรถเข้ามา รถฉันเป็นรถไฟฟ้านะ สามารถนอนเปิดแอร์แล้วก็ใช้พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าในรถได้ทั้งหมดเลย”

“มันจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันเชียว แล้วแถวนี้ก็ไม่มีสถานีชาร์จแบตให้คุณหรอกนะ”

บทสนทนาแง่งอนนั้นดูเหมือนจะดึงความสนใจของหญิงสาว แต่สำหรับภูดิศความนุ่มหยุ่นที่เบียดกระแซะอยู่ตรงท่อนแขนแกร่ง ประกอบกับกลิ่นหอมชวนฝันจากเรือนกายสาว กำลังทำให้สติของเขาเตลิดเปิดเปิงไปไกล ชายหนุ่มแกล้งรั้งบังเหียนควบม้าให้ช้าลง เพื่อยืดเวลาในการเชยชมร่างงามในอ้อมแขน

“ใกล้ถึงหรือยัง” หญิงสาวถามพลางเอี้ยวตัวจะหันมามองหน้าเขา

“ก็ใกล้ล่ะ อีกนิดเดียว”

“ฉันเมื่อยแล้ว”

“งั้นก็เอาขาคร่อมมาทางนี้สิ มืดขนาดนี้ผมไม่เห็นอะไรหรอกน่า”

“หลับตาด้วย” หวันยิหวาบ่นอุบอย่างไม่ใส่ใจนัก ความเมื่อยขบทำให้เธอไม่มีทางเลือก ร่างบางตัดสินใจถลกชายกระโปรงมินิเดรสขึ้นรั้งสูง ก่อนจะขยับเรียวขาข้ามไปอีกฝั่ง ท่ามกลางความมืดและความชิดใกล้ของชายแปลกหน้า

ต้นขาขาวเนียนผุดผาดอวดสายตาคมกริบของชายหนุ่มแฝงอยู่ในความมืด และในจังหวะที่ม้ากระแทกตัวลง ก้นอวบอิ่มงอนงามของเธอก็บดเบียดเข้ากับความเป็นชายอันแข็งขืนของเขาอย่างเต็มแรง!

“อยู่เฉย ๆ อย่าดิ้นสิคุณ!” ภูดิศคำรามเสียงพร่า

“นี่นาย! ไม่ต้องใกล้ขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

“ที่นั่งมันมีอยู่แค่นี้ จะให้ผมขยับไปไหนได้ล่ะ” น้ำเสียงของภูดิศแปรเปลี่ยนเป็นแหบพร่าและเต็มไปด้วยกระแสความกระสันอยากที่ปิดไม่มิด

สายตาคมเข้มหลุบมองเนินเนื้ออกอวบหยุ่นลอยเด่นท้าทายสายตา ที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจกระชั้นชิด แถมโคนขาขาวเนียนที่หนีบแน่นรอบตัวม้านั้นช่างยั่วยวนอารมณ์ดิบในกาย ‘แน่นไปทุกส่วนสัดจริง ๆ แม่เจ้าโว้ย!’

ชายหนุ่มข่มอารมณ์ดิบในกายอย่างสุดความสามารถ กิเลสตัณหาและอารมณ์แค้นแล่นพล่านผสมปนเปจนแยกไม่ออก รู้เพียงแต่ว่าลูกสาวของเมียน้อยบิดาช่างหวานล้ำและปลุกเร้าสัญชาตญาณดิลในตัวเขาให้ตื่นขึ้นได้อย่างง่ายดาย ที่เขาเงียบไปตลอดทางไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่เพราะต้องใช้สมาธิอย่างหนักเพื่อกักเก็บอารมณ์ร้อนรุ่ม

หวันยิหวารับรู้ได้ถึงกระแสความต้องการอันแรงกล้าและไอร้อนที่แผ่ออกมาจากคนตัวโตข้างหลัง ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดทางเพศที่เธอกำลังเผชิญ หญิงสาวรีบเม้มปากแน่น นั่งเกร็งตัวนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนอีกต่อไป ปล่อยให้ความเงียบที่มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของกันและกันทำหน้าที่นำทาง

“คุณบอกผมว่าจะมาช่วยงานที่ไร่” ภูดิศเริ่มเปิดประเด็นทำลายความเงียบอันอึดอัดอีกครั้ง

“แต่ตอนนี้พ่อเลี้ยงไม่อยู่ที่ไร่หรอกนะ”

นัยน์ตาของภูดิศไหววูบในความมืด... พ่อเลี้ยงแสนคำ ผู้เป็นบิดาของเขาเสียชีวิตไปได้สองสัปดาห์แล้ว ยัยนี่ไม่รู้เรื่องเลยงั้นหรือ? ชายหนุ่มตัดสินใจยังไม่พูดความจริงในตอนนี้ เขาต้องการสืบให้แน่ใจก่อนว่าหล่อนเป็นลูกสาวของคุณดวงใจอย่างที่กล่าวอ้างจริง ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป