บทที่ 9 ตอนที่ 8 ทำใจ

ตอนที่ 8 ทำใจ

'ตกอับ ไม่เจียมตัว' ได้ยินแล้วจุกจนพูดไม่ออก การเป็นเธอมันน่าสมเพชในสายตาเขาขนาดนั้นเลยใช่ไหม ถ้าใช่ทำไมไม่ปล่อยเธอไปสักที แค่เขาเดินไปบอกผู้ใหญ่ว่าอดทนไม่ได้แล้ว ไม่อยากอยู่แบบนี้อีกแล้ว คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอก ไม่เข้าใจทำไมต้องให้เธอเป็นฝ่ายร้องไห้กับถ้อยคำของเขาอยู่เรื่อย 

ถ้าเธอไม่ดีขนาดนั้นทำไมไม่แยกย้ายกันเลยจะได้จบ เธอเองก็เหนื่อยจะร้องไห้ ร้องขอป๋าม้าแล้วเต็มทีเหมือนกัน

'อดทนหน่อย พี่เขาก็ดีไม่ใช่เหรอ' 

'นึกถึงความดีไว้' 

'อดทนมาได้ตั้งหลายปี ทนอีกหน่อยสิ' 

'ป๋ารับเงินมาแล้ว ไม่มีคืนหรอก' 

'ร้องไห้ก็ไม่ช่วยอะไร' 

'ทำให้พี่เขารักสิ ทำได้ไหม' 

'มารยาหญิงน่ะ หัดเอามาใช้บ้าง' 

'กินนอนด้วยกันตั้งนาน ความสัมพันธ์ไม่พัฒนาเลยเหรอ' 

'ตกลงคือแกมันไม่เอาไหนใช่ไหม พี่เขาถึงไม่เห็นหัว' 

ใช่แหละมั้ง เธอมันไม่เอาไหน ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เรียนก็เรียนไม่จบ 

อยากเรียนต่อก็ไม่ได้เรียน ทั้งที่ไม่ได้ลาออก แต่ดันมีลายเซ็นเธอในใบลาออกซะอย่างนั้น คิดแล้วรู้สึกน้อยใจในโชคชะตา ถ้าจะเล่นตลกขนาดนี้ทำไมไม่ให้เธอถูกรถชนตาย หรือนอนหลับตายเลยล่ะ ในเมื่อทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง ไม่เคยถูกใจเขา ไม่ถูกใจป๋าม้า ไม่เคยถูกใจใครเลย แม้กระทั่งตัวเองขนาดนี้ 

"พรุ่งนี้ไม่ต้องมาปลุก จะนอน" เกื้อกูลปลดเข็มขัดดับเครื่องยนต์ลงจากรถทันทีโดยไม่รอให้หญิงสาวในรถพูดหรือถามต่อ 

อาหารมื้อนี้เสียเงินฟรีไปหนึ่งหมื่นบาท กินไปแค่คำสองคำ ส่วนคนอยากกินอยากไปหายไปล้างมือ โผล่อีกทีอยู่กับผู้ชายคนอื่น คงนั่งคุยนั่งหยอกจนหายอยาก ไม่อยากกินแล้วแหละอาหารน่ะ ถึงได้ชวนกลับเลยแบบนี้ 

แต่กลับเลยก็ดี ออกไปตากลมแบบนี้เหนียวตัว สู้อยู่ในบ้าน ในห้อง หรือห้องทำงานไม่ได้ ไม่รู้ทำไมถึงชอบร้าน Dei นักหนา ไม่เห็นจะมีอะไรดี รสชาติอาหารก็งั้น ๆ แค่มองจากมุมสูง เห็นตึกเห็นไฟสวยกว่าร้านอื่นหน่อยแค่นั้นแหละ

วิเวียนมองตามหลังร่างสูงจนลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกระแทกลมหายใจพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบหน้า เธอไม่เข้าใจ ทำไมถึงอ่อนแอได้มากขนาดนี้ ทำไมทุกคำพูดของเขามันเจ็บมากขนาดนี้ ทำไมมันมีอิทธิพลต่อหัวใจเธอเสมอ ทำไมต้องเป็นเธอคนเดียวตลอด 

แม้ตอนนี้จะรู้สึกดีที่เขาไม่ได้กอดหอมหรือจูบใครให้เห็นต่อหน้าเหมือนอยู่ที่ไทย แต่ทำไมยังรู้สึกทรมานอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก 'ทำไมนะ..ทำไม..' 

