บทที่ 8 ความลับไม่มีในโลก
“แล้วมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับแก! จะไปไหนก็ไป ก่อนที่ฉันจะโมโห!”
“โธ่! พ่อเลี้ยง... ผมแค่มองว่าเธอสวย เหมาะสมกับพ่อเลี้ยงมากกว่าผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่แวะเวียนมาเป็นประจำอีกนะคร้าบ”
“เรื่องนั้นฉันจะเป็นคนตัดสินใจเอง ถ้าแกพูดพล่ามอีกคำเดียว ฉันจะอัดแกให้น่วมแน่ไอ้เอียด ไปได้แล้ว!” เสียงตวาดกร้าวพร้อมสายตาคมดุดันที่พร้อมจะกินเลือดกินเนื้อ ทำให้เอียดไม่กล้าเซ้าซี้เล่นลิ้นอีกต่อไป ชายหนุ่มรีบก้มหน้าก้มตาถอยฉากออกมาก่อนที่พายุโทสะของเจ้านายจะระเบิดลงหัว
ที่ลานพักผ่อนหลังเลิกงาน กลุ่มคนงานตั้งวงดื่มเหล้ากันอยู่ใต้แสงไฟสลัว พอลุงชิดคนงานเก่าแก่เห็นหลานชายเดินหน้ามุ่ยกลับมา จึงตะโกนทักขึ้นทันที
“เฮ้ย!...ไอ้เอียด พ่อเลี้ยงเรียกแกไปทำอะไรวะ” เอียดเดินกระแทกเท้านั่งลงข้างลุงชิดพลางถอนหายใจยาว
“พ่อเลี้ยงให้ฉันไปขับรถของแขกที่จอดทิ้งไว้ตรงป่าปากทางเข้าไร่ ไปจอดไว้ที่เรือนเฟื่องฟ้าน่ะสิ”
“แล้ววันนี้มีสาวสวยคนไหนมาหาพ่อเลี้ยงอีกละวา?” คนงานอีกคนถามขึ้น ยิ้มกริ่มรู้กันดี เพราะตั้งแต่คุณดวงใจเข้าโรงพยาบาล พ่อเลี้ยงภูดิศก็มีสาว ๆ แวะเวียนมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะ รสริน คู่ขาประจำที่เพิ่งถูกพ่อเลี้ยงอาละวาดไล่กลับไปเมื่อช่วงบ่าย
“ไม่มีหรอก คนนี้ไม่ใช่คู่ขา...” เอียดหันไปกระซิบกระซาบลุงชิด
“เธอเป็นลูกสาวของคุณดวงใจ!”
“ว่าแล้วเชียว... คุณดวงใจต้องส่งลูกสาวมาที่นี่เพราะเรื่องพินัยกรรมแน่ ๆ” ลุงชิดครางในลำคอ
“แต่ลุง... พ่อเลี้ยงสั่งเด็ดขาดเลยนะว่าห้ามบอกเธอเรื่องพ่อเลี้ยงแสนคำเสียชีวิตแล้ว แถมพ่อเลี้ยงยังโกหกเธอว่าเป็นหัวหน้าคนงานในไร่อีก แล้วบอกว่าตัวเองชื่อเอียดด้วยนะลุง!”
“ตายห่า! นี่เรื่องมันชักจะอีนุงตุงนังกันไปใหญ่แล้วโว้ย” ลุงชิดทุบเข่าฉาดด้วยความเหนื่อยใจ
“พ่อเลี้ยงบอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะเรียกประชุมคนงานเพื่ออธิบายเรื่องนี้เองแหละ” เอียดส่ายหัว นึกเห็นใจหญิงสาวเมืองกรุงหน้าหวานคนนั้นขึ้นมาจับใจที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างในเกมแค้นของเจ้านาย
รุ่งเช้ายามแสงตะวันแรกสาดส่อง ภูดิศเรียกประชุมคนงานระดับแกนนำและคนใกล้ชิดทั้งหมดมาที่ลานหน้าเรือนใหญ่
“ฉันต้องการให้ทุกคนปิดปากให้สนิท ห้ามใครหลุดปากเรื่องฐานะที่แท้จริงของฉันเด็ดขาด ให้ทุกคนเข้าใจว่าฉันเป็นแค่หัวหน้าคนงาน ที่ชื่อเอียดเท่านั้น” คนงานต่างมองหน้ากันเลิกลัก ก่อนที่ลุงชิดจะถามขึ้นด้วยความขัดข้องใจ
“ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นด้วยล่ะครับพ่อเลี้ยง คุณหวันยิหวาเธอก็เพิ่งมาถึง...”
“พวกแกก็รู้ว่ายัยนั่นมาที่นี่ทำไม!” ภูดิศตวาดขัดเสียงแข็ง นัยน์ตากร้าวดุดัน
“ผู้หญิงคนนั้นมาตามพินัยกรรมเพราะหน้าเลือดอยากได้สมบัติครึ่งหนึ่งของไร่! แม่ของเธอวางแผนเอาไว้หมดแล้ว”
คำอ้างของภูดิศทำให้คนงานที่รักและจงรักภักดีต่อพ่อเลี้ยงแสนคำและภูดิศต่างพากันคล้อยตาม ยอมตกลงที่จะช่วยปกปิดฐานะที่แท้จริงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไร่ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า... แท้จริงแล้ว หวันยิหวารู้เพียงแค่ว่ามารดาให้มาช่วยงานพ่อเลี้ยงเท่านั้น เธอไม่ได้รู้เรื่องเงินทองหรือพินัยกรรมเลยแม้แต่น้อย
“แล้วคุณภูจะทำอย่างไรต่อไปครับ” เอียดถามเสียงเครียด
ชายหนุ่มเหยียดยิ้มร้าย นัยน์ตาคมกริบฉายแววเหี้ยมเกรียมกระหายชัยชนะยามนึกถึงใบหน้าหวานระเรื่อและเรือนร่างอวบอิ่มที่เคยบดเบียดบนหลังม้า สัมผัสวาบหวามยังคงอุ่นซ่าน ทว่าไฟแค้นกลับสุมทรวงหนาแน่นกว่า
“ถ้าเธออยากแต่งงานกับฉันเพราะอยากได้สมบัตินักละก็... ฉันก็จะสนองให้ แต่ฉันจะทรมานให้เธอเป็นฝ่ายร้องขอใบหย่าด้วยตัวเอง! และหลังจากที่สมบัติทุกชิ้นตกเป็นของฉันทุกอย่างแล้ว ฉันก็จะเฉดหัวเธอออกจากไร่นี้ไปแบบไม่เหลืออะไรเลย!”
เสียงเครื่องยนต์ที่ดังคำรามขึ้นทางด้านหลังทำให้หวันยิหวาหันขวับ รถเอสยูวีคันใหญ่ที่ใช้ลุยงานในไร่จอดสนิทลงตรงหน้าเรือนพัก ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดกางเกงยีนส์และเสื้อเชิ้ตพับแขนก้าวลงจากรถแล้วตรงดิ่งมาที่เธอ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองเรือนร่างอรชรในชุดลำลองวันนี้อย่างแฝงความนัย
“เอื้อมจันทร์เตรียมมื้อเช้ามาให้คุณเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ฉันเพิ่งทานเสร็จพอดี” หญิงสาวตอบพลางเชิดหน้านิด ๆ ยังคงเคืองเรื่องเมื่อคืนไม่หาย
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปเยี่ยมแม่คุณกันเลยไหม”
“ไปค่ะ... แต่ฉันจะขับรถไปเอง นายช่วยเอารถของฉันมาคืนได้แล้ว”
“ไปรถผมจะดีกว่า รถไฟฟ้าของคุณมันไม่เหมาะกับถนนหนทางในไร่นี้หรอก เชื่อผมเถอะ” ภูดิศตัดบทเสียงเข้ม แกมบังคับด้วยสายตาทรงอำนาจจนหวันยิหวาต้องยอมก้าวขึ้นรถไปกับเขาอย่างขัดไม่ได้
รถแล่นมาจอดสนิทตรงลานจอดรถของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมือง พ่อเลี้ยงหนุ่มในคราบหัวหน้าคนงานเดินนำหญิงสาวขึ้นลิฟต์ไปยังตึกผู้ป่วยใน แผ่นหลังกว้างตึงแน่นดึงดูดสายตาหวานให้ลอบมองอยู่บ่อยครั้งจนเธอต้องคอยเตือนตัวเอง ป้ายหน้าห้องพักฟื้นพิเศษเลขที่ 227 ระบุชื่อ ดวงใจ กมลวิวัฒน์ เมื่อหญิงสาวผลักประตูเปิดเข้าไป
“อ้าว! ยิหวา มาถึงแล้วหรือลูก?” ดวงใจที่นอนพักอยู่บนเตียงเอ่ยทักบุตรสาวด้วยน้ำเสียงยินดี
“สวัสดีค่ะแม่... ทำไมแม่ไม่บอกยิหวาเลยล่ะคะว่าไม่สบาย!” หญิงสาวรีบก้าวเข้าไปสวมกอดผู้เป็นมารดาด้วยความห่วงใยและความคิดถึงสุดหัวใจ
“แล้วหนูล่ะลูก! มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่เห็นโทรบอกแม่บ้างเลย”
“พอดีโทรศัพท์หนูแบตหมดค่ะมัวแต่เปิดจีพีเอส กว่าจะคลำทางเจอไร่ก็เกือบค่ำแล้วค่ะ ดีที่ได้เจอคุณเอียดเขาพาเข้าไปพักเสียก่อน”
“หนูพักเรือนไหนล่ะลูก ใช่เรือนเฟื่องฟ้าหรือเปล่า”
“หนูก็ไม่รู้ชื่อค่ะ รู้แต่ว่าเป็นเรือนหลังเล็ก ๆ ท้ายไร่”
คำตอบของลูกสาวทำให้ดวงใจขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่ก็เก็บความกังขาไว้ ก่อนจะเล่าความจริงที่อัดอั้นให้ฟัง
