บทที่ 4 Chapter 2 : คนต้อยต่ำ

Chapter 2 : คนต้อยต่ำ

ราวสองเดือนก่อนหน้านั้น...

เรือนร่างสูงโปร่งสง่างามของชายหนุ่มลูกครึ่งสาวเท้าทอดน่องไปตามโถงทางเดินกว้างขวางของคฤหาสน์หลังโตอย่างคุ้นชิน สถาปัตยกรรมการตกแต่งอันหรูหรานับตั้งแต่พื้นหินอ่อนจรดเพดานระย้า บ่งบอกถึงรสนิยมอันมีระดับตามแบบฉบับผู้ดีเก่าฝั่งยุโรปได้เป็นอย่างดี ทว่าใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรของทายาทเพียงหนึ่งเดียวกลับฉายแววเบื่อหน่ายอย่างไม่คิดปิดบัง นัยน์ตาสีมรกตคู่คมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วจึงเร่งจังหวะการก้าวเดินขึ้นบันไดวนขนาดยักษ์ ราวกับไม่อยากจะเสียเวลาอยู่ที่นี่แม้เพียงวินาทีเดียว

อันที่จริง... นี่นับเป็นครั้งที่สามในรอบเดือนแล้วก็ว่าได้ที่คนในบ้านมีโอกาสได้เห็นนายน้อยของตระกูลยอมกลับมาเหยียบรังนอนแห่งนี้ เนื่องจากปรกติแล้วเขามักจะปลีกตัวไปพำนักอยู่ที่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองเพียงลำพัง และหากไม่ใช่เพราะทนคลื่นความหว่งหาที่มีต่อมารดาผู้ให้กำเนิดไม่ไหว ประกอบกับคาดเดาว่าชายสูงวัยผู้มีสถานะเป็นบิดาน่าจะยังไม่กลับจากการเดินทางละก็... ไม่มีวันเสียหรอกที่คนอย่างไทเลอร์จะยอมมาเยือนสถานที่แห่งนี้

"คุณแม่ครับ..."

ทันทีที่สืบเท้ามาหยุดอยู่หน้าบานประตูไม้สลักของห้องนอนใหญ่อันแสนคุ้นตา ชายหนุ่มก็เปล่งเสียงทุ้มเรียกหาเจ้าของห้องในทันที ทว่ากระแสเสียงนั้นกลับต้องชะงักค้างอยู่กลางคัน เมื่อภาพที่ปรากฏแก่สายตามันไม่ใช่สตรีอันเป็นที่รัก... หากแต่เป็นบิดาบังเกิดเกล้าที่เขาไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าพ่วงติดมาด้วย

สันกรามแกร่งของไทเลอร์ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนด้วยความเดือดดาลกับภาพอุจาดตาตรงหน้า ภาพของบิดาผู้ทรงเกียรติกำลังเริงรักเสพสมกับเด็กหนุ่มคราวลูกอย่างย่ามใจบนเตียงนอนผืนเดียวกันกับที่มารดาของเขาใช้หนุนนอนอยู่ทุกค่ำคืน และดูเหมือนความสุขสมในรสกามจะทำให้ผู้เป็นพ่อไม่นำพาต่อสายตาของบุตรชายที่ยืนจ้องมองอยู่เลยแม้แต่น้อย นายน้อยแห่งวาลัวส์จ้องลึกเข้าไปในความฟอนเฟะชวนสะอิดสะเอียนนั้นอยู่เพียงเสี้ยวนาที ก่อนจะสะบัดหน้าหนีเดินจากมาด้วยความรังเกียจเจียนคลั่ง

ขายาวก้าวฉับ ๆ ออกไปตามระเบียงทางเดินทอดยาวพลางกวาดสายตามองหาใครบางคน จนกระทั่งนัยน์ตาสีเขียวมรกตคู่งามจะไปหยุดลงยังมุมหนึ่งของสวนหย่อมที่ตกแต่งไว้อย่างงดงามร่มรื่น ทว่าทัศนียภาพอันสุนทรีย์นั้นกลับดูไม่เข้ากันเลยสักนิดกับภาพของสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าอมทุกข์ที่กำลังนั่งหลั่งน้ำตาอยู่เงียบ ๆ

"คุณแม่ครับ"

ซุ่มเสียงทุ้มต่ำของบุตรชายคนเล็ก ส่งผลให้คนที่จมอยู่ในห้วงความเศร้าโศกพอจะจุดประกายรอยยิ้มขึ้นมาได้บ้าง คุณนายผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลวาลัวส์เอื้อมมือไปจับจูงข้อมือของลูกชายคนโปรดให้ทรุดนั่งลงข้างกาย พลางส่งยิ้มละมุนราวกับไม่มีเรื่องบาดหมางใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งท่าทีที่ยอมคนเช่นนั้นยิ่งทวีความหงุดหงิดในใจของไทเลอร์ให้เพิ่มพูน

"ทำไมแม่ยังยิ้มได้อยู่อีกครับ? หมอนั่นพาร่างกายสกปรกไปทำเรื่องทุเรศ ๆ บนเตียงของแม่เลยนะ!"

คนเป็นมารดาเมื่อได้ยินคำตัดพ้ออันสั่นเครือของลูกชายก็ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตา ก่อนจะอ้อมแอ้มเอ่ยแก้ต่างให้สามีตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"แม่... ชินเสียแล้วล่ะลูก"

"แม่ครับ! ให้ตายเถอะ! แม่จะไปปกป้องเทิดทูนอะไรเขาใหญ่นักหนา? ก็แค่ตาแก่หัวงูมักมากที่ฉากหน้าทำตัวเป็นนักบุญชุบเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่เนื้อแท้กลับ..." ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ระบายความอัดอั้นจนจบประโยค น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบขาดตามวัยของสตรีตรงหน้าก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

"ไทเลอร์! อย่าก้าวร้าวสิลูก นั่นคุณพ่อแท้ ๆ ของลูกนะ" คนถูกปรามทำได้เพียงชักสีหน้าและแสดงท่าทีขัดใจอย่างรุนแรงต่อความใจดีจนเข้าขั้นยอมสยบของมารดาที่มีมาโดยตลอด

เสียงผ่อนลมหายใจหนัก ๆ ของหนุ่มลูกครึ่งดังขึ้นเพื่อระบายความเหนื่อยหน่ายระคนท้อแท้ในอก ใบหน้าหล่อเหลาบูดบึ้งขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงแสดงออกถึงความอ่อนโยนที่มีให้แด่ผู้เป็นแม่เสมอมา ฝ่ามือหนายื่นไปช่วยซับหยาดน้ำตาบนปรางแก้มของมารดาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะล้มตัวลงนอนหนุนตักอุ่นโดยไม่สนใจว่าอายุอานามของตนจะเลยวัยที่จะทำตัวเป็นเด็กน้อยมานานปีแล้ว ซึ่งฝ่ายมารดาก็ทำเพียงส่งยิ้มเอ็นดูพลางลูบเรือนผมสีสว่างของบุตรชายอย่างทะนุถนอม แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอจะดับเพลิงโทสะในใจของนายน้อยผู้นิสัยดั่งเด็กเอาแต่ใจได้เท่าไรนัก

"ผมรู้นะครับว่าแม่รักเขา... แต่บางทีความเมตตาของแม่มันก็มากเกินไป คนบางจำพวกน่ะไม่ได้สำนึกในบุญคุณหรอกครับ อย่างเจ้าเด็กหน้าใหม่ในห้องนอนคนนั้น ได้ข่าวว่าเป็น 'เด็กดี' ในอุปถัมภ์ของแม่มาตลอดไม่ใช่เหรอครับ? แล้วทำไมวันนี้มันถึงขึ้นไปปรนเปรออยู่บนตัวพ่อได้ล่ะ... ตอบแทนค่าน้ำนมหรือไง? เหอะ! น่ารังเกียจชะมัด... พวกเด็กกำพร้าชั้นต่ำนี่ไม่รู้สันดานสกปรกเหมือนกันหมดทุกคนรึเปล่า"

ผู้เป็นมารดาเมื่อได้ยินคำตราหน้าอันรุนแรงที่ลูกชายใช้ตอกย้ำ รอยยิ้มละไมในตอนแรกก็พลันเจือจางลง ทว่ากระนั้นอุปการิกาผู้โอบอ้อมอารีก็ยังคงเอ่ยปากป้องเด็กในมูลนิธิเบา ๆ

"มันไม่ได้หมายความว่าเด็ก ๆ ทุกคนจะเป็นแบบนั้นหรอกนะลูก..."

เมื่อเห็นมารดายังคงดึงดันจะมองโลกในแง่ดี ไทเลอร์ก็ไม่ได้เอ่ยโต้แย้งสิ่งใดออกมาอีก ชายหนุ่มทำเพียงทอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วเลือกที่จะหลับตาลงนอนนิ่ง ๆ บนตักอุ่นเพื่อซึมซับความเงียบสงบเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

ในดึกสงัดของวันเดียวกันนั้นเอง...

ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมืองใหญ่ ท่ามกลางความมืดมิดแลเห็นกลุ่มอาคารคอนกรีตสีขาวสะอาดตาก่อสร้างขึ้นอย่างเป็นสัดส่วนภายใต้รั้วรอบขอบชิด บริเวณด้านหน้ามีป้ายไม้กระดานแผ่นโตสลักลายลักษณ์อักษรไว้อย่างวิจิตรบรรจงว่า ‘บ้านเพื่อเด็กกำพร้าวาลัวส์’

ภายในห้องโถงกลาง เด็กหนุ่มน้อยร่างเพรียวเจ้าของดวงตากลมนัยน์ตาเข้มรับกับกลีบปากบางสีแดงระเรื่อธรรมชาติ กำลังยืนสดับฟังถ้อยคำของผู้ปกครองสูงสุดของสถานสงเคราะห์ที่พวกเด็กไร้ญาติขาดมิตรขนานนามว่า ‘ซิสเตอร์เจสสิก้า’ อย่างตั้งอกตั้งใจ แววตาและเรียวปากอิ่มฉายชัดถึงกระแสความปีติยินดีอันลึกล้ำจนไม่สามารถเก็บซ่อนไว้ได้มิดกับข่าวดีที่เพิ่งได้รับแจ้ง ดรุณน้อยพยักหน้ารับคำสั่งสอนรัว ๆ ก่อนจะคลี่รอยยิ้มกว้างขวางต้อนรับอนาคตใหม่ที่กำลังจะมาถึง

"อย่าปล่อยให้โอกาสอันมีค่านี้ต้องสูญเปล่าล่ะ... ไอเฟล" หญิงรับใช้พระผู้เป็นเจ้าเอ่ยสมทบอีกหนึ่งประโยคสั้น ๆ ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป ในขณะที่คนฟังยังคงยืนอยู่ที่เดิมพร้อมรอยยิ้มเบิกบานที่ไม่สามารถหุบลงได้เลย

‘เธอได้รับสิทธิ์เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยแล้วนะ โดยที่ทางตระกูลวาลัวส์จะเป็นผู้สนับสนุนทุนการศึกษาและออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เอง’

ยิ่งหวนนึกถึงประโยคดังกล่าวที่ไม่ว่าจะย้อนคิดกลับไปเป็นรอบที่เท่าไร หัวใจดวงน้อยก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยสักนิด เด็กหนุ่มซาบซึ้งและนึกขอบพระคุณ ‘ตระกูลวาลัวส์’ ผู้เป็นเจ้าของมหากุศลและมีพระคุณสูงสุดในชีวิตของเด็กกำพร้าต้อยต่ำเช่นเขา

มันคือหนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่... ที่เขาไม่มีวันลืมเลือน และตั้งปณิธานว่าจะต้องตอบแทนคืนกลับไปให้ดีที่สุดอย่างแน่นอน!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป