บทที่ 6 Chapter 4 : หน้ากากนักบุญ

คำเตือนเนื้อหา (Disclaimer)

องค์กรและบุคคลที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสมเหตุสมผลในการดำเนินเนื้อเรื่องเท่านั้น ผู้เขียนไม่มีเจตนาพาดพิงถึงกลุ่มคน องค์กร หรือวิชาชีพใด ๆ ในความเป็นจริง ตัวละครทุกตัวในเรื่องบรรลุนิติภาวะแล้ว โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Chapter 4 : หน้ากากนักบุญ

แม้จะกลับมาถึงห้องพักของตัวเองนานแล้ว หากแต่ไอเฟลนั้นก็ยังคงอยู่ในชุดนักศึกษาอยู่เช่นเดิม ไม่ได้รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและมานั่งทบทวนบทเรียนเหมือนดั่งทุกวัน หรือจะพูดให้ถูกก็คือในห้วงความคิดของเด็กหนุ่มในตอนนี้มีแต่ใบหน้าและท่าทีของลูกชายผู้มีพระคุณของเขานั่นต่างหาก

"คนอะไรวะ นิสัยต่างจากพ่อกับแม่ลิบลับเลย"

เด็กหนุ่มพึมพำออกมาแผ่วเบากับตัวเอง แล้วหวนนึกไปถึงสองสามีภรรยาผู้เปรียบได้ดั่งผู้มีพระคุณสำหรับชีวิตเด็กกำพร้าอย่างตน ที่ช่วยชุบชีวิตแห้งแล้งให้กลับมามีความหวังขึ้นอีกครั้ง

มาร์ติน วาลัวส์ คือนักธุรกิจชาวยุโรปที่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงในระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งความเป็นที่รู้จักนั้นไม่ใช่แค่ในด้านการทำธุรกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นในแง่ของความใจดีราวกับนักบุญเดินดินนั่นด้วยต่างหาก เขาลงทุนทุ่มเม็ดเงินส่วนตัวค่อนข้างหลายหลักเพื่อสร้างมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าและขาดโอกาสในแถบยุโรป และก็อย่างที่มีคนเคยกล่าวไว้ โโลกมักจะเหวี่ยงคนดีมาเจอกันเสมออย่างเช่นมาร์ตินที่ได้มาเจอกับธาริกาทั้งที่อยู่คนละซีกโลกก็ตาม

ตัวคุณธาริกาเองนั้นจัดได้ว่าเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่นมากคนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ว่างานการกุศลไหนไม่เห็นเธอคงไม่มีทางเป็นไปได้แน่ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิดที่เมื่อคนใจดีทั้งสองคนมาได้ชีวิตอยู่ด้วยกันการทำความดีและช่วยเหลือผู้คนในด้านต่างๆ จะมากขึ้นตามไปด้วย บ้านเพื่อเด็กกำพร้าวาลัวส์จึงถูกก่อตั้งขึ้นในปีต่อมาหลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานกัน ซึ่งเป็นสาขาของจากฝั่งยุโรปที่ทางมาร์ตินได้ก่อตั้งไว้

สำหรับไอเฟลที่นี่เปรียบได้เลยสำหรับสวรรค์ของเด็กกำพร้าอย่างเขา เพราะเขาได้รับโอกาสในการศึกษาและการส่งเสริมให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ จึงไม่แปลกเลยสักนิด หากไอเฟลและเด็กในบ้านวาลัวส์แห่งนี้ จะนับถือและเทิดทูนสองสามีภรรยาอย่างสำนึกในบุญคุณ แม้ว่าในความรู้สึกของเด็กหนุ่มนามว่าไอเฟลในตอนนี้จะรู้สึกขัดใจอยู่บ้างกับนิสัยของคนเป็นลูกชายคนเล็กนั่นก็ตาม

ในค่ำคืนเดียวกันนั้นเอง ภายใต้บ้านหลังโตกลิ่นอายผู้ดีฝั่งยุโรปในตอนนี้ ลูกชายคนเล็กของบ้านกำลังนังเอกเขนกอยู่บนโซฟาตัวหรูราวกับว่าสบายอกสบายใจ ทว่าเพียงชั่วครู่ใบหน้าอิ่มเอมของหนุ่มลูกครึ่งที่เพิ่งจะอ้อนให้แม่ทำของชอบให้ทาน ก็พลันบึ้งตึงออกมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสายตาหันไปเห็นชายสองคนที่มีสายเลือดเดียวกันกับเขาเดินเข้ามา

"ว้าว นี่หิมะจะตกหน้าร้อนรึไงกันนะ ถึงได้เห็นน้องชายโลกส่วนตัวสูงมานั่งรอต้อนรับพี่กับพ่อถึงในบ้านแบบนี้"

เทียร์รี่ หนุ่มลูกครึ่งอีกคนผู้ที่มีใบหน้าหล่อเหลาไม่ผิดกันมากนักเอ่ยทักขึ้นราวกับคิดถึงและดีใจเสียเต็มประดา ซึ่งไทเลอร์เองก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่แม้แต่นิดเดียว น้ำเสียงที่อีกฝ่ายเปล่งออกมามีแต่ความเย้ยหยันจนจับสังเกตได้ว่ากำลังประชด แต่คนในสถานะลูกและน้องชายกับไม่ได้แคร์ท่าทีไม่ค่อยเป็นมิตรนั่นเท่าไหร่นัก ถึงได้ตอบรับไปด้วยน้ำเสียงยียวนไม่ต่างกัน

"ก็ไม่ได้อยากมานักหรอก ถ้าแม่ไม่อยู่ที่นี่คิดเหรอว่าอยากจะมาเหยียบนัก เบื่อพวกนักบุญจอมปลอมว่ะ ต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง เฟคชะมัด!"

"ไอ้ไท มึงนี่มัน..."

"ไม่เอาน่า จะทะเลาะกันทำไม พี่น้องกันแท้ๆ"

คนเป็นพ่อเอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงรายเรียงหรือจะว่าออกไปทางเบื่อหน่ายก็ไม่ผิดนัก กับการปะทะคารมทุกครั้งที่เจอหน้าของพี่น้องคู่นี้ และทันได้มีใครได้เอ่ยอะไรต่อคนอยู่ในสถานะคุณนายใหญ่ของบ้านก็เดินเข้ามาสมทบพอดี

"อ้าว กลับมากันแล้วเหรอ ทานอะไรกันมาหรือยังคะ"

คุณนายของบ้านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและรอยยิ้มใจดีเหมือนกับทุกวัน หากแต่ลูกชายคนเล็กสุดของบ้านกลับยิ้มเยาะออกมาแล้วแอบแขวะกลับไปอย่างอดไม่ได้อีกครั้งตามประสาคนขัดหูขัดตา

"คุณแม่ก็ไม่น่าไปถามนะครับ พวกเขาคง 'อิ่มหนำสำราญ' กันมาจากข้างนอกแล้วล่ะ เหอะ!"

"ไทเลอร์ไม่เอาน่าลูก"

คนเป็นแม่ปรามออกมาอีกตามนิสัย แม้ว่าในใจจะรู้ดีและเจ็บปวดขึ้นมาไม่น้อยก็ตาม ด้วยรู้ดีว่าทุกอย่างมันก็เป็นดั่งคำคนน้องสุดพูดจริงๆ ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนรับรู้สึกได้ถึงความอึดอัดของแต่ละคน ภายนอกคนอื่นอาจมองว่าตระกูลวาลัวส์ คือครอบครัวนักบุญที่แสนสุขสันต์อบอุ่นตามประสาคนมีพร้อมทุกอย่าง หากแต่staticสำหรับไทเลอร์นั้นกลับรู้สึกไม่ต่างอะไรเลยกับเตาเผาดีๆ นี่เอง

นานนับนาทีที่ความเงียบและอึดอัดเข้าปกคลุมสมาชิกของบ้านทั้งสี่ ก่อนคนเป็นหัวหน้าครอบครัวจะทำร้ายความเงียบขึ้นมาเสียก่อน

"เอาล่ะๆ ในเมื่ออยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วก็ดีเหมือนกัน จะได้พูดเรื่องสำคัญกันไปทีเดียวเลยโดยเฉพาะแก เจ้าไทเลอร์ พ่อหวังว่าพรุ่งนี้แกจะไม่ทำให้เราเสียหน้านะ"

คนเป็นพ่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังกึ่งไปทางเป็นเชิงบังคับ ในขณะที่คนฟังกับยกยิ้มที่มุมปากออกมาแล้วเอ่ยเสียงเยาะเช่นเคย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป