บทที่ 5 รอยจูบของคนแปลกหน้า
ขณะที่เขากำลังตกอยู่ในห้วงความคิด เสียงหวานใสก็เอ่ยขัดขึ้น
“แล้วพ่อเลี้ยงจะกลับวันไหนคะ”
“ผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน พ่อเลี้ยงไม่ได้บอกไว้” ภูดิศจงใจใช้คำกำกวม
“แล้ว...แม่ฉันล่ะ ไปกับพ่อเลี้ยงด้วยเหรอ” ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดจึงถามออกไปตรง ๆ
“คุณนี่ก็ถามแปลก เขาเป็นสามีภรรยากัน ก็ต้องไปด้วยกันอยู่แล้วสิ”
“หมายความว่าคืนนี้ฉันจะไม่ได้เจอแม่งั้นเหรอ...”
“ครับ”
“แล้วคุณรู้หรือเปล่า ว่าพวกท่านไปไหน”
“ไม่รู้ครับ”
“เฮ่อ!!! แม่นะแม่ ไม่อยู่ก็ไม่บอก” หวันยิหวาพึมพำอย่างหม่นหมอง
มุมปากของภูดิศกระตุกยิ้มร้าย ในสมองนึกถึงพินัยกรรมเจ้าปัญหาที่เพิ่งเปิดไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เงื่อนไขไร้สาระของพ่อเลี้ยงแสนคำระบุไว้ชัดเจนว่า ‘หากเขายอมแต่งงานกับลูกสาวของดวงใจ ทรัพย์สินและไร่ทั้งหมดจะตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้าหากไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น ทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องถูกแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับดวงใจผู้เป็นภรรยาคนปัจจุบัน’
ภูดิศคิดว่ามันไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ดวงใจแฝงตัวเข้ามาสูบเงินทองกับผู้เป็นบิดาตั้งแต่เขายังเล็ก ๆ และผู้หญิงคนนี้ก็ไม่สมควรได้รับอะไรไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว!
วันที่พินัยกรรมเปิด ภูดิศอาละวาดพังสิ่งของด้วยความโกรธแค้น จนดวงใจที่สุขภาพย่ำแย่อยู่แล้วเกิดอาการช็อกทรุดหนักด้วยความเครียด และนั่นคงเป็นสาเหตุให้หล่อนแอบโทรศัพท์หาสายลูกสาวของตัวเองให้เดินทางมาที่นี่ เพื่อทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับพ่อเลี้ยงแสนคำว่าจะพาลูกสาวมาให้ได้ ก่อนที่ผู้เป็นสามีจะเสียชีวิต
ดวงใจได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว จากนี้ไปคงต้องปล่อยให้มันเป็นเรื่องของคนสองคน มันอาจจะเป็นพรหมลิขิต หรืออาจจะเป็นกรรมลิขิตก็ได้ เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ
เจ้าวายุเยื้องย่างพาร่างของคนทั้งสองทะลุผ่านแนวป่าทึบ ออกมาสู่ลานกว้างหน้าเรือนไม้สักหลังใหญ่สองชั้นสไตล์ล้านนาประยุกต์ แสงไฟสีส้มอบอุ่นจากตัวบ้านสาดส่องลงมากระทบผิวกาย ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตากลมโตของหวันยิหวาให้เบิกกว้างด้วยความงุนงงกลับไม่ใช่ความโอ่อ่าของบ้านพัก แต่เป็นรถยนต์ส่วนตัวสีขาวคู่ใจของเธอเองที่จอดสนิทอยู่ตรงโรงรถเรียบร้อยแล้ว!
“เอ๊ะ... นั่นมันรถของฉันนี่!” หญิงสาวอุทานโพล่ง ละล่ำละลักถามคนข้างหลังทันควัน “รถฉันเข้ามาอยู่ที่นี่ตอนไหน!”
ภูดิศลอบสูดกลิ่นหอมละมุนจากไรผมสาว ก่อนจะยอมผละวงแขนแกร่งออกจากเอวคอดกิ่ว ชายหนุ่มสปริงตัวลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าสง่างามดุจพญาสิงห์ ร่างสูงใหญ่ยืนเงยหน้ามองคนบนอานม้า นัยน์ตาคู่คมวาวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์
“ผมบอกให้คนงานขับกลับมาน่ะสิ กลัวคุณจะไม่มีพวกเสื้อผ้าของใช้”
“ตอนไหนคะ! ฉันถามเมื่อกี้คุณยังบอกลืมโทรศัพท์อยู่เลย”
“โทษที ตอนนั้นผมแค่ไม่ยากให้คุณใช้”
“บอกมานะ มันยังไงกันแน่ นายดูลึกลับกับฉันตั้งแต่แรก นายเป็นใครกันแน่”
“ผมก็แค่พิมพ์ข้อความไปบอกให้ลูกน้องขับรถเข้ามาให้คุณไง”
“ทางไหน? ทำไมฉันไม่เห็น”
“ก็ไปอีกทางหนึ่ง”
“แสดงว่ามันมีทางที่ใกล้กว่าทางที่มา... นายจงใจพาฉันอ้อมงั้นเหรอ!”
“ก็ม้าผมมันชอบเข้าป่า” ชายหนุ่มไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ “คุณลงมาได้แล้ว ผมจะเอาม้าเข้าคอก”
“นี่นายหลอกฉัน!”
หวันยิหวาหน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธปนอับอายอย่างถึงที่สุด ร่างระหงสั่นเทาเมื่อตระหนักได้ว่าเธอยอมนั่งเบียดกระแซะ เนื้อแนบเนื้อให้เขาแทะโลมและฉวยโอกาสลูบไล้บนหลังม้ามาตลอดทางเพราะความโง่เขลาของตัวเอง
“นายตั้งใจพาฉันมาทางที่ไกลกว่า ลำบากกว่า... เพราะอยากใกล้ชิดฉัน อยากฉวยโอกาสกับฉันล่ะสิ!”
“หึ... หลงตัวเองไปหน่อยมั้งคุณ”
ภูดิศเหยียดยิ้มร้าย ทว่าสายตาคมกริบกลับเลื่อนลงจับจ้องริมฝีปากอิ่มที่กำลังเผยอเจรจาต่อว่าเขาฉอด ๆ อารมณ์ปรารถนาอันดิบเถื่อนปะทุขึ้นในอกจนยากจะกักเก็บ ชายหนุ่มขยับเข้าประชิดเรือนกายสาว ยื่นมือหนาไปรวบเอวคอดกิ่วแล้วออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว ร่างระหงก็ลอยละลิ่วลงมาจากหลังม้ากระแทกเข้ากับอกแกร่งของเขาอย่างจัง
“โอ๊ย! ปล่อยนะ... มาทำรุ่มร่ามกับฉันได้ไง อื้อ!”
ยังไม่ทันที่หวันยิหวาจะได้ประท้วงจบประโยค เรียวปากอิ่มก็ถูกปิดฉากรุมเร้าด้วยริมฝีปากหยักลึกของซาตานร้ายทันที!
ภูดิศบดจูบลงมาอย่างหนักหน่วง เอาแต่ใจ และเต็มไปด้วยประกายแห่งโทสะผสมปนเปกับความกระสันอยาก ชายหนุ่มบดขยี้กลีบปากนุ่มจนเธอต้องครางประท้วงในลำคอ มือเรียวเล็กทุบลงบนอกแกร่งพัลวัน ทว่าอ้อมแขนที่รัดรึงกลับยิ่งบดเบียดจนทรวงอกอวบอิ่มแบนราบไปกับหน้าอกตึงแน่นล่ำสัน ลิ้นร้อนหนาแทรกซอนเข้าตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากสาวอย่างจาบจ้วงดุดัน จนร่างบางสั่นสะท้าน สมองขาวโพลน อ่อนระทึกแทบหมดแรงทรงตัวอยู่ในอ้อมกอดอันเร่าร้อนนั้น ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง ทิ้งให้เธอหอบหายใจจนอกเพื่อมกระเพื่อม
เพี๊ยะ! มือเรียวตบไปที่ใบหน้าคมสุดแรง
“ไอ้คนฉวยโอกาส! แม่ฉันกลับมาเมื่อไหร่เราได้เห็นดีกันแน่!”
“คำก็ขู่สองคำก็ขู่ แม่คุณจะกลับมาได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย” ภูดิศกระซิบชิดริมฝีปากบวมเจ่อ แววตาเต็มด้วยความท้าทาย
“หลีกไป!”
“หึ... ทำเป็นปากดี อยู่รอดให้ได้คืนนี้ก่อนเถอะคุณ” ชายหนุ่มผละออกพร้อมรอยยิ้มเยาะ
ทิ้งให้หวันยิหวายืนนิ่งอึ้ง หน้าแดงก่ำทั้งด้วยความโกรธและความซาบซ่านที่ยังตกค้าง หญิงสาวสะบัดหน้าสะกดอารมณ์ปั่นป่วน เดินกระแทกเท้าไปที่ท้ายรถของตัวเอง ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินทางใบน้อยออกมาแล้วรีบจ้ำอ้าวขึ้นไปยังห้องพักชั้นสอง มุ่งตรงเข้าห้องน้ำทันที กะว่าจะใช้น้ำเย็น ๆ ช่วยชะล้างสัมผัสอันป่าเถื่อนและดับความร้อนรุ่มในกายให้หมดไป