อยากรู้จริง ๆ ถ้าถึงวันนั้นเขาจะปล่อยเธอไปใช่ไหม จะไม่เจ้าเล่ห์หรือเหลี่ยมรั้งไว้ใช่ไหม จะคืนอิสระให้จริง ๆ ใช่ไหม ถ้าใช่..จะไม่โกรธไม่เกลียดเลย เธอจะอภัยทุกอย่าง ไม่ถือโทษโกรธไม่จองเวรจองกรรม ขอแค่ต่างคนต่างไปก็พอ 

'ขาดไม่ได้' 'นอนไม่หลับ' 'กอดได้ไหม' 'งอแง' 'มากอด' เขาพูดทำไม พูดประโยคพวกนี้ออกมาทำไม 

"ถ้าไม่ได้รู้สึก..แล้วพูดทำไม" พึมพำสะอึกสะอื้น เช็ดน้ำตาตามลำพังอยู่ในรถที่ดับเครื่องแล้ว 

สิบห้านาทีต่อมา 

ร่างเล็กยังคงร้องไห้ต่อเนื่อง ทั้งเช็ดน้ำตาสั่งขี้มูกจนรอบตา จมูก ปากเริ่มแดง ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดร้องไห้ ยิ่งหวนนึกถึงวันเก่า ๆ ก็ยิ่งเสียใจ เธอเสียใจ เสียใจที่วันวานยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ เด็กเกินกว่าจะตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ทำให้ต้องมาตกอยู่ในความสัมพันธ์นี้ 

"ตอนนั้น คงดี ที่สุดแล้ว T-T" 

"ฮึก ไม่..น่าโตเลย" ไม่อยากโตแล้ว อยากกลับไปเป็นเด็ก เจ็บสุดก็แค่หกล้ม พอร้องไห้ป๋าม้าก็มาโอ๋ ทว่าตอนนี้ ไม่มีเลย ต่อให้ร้องไห้เสียงดัง โวยวายแทบขาดใจ ป๋าม้าก็คงบอกให้ 'อดทน รับเงินมาแล้ว' แล้วเธอล่ะ? เคยนึกถึงสภาพจิตใจกันบ้างไหม จะสุขหรือทุกข์เคยถามเคยเป็นห่วงกันบ้างไหม 

แก็ก! 

เจ้าของรถปลดล็อกแล้วกระชากประตูอย่างแรง พลางถามหญิงสาวด้านในที่ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรถึงไม่ยอมลงจากรถสักที ทั้งที่ผ่านมาหลายนาทีแล้ว 

"อยากตายหรือไง?"

"ฮึก.." สะอื้นไห้พยายามบอกตัวเองให้หยุดร้อง อย่าร้องไห้ให้เขาสมเพชไปมากกว่านี้ 

"ร้องไห้?" โน้มใบหน้ามอง เอื้อมมือไปเปิดไฟในรถจนสว่างถึงได้เห็นใบหน้าแดงก่ำ 

เกื้อกูลถอนหายใจเล็กน้อย ยืนขึ้นเต็มความสูง ยื่นมือเข้าไปในรถ หงายมือแล้วกระดิกนิ้วเรียก 

"ออกมา" ใจเย็นพูดกับเธอ จำไม่ได้ว่าทำเธอร้องไห้ไปกี่ครั้ง แต่คงจะนับไม่ถ้วนเลยละ 

"..." 

"ฉันเป็นคนแบบนี้ ตัวตนเป็นแบบนี้ บอกให้ทำใจ ทำใจทำไมไม่ทำวะ!" ถามใส่อารมณ์ ทั้งที่บอกทั้งที่ทำร้ายทำไมยังมีความรู้สึกดี ๆ ให้กันอยู่ ทำไมไม่โกรธไม่เกลียดไปเลย จะได้จบ 

"อีกห้าเดือน ถ้าครบห้าเดือน.."

"สภาพนี้ไม่ต้องครบหรอกมั้ง" 

"หมายความว่า.." อะไร 

"อยากไปก็ทำใจไว้ ทำให้ได้ พอไปแล้วจะได้ไม่อยากกลับมาอีก" 

"หนูจะไม่หันหลังกลับมาอีก" 

"ทำให้ได้เถอะ ไม่ใช่พูดหน่อย ขอหน่อยก็ใจอ่อน ฉันมักง่าย ชอบพูดพล่อย ๆ เธอก็รู้" 

"กับคุณภัส คุณพูดพล่อย ๆ บ้างไหม" 

"แล้วเกี่ยวอะไรกับภัส ไม่เกี่ยวเลย เธออย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบ" 

"ก็คุณไม่ใช่เหรอ ที่ชอบพูด" พูดจนเธอคิด จนเริ่มอคติ ไม่ใช่เขาหรอกเหรอที่เอาเธอไปเปรียบเทียบ ทั้งที่เทียบแทบไม่ติด 

"ขอโทษ ๆ" พูดแบบขอไปที โน้มใบหน้ามองวิเวียนที่ยังร้องไม่หยุด ก่อนจะสอดมือเข้าไปช้อน อุ้มเธอออกจากรถ ร่างเล็กเปียกชุ่มไปทั้งตัว รู้สึกถึงไอร้อนที่แผ่กระทบ 

"วันหลังถ้าจะร้อง ลงจากรถก่อน ดับเครื่องไปแล้วอากาศไม่ไหลเวียน นี่ถ้าขาดอากาศหายใจตายจะทำยังไง?" รถแพงนะ! 

"คุณคิดว่าหนูอยากมีชีวิตอยู่มากเหรอ" 

"..." พูดแบบนี้คุยทั้งคืนก็คงคุยไม่รู้เรื่องหรอก แยกกันนอนเดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก อยู่ด้วยกัน นอนด้วยกันซะจะได้จบ 

แต่ก่อนนอนคงต้องอาบน้ำ เขาน่ะเหนียวตัวเพราะลมหนาว ส่วนเธอเหนียวเพราะเหงื่อล้วน ๆ ทีแรกกะจะแยกกันอาบ พอเห็นวิเวียนตอนนี้ อาบด้วยกันเถอะ เดี๋ยวช่วย จะได้เข้านอนสักที ขืนปล่อยให้ยืนเคว้ง ร้องไห้อยู่แบบนี้เธอก็คงจะร้องไห้ต่อทั้งคืน 

"ไม่ต้องใส่หรอก มั้ง" หมายถึงเสื้อผ้าสองเราน่ะ ไม่ต้องใส่หรอก เผื่อช่วงเช้าอารมณ์ดีจะได้ขึ้นเสียบเลยไม่ต้องถอดให้เสียเวลา 

ครู่เดียวไฟในห้องก็ดับพรึบเหลือไว้แต่แสงไฟสลัว ๆ พอให้มองเห็นใบหน้ากันและกันผ่านความมืด 

วิเวียนนอนหันหลังห่มผ้าถึงคอ หลับตานิ่ง เพราะอยากให้ตัวเองเข้าสู่ภวังค์เร็ว ๆ โดยไม่ต้องสนใจคนด้านข้างที่ขึ้นเตียงมานอนแล้วเหมือนกัน 

ขณะที่กำลังเคลิ้มจวนจะหลับ แขนแกร่งก็วางพาดเอว พร้อมกับลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารดลำคอ ก่อนจะ จุ๊บ ~ 

"ฝันดี" เกื้อกูลกระซิบบอก โอบกอดร่างเล็กที่นอนหันหลังไว้แนบแน่น เพียงครู่เดียวลมหายใจก็เข้าออกสม่ำเสมอ ต่างจากคนนอนหันหลังที่นอนร้องไห้เสียใจเงียบ ๆ ตามลำพังแม้ว่าจะอยู่ในอ้อมกอดที่เคยรู้สึกว่ามันอบอุ่นมากก็ตาม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป