บทที่ 10 Chapter 8 : คำขู่

Chapter 8 : คำขู่

"ฉันต้องการให้นายมาอยู่ที่นี่ กับฉัน และนี่คือคำสั่งไม่ใช่ประโยคบอกเล่า ที่นายจะมีตัวเลือกได้"

นัยน์ตาของคนตัวเล็กกว่าตรงหน้าเบิกกว้างขึ้นมากกว่าเดิมกับคำสั่งเอาแต่ใจนั่น ก่อนไอเฟลจะพยายามตั้งสติแล้วเอ่ยถามถึงความคับข้องใจออกไป

"เหตุผลครับ ผมอยากทราบเหตุผล ว่าทำไมต้องย้ายจากบ้านวาลัวส์ มาเป็นที่นี่ด้วย"

คนถูกถามไหวไหล่ด้วยท่าทีกวนๆ ไม่ต่างจากทุกครั้ง แล้วเอ่ยออกไปเสียงราบเรียบ

"ฉันไม่จำเป็นต้องตอบนาย เพราะฉะนั้นอย่ามาถามให้ฉันรำคาญหู"

"งั้นผมก็คงทำตามที่คุณสั่งไม่ได้หรอกครับ ขอโทษที่เสียมารยาท แต่ผมต้องขอตัวกลับก่อน"

เด็กหนุ่มตัวเล็กกว่าเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงค่อยไปทางเฉยชากึ่งเบื่อหน่ายเจ้าลูกคนเล็กของตระกูลนักบุญนี่ กายสูงไม่ถึงเมตรแปดสิบหันหลังเดินผ่านเขาไปหมายจะเดินออกไปจากตรงนี้เสีย แต่แล้วก็พลันต้องชะงักหยุดฝีเท้าของตัวเองลง เมื่อได้ยินประโยคต่อมาจากน้ำเสียงราบเรียบค่อนไปทางจริงของคนเอาแต่ใจ

"นายจะไม่ตกลงก็ได้นะ เพราะฉันไม่ชอบบังคับใคร จริงๆ...เด็กผู้หญิงผมบลอนซ์คนนั้นที่ชอบคลุกคลีอยู่นายก็น่าสนกว่าเยอะเลย ว่าไหม"

"อย่ายุ่งกับเธอ!!"

คนที่ตั้งใจจะเดินออกไปหันขวับกลับมาทันทีด้วยแววตาและสีหน้าบ่งบอกได้ชัดไม่พอใจเอามาก เมื่ออีกฝ่ายใจเอาเพื่อนร่วมบ้านพักคนหนึ่งมาขู่ เด็กสาวผู้มีเรือนผมสีบรอนด์น่าหลงใหลเข้ากันกับใบหน้าราวกับตุ๊กตาเดินได้ เพื่อนสนิทแสนสำคัญร่วมชายคาของเขา

"เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักอายุยี่สิบปีกับผู้ให้ชีวิตที่รูปหล่อเหมือนเทพบุตรแบบฉัน อยู่ด้วยกันแบบนี้ คงมีอะไรให้ทำ...."

"คุณไทเลอร์! คุณ..."

จะพ่นคำด่าอะไรออกไปก็นึกถึงแต่บุญคุณของตระกูลนี้เลยทำได้แต่ข่มมันไว้ในใจ แล้วเหมือนไทเลอร์จะรู้ถึงจุดอ่อนนั่นอย่างดีด้วย เด็กนี่เป็นคนรักเพื่อนฝูงและจิตใจค่อนข้างดี ที่สำคัญคือพร้อมเสียสละแน่ๆ คนนัยน์ตาสีเขียวมรกตยกยิ้มมุมปากอย่างผู้กำชัย

อุ้งมือเล็กกำเข้าหากันจนแน่นและสั่นไปหมดเพียงเพราะเผลอจินตนาการออกไปตามคำพูดของคนเอาแต่ใจตรงหน้า หากแต่หนุ่มเจ้าของห้องกลับทำท่าราวไม่สะทกสะท้านกับท่าทีเหมือนเม่นน้อยพองขนหนามของอีกฝ่ายนัก กายสูงกว่าอยู่หลายสิบเซนต์ทรุดลงนั่งยังโซฟากลางห้องด้วยท่าทีสบายๆ แล้วเอ่ยออกไปเหมือนกับว่าเอ่ยเรื่องฝนฟ้าอากาศ

"ก็ในเมื่อนายไม่มา ฉันก็แค่หาคนมาแทนไม่เห็นต้องทำท่าทางแบบนั้นเลย เอาเถอะถ้านายยอมฟังกันง่ายๆ ฉันจะไม่ยุ่งกับเด็กคนนั้น"

ปลายเสียงที่ถูกเน้นย้ำบวกกับรอยยิ้มและแววตาราวกับจะบอกว่าฉันคือเจ้าชีวิตนายนั่น ทำเอาคนไม่มีทางเลือกได้แต่เม้มปากแน่นอย่างไม่สามารถจะโต้แย้งได้เลย

บ้านใหญ่วาลัวส์

ตกเย็นค่ำคืนนั้นที่บ้านหลังใหญ่ของตระกูลแสนอบอุ่นในสายตาคนอื่น แลเห็นเป็นทายาทคนน้องสุดของบ้านกำลังเดินตรงเข้ามาด้วยใบหน้าที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีกว่าปกติ ผิดกับทุกครั้งเวลามาเหยียบบ้านหลังนี้

"หน้าระรื่นมาเชียวนะ อารมณ์ดีเพราะหักหน้าฉันกับพ่อได้ละสิ!"

เทียร์รี่ปรี่เข้ามาหาคนเป็นน้องทันทีเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายแล้วเอ่ยถามเชิงตะคอกออกไปตามแรงอารมณ์ของตัวเอง ในขณะที่คนน้องกับทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจความหมายนั่นแล้วแสร้งเอ่ยเรื่องอื่นแทน

"สงสัยคุณแม่คงนอนแล้วสินะ ถึงได้เงียบแบบนี้"

"แกอย่ามาทำเปลี่ยนเรื่องไอ้ไท ทำเรื่องไว้แล้วยังจะมาทำกวนตีนอีกเหรอ"

"แล้วไงวะ กูก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ แค่เจริญรอยตามมึงกับพ่อเองแปลกตรงไหนวะ ใช่ไหมครับพ่อ"

ไทเลอร์ทำทีหันไปถามคนเป็นพ่อพร้อมกับส่งรอยยิ้มกวนๆ ไปให้ ในขณะที่มาร์ตินนั้นพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ บ่งบอกอารมณ์ของตนได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกหงุดหงิดที่ลูกชายคนเล็กบังอาจชิงตัดคว้าเอาเด็กที่ตนหมายปองไปเสียก่อน ไม่ต่างอะไรนักกับเทียร์รี่

หากแต่ทั้งคู่ก็ได้แต่หัวเสียอยู่แบบนั้นเพราะตนไม่สามารถทำอะไรได้เลย ครั้นจะแย่งยิ่งมาก็ดูเหมือนว่าทายาทคนสุดท้อง of ตระกูลจะไม่มีทางยอมเป็นแน่ ไทเลอร์เห็นแบบนั้นก็รู้ว่าตน 'เอาคืนทนแม่'ได้สำเร็จ จึงทำทีเป็นโค้งตัวให้ผู้เป็นพ่อเชิงล่ำลาแล้วหมุนกายกลับออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องทางเดิน

ท้องถนนในยามค่ำคืนถูกเพิ่มความสว่างให้จากบ้านเรือนและเสาไฟสองข้างทาง รถคันหรูสีสะดุดตาคันโปรดของไทเลอร์ในตอนนี้ถูกสารถีหนุ่มเหยียบกดคันเร่งขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเรียกว่าพารถคันนี้บินไปก็ไม่ผิดจากความเป็นจริงนัก เมื่อเผลอนึกถึงครอบครัวที่ฉาบไว้ด้วยใบหน้านักบุญของครอบครัวตน

ใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมาร์ติน พ่อเขาทำมูลนิธินี้ขึ้นมาเพื่อบังหน้าธุรกิจสีเทาบางอย่างของตนเท่านั้นด้านหน้าเป็นนักบุญเพื่อให้ด้านหลังทำงานในธุรกิจของตัวเองได้ง่าย โดยใช้ช่องโหว่ของกฎหมายไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน อีกทั้งเด็กในบ้านที่เขาส่งเสียจนเรียนจบ เด็กคนไหนที่เรียนจบและไม่ได้มีความสามารถถึงเป้าหมายในการทำงานกับบริษัทธุรกิจสีขาวเบื้องหน้าของเขา ก็จะถูกส่งมาทำงานที่ธุรกิจสีเทาแทนยกเว้นคนที่อยู่ใน 'กรณีพิเศษ' คนในกรณีพิเศษคือเด็กบรรลุนิติภาวะที่เข้าตาของคนมีอำนาจสูงสุดนั่นเอง กลุ่มนี้มีหน้าที่แค่สนองความใคร่ให้กับหัวเรือใหญ่ขององค์กรอย่างมาร์ติน และเทียร์รี่ผู้ถอดแบบคนพ่อมาทุกกระเบียดนิ้วเท่านั้น และส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้มักจะเต็มใจผอมพลีกายให้แบบไม่ต้องคิดอะไรให้ยุ่งยาก เพียงได้ยินค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงในระดับหนึ่ง จนมีบางคนถึงขนาดมาระรานคนเคยมีบุญคุณอย่างคุณนายธาริกาของก็มี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมไทเลอร์ถึงเหลืออยู่คอนโดแทนการกลับบ้าน และทำไมเขาถึงได้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับพ่อและพี่ชายตัวเองนัก

ริมฝีปากหนาของหนุ่มตาสีมรกตยกยิ้มขึ้นมาอย่างถูกใจ เมื่อนึกถึงใบหน้าของผู้เป็นพ่อและพี่ชายก่อนหน้านี้ สีหน้าเจ็บใจจากการที่ถูกเขาแย่งเหยื่อชิ้นโตอันโอชะมา แม้จะแค่เพียงครั้งที่แม่ของเขาจะไม่ต้องเสียใจ เทียบกับที่ผ่านมา แตมันก็ยังดีกว่าหากไม่ทำอะไรเลย ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆ ในตอนนั้นเองเสียงเรียกเข้าของมือถือก็ดังขึ้นดึงชายหนุ่มให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด อารมณ์ของความอยากเอาชนะเมื่อครู่หายไปทันทีเพียงแค่นัยน์ตาสีมรกตเหลือบเห็นชื่อคนโทรมา รถคันหรูถูกประคองให้จอดนิ่งอยู่ข้างทางเพียงเพื่อรับสายใครคนนั้นผู้กุมหัวใจของเขาเอาไว้ แม้อีกฝ่ายจะไม่รู้เลยก็ตาม บทสนทนากับคนปลายสายดังขึ้นนานหลายนาทีอย่างที่ไทเลอร์ไม่คิดจะเบื่อหรืออยากวางสายลงสักนิด ใบหน้าลูกครึ่งในตอนนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มชวนมองเหมือนทุกครั้ง ไม่ว่าจะอยู่อารมณ์ไหน เพียงแค่คนปลายสายชื่อว่า...เหมันต์ ทุกอย่างก็มักจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเช่นนี้เสมอ บทสนทนาถูกตัดไปก่อนที่กายหยาบจะพาตัวเองกลับเข้าคอนโดหรูเฉกเช่นทุกวัน

ถึงวันที่ไอเฟลต้องย้ายมาที่มาอยู่คอนโดของคนเอาแต่ใจอย่างไทเลอร์'ตามคำสั่ง' ของเขาในที่สุด ท่าทีและใบหน้าหวานละมุนแต่งอง้ำบึ้งตึงของอีกฝ่ายที่เดินเข้ามา ทำเอาเจ้าของห้องนึกหมั่นไส้ขึ้นมา

"ทำหน้าทำตาให้มันดีๆ หน่อย ไม่ได้จะเอานายมาฆ่าสักหน่อย"

"แล้วคุณจะให้ผมนอนห้องไหนครับ"

หนุ่มน้อยไอเฟลถามออกมาด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายแล้วหันไปถามเจ้าของห้องแสนเอาแต่ใจ ด้วยความเข้าใจว่าอีกฝ่ายจะยกห้องใดห้องหนึ่งจากให้ตน เพราะคอนโดของเขาจัดว่าใหญ่มีถึงสองห้องนอนและแต่ละห้องก็ใหญ่ขนาดนอนกันได้เป็นสิบคน ในความคิดของเด็กกำพร้าที่เคยอาศัยอยู่กับคนเยอะๆ มาแล้วนั้นมันช่างโอ่อ่ายิ่งนัก

"ห้องไหน? นี่นายคิดว่าตัวเองจะได้รับสิทธิ์พิเศษอะไรขนาดนั้นเลยงั้นรึ?นู้นตรงนู้นต่างหากที่นอนนาย ส่วนเสื้อผ้าก็เอาไปแขวนไว้ตรงมุมระเบียงนั่น อย่ามาวางให้มันขวางตาฉัน เข้าใจไหม"

ไทเลอร์พูดพลางชี้นิ้วไปที่โซฟารับแขกกลางห้อง

แม้จะแอบอึ้งไปอยู่บ้างกับคำสั่งของเขา แต่เพราะไม่ใช่คนเรื่องมากอะไร คนตัวเล็กกว่าจึงเลือกจะเอาสัมภาระไม่กี่ชิ้นของตัวเองไปเก็บไว้เงียบๆ ไม่มีปากเสียง ก่อนจะเริ่มถามหาหน้าที่ของตนออกไป

"คุณจะให้ผมทำอะไรครับ"

"นายถนัดเรื่องบนเตียงไหมล่ะ"

"คุณ คุณหมายถึงอะไรครับ"

น้ำเสียงออกไปทางหวาดหวั่นของคนตัวเล็กทำเอาไทเลอร์นึกฉงน แต่ก็พอเข้าใจอะไรได้ในนาทีต่อมา มุมปากหนุ่มลูกเสี้ยวยกยิ้มขึ้นมาทันที ก่อนจะแสร้งสืบเท้าเดินเข้ามาใกล้ตัวของอีกฝ่ายเรื่อยๆ โดยที่คนตัวเล็กกว่าเริ่มถอยหนีอย่างหวาดระแวง ขับให้อีกคนยิ่งอยากแกล้งขึ้นไปอีก

"นายนี่ใสซื่อจังนะ ก็เรื่องบนเตียงไง ถนัดรึเปล่า มา 'ทำ' ให้ฉันหน่อยสิ"

"คุณไทเลอร์! มัน มันจะมากไปแล้วนะคุณ นี่คุณพาผมมาเพราะเรื่องแบบนี้น่ะเหรอ!"

คนน้องร้องบอกด้วยน้ำเสียงออกไปทางตระหนก ในขณะที่คนพี่ก็ยิ่งสืบเท้าเข้ามาใกล้จนไอเฟลเสียหลักล้มแหมะลงไปกับโซฟาตัวยาว หากแต่เจ้าของห้องเอาแต่ใจก็ยังไม่หยุดรุกรานอยู่ดี กายสูงขยับเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยเข้ามาเตะจมูก ความใกล้ชิดและจินตนาการตามความเข้าใจของตัวเอง สร้างความหวาดกลัวในใจจนไอเฟลเผลอกัดริมฝีปากแน่นหลับตาปี๋ ในขณะที่ไทเลอร์มองภาพนั้นอย่างขบขันจนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาในที่สุด

"นายนี่มันขี้มโนจังนะ คาดหวังอยู่รึไง แต่โทษที่สกปรกแบบนายฉันกินไม่ลงหรอกว่ะ เลือกวาดฝันแล้วไปทำเรื่องบนเตียงให้ฉันได้แล้ว เรื่องที่ให้ทำคือผ้าปูเตียงนู้น ทำดีๆ ล่ะ ฉันกลับมาต้องเห็นว่าผ้าปูที่นอนตึง ฉันไม่ชอบเตียงที่มันยัยยู่ยี่''

คนเอาแต่ใจร้องสั่งก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะออกมาแล้วเดินออกจากห้องไปเลย ทิ้งคนน้องให้หน้าแดงเพราะความโกรธระคนอับอายอยู่แบบนั้น ที่เผลอเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องบนเตียงที่แท้จริงแล้วก็แค่ปูผ้าปูที่นอนเท่านั้น

"คนบ้าเอ๊ย! จงใจปั่นหัวคนอื่นชัดๆ"

คนน้องบ่นออกมาแบบนั้นหากแต่ก็ยอมทำตามอีกฝ่ายอยู่ดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป