บทที่ 2 จุดเริ่มต้น
ครืน!
เปรี๊ยง!!
ซ่า!!! ครืน!!
“ฉุกเฉินๆ มีใครได้ยินผมมั้ย ดราก้อน เอฟทูซีโร่ เกิดเหตุฉุกเฉิน!!!”
เปรี้ยง!!!!
“บ้าเอ้ย!!!!!”
วี๊ดดดดด!!!! วื๊ดดดดด!!!!
สายฝนที่โปรยปรายราวกับห่ากระสุน รวมทั้งเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมาดังเปรี๊ยง เมฆดำทะมึนรายล้อม แสงแลบแปล๊บปลาบ เครื่องบินลำเล็กสั่นไหว เขาพยายามบังคับคันบังคับให้หลบหลีกก้อนเมฆที่ดำทะมึนอยู่เบื้องหน้า เหงื่อกาฬของเขาแตกพลั่ก ในขณะที่สายตาคมเหลือบมองไปยังหน้าจอมอนิเตอร์อันแสดงถึงสถานะระดับเพดานการบินที่ลดต่ำวูบอย่างน่าใจหาย
ตอนนี้ระดับเพดานการบินของเขาเริ่มลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเกร็งไปหมดทั้งร่างเพื่อบังคับโยกส่ายเครื่องบินลำเล็กที่บัดนี้ส่ายไปมาทั้งยังเสียงที่ดังเปรี้ยงปร้างและแสงที่สาดเป็นลำยาวอยู่แปล็บปลาบ จนในที่สุด เครื่องบินลำเล็กก็สั่นไหวทั้งลำ ก่อนจะลดฮวบลงในลักษณะทิ้งดิ่ง
เขาพยายามดึงคันบังคับขึ้น เพื่อประคองเครื่องบินลำเล็กให้ราบขนานให้ได้มากที่สุด จนในที่สุดเขาก็ฝ่าพายุเมฆฝนออกมาได้ แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อสายตาคมปะทะเข้ากับยอดไม้อันเขียวขจีและรกทึบ เขาพยายามที่จะดึงคันบังคับขึ้นอีกครั้งแต่ช้าไปเสียแล้ว
สวบ!!!
โครม!!!!
ส่วนหัวและปีกของเครื่องบินไถลครูดระไปกับยอดไม้อันหนาทึบ บวกกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นระยะห่างของยอดไม้และตัวเครื่องบินได้ ความรู้สึกสุดท้ายของเขาคือแรงปะทะของตัวเครื่องและยอดไม้ที่เห็นในระยะประชิด
ชายหนุ่มได้แต่หลับตาภาวนาถึงพ่อแก้วแม่แก้วเจ้าป่าเจ้าเขาช่วยลูกด้วยเถิด ถ้ารอดไปได้ลูกจะแต่งงานกับผู้หญิงคนแรกที่ลูกเจอ!!!!
คิดได้แค่นั้น แล้วสติสัมปะชัญญะของเขาก็ดับวูบลง
ครืน!!!
เปรี๊ยง!!
ซ่าๆๆ!!!!
“โห!!! ฝนตกหนักเลย…ไม่มีเค้าว่าฝนจะตกหนักขนาดนี้เลยนะเนี้ย สงสัยฝนหลงฤดู ต้นไม้ที่ลงไว้คงไม่โดนน้ำเซาะไปหมดแล้วนะ”
ม่อนดอยกอดกระชับเสื้อคลุม พลางรินน้ำชาจากกาใบเล็กใส่ถ้วย ยกขึ้นเป่าเบาๆเพื่อไล่ความร้อน ควันสีขาวลอยเอื่อยปะทะจมูกโด่งรั้น
“อืม…ชาดอกแก้วนี่หอมที่สุดเลย”
หญิงสาวรำพึงออกมาเบาๆพลางสูดกลิ่นหอมของชาดอกแก้วที่ร่างบางได้ทำไว้ ก่อนจะจิบช้าๆ กลิ่นชาผสมกับกลิ่นดอกแก้วหอมเย็นผสมกับเสียงสายฝนที่ตกกระทบกับหลังคาที่ทำจากหญ้าคาเสียงดังปุๆฟังดูรื่นหู
“คุณม่อนครับ คุณม่อนอยู่มั้ยครับ!!”
เสียงเรียกดังมาจากหน้าประตูไม้
คิ้วเรียวขมวดมุ่น ก่อนจะลุกขึ้นยืนพลางชะโงกหน้าออกไปยังนอกหน้าต่าง มองไปยังที่มาของเสียง
“ใครน่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
หญิงสาวส่งเสียงออกไป พลางเดินมาเปิดประตูไม้ชะโงกหน้าลงไปจากบ้านไม้ใต้ทุนสูงของตนท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
“ผมเองครับ อาซือ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับคุณม่อน”
ชายร่างเล็กวัยกลางคนแต่ดูท่าทางปราดเปรียวในชุดเสื้อกันฝนตัวยาวเอ่ยบอกออกมาน้ำเสียงกระหืดกระหอบ
ร่างบางขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ ม่อนดอยไม่รอช้ารีบหยิบร่มขึ้นมากางออกรีบเปิดประตูเดินลงมาจากเรือนไม้ใต้ทุนสูงของตนตรงดิ่งไปเปิดประตูรั้วให้กับผู้มาเยือน
อาซือ ผู้นำหมู่บ้านยืนหายใจหอบถี่ก่อนจะละล่ำละลักบอกเมื่อเห็นหญิงสาวเจ้าของบ้านออกมาเปิดประตูรั้ว
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ มีเครื่องบินเล็กบินมาตกอยู่ในหุบเขาท้ายหมู่บ้านของเราครับ”
“แล้วมีใครเป็นอะไรมั้ย รอดหรือเปล่า”
ม่อนดอยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกใจ
“มีนักบินแค่คนเดียวครับ ชาวบ้านที่ไปหาของป่าแถวนั้นเห็นเลยช่วยเอาไว้ได้ ตอนนี้คนเจ็บชาวบ้านกำลังพาใส่แคร่ลงเขามาครับ ผมเลยรีบมาบอกคุณม่อนก่อน เผื่อจะได้เตรียมตัวรับคนเจ็บ ประเดี๋ยวก็คงถึง”
ม่อนดอยเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบตรงขึ้นบ้านไปอย่างรวดเร็ว ตามติดมาด้วยอาซือผู้นำหมู่บ้าน
“อาซือเห็นคนเจ็บมั้ย เบื้องต้นมีอาการยังไงบ้าง มีสติหรือเปล่า บาดแผลภายนอกล่ะ”
ม่อนดอยซักในขณะที่มือก็กุลีกุจอจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงที่นอนสำหรับผู้ป่วย ซึ่งภายในบ้านไม้ใต้ทุนสูงหลังเล็กนี้จัดแบ่งเป็นสัดส่วนทางด้านปีกซ้ายของบ้านเป็นโถงขนาดกลาง มีอุปกรณ์สำหรับรักษาคนไข้เบื้องต้นอยู่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเตียงสำหรับคนไข้ เคาเตอร์วางของ ตู้เก็บยาต่างๆ รวมไปถึงถังอ๊อกซิเจนขนาดกลาง ไฟฉุกเฉิน รวมไปถึงเสาน้ำเกลือ
“เห็นครับ คนเจ็บหมดสติ ส่วนบาดแผลเหมือนจะมีนะครับ แต่ไม่แน่ใจว่าตรงส่วนใหน เลือดออกไม่เยอะครับ”
อาซือผู้นำหมู่บ้านรายงานตามที่ตนได้เห็นมา ก่อนจะรีบกุลีกุจอช่วยร่างบางปูผ้าพลาสติกผืนใหญ่ลงบนเตียงคนไข้
“คุณม่อนครับ คนเจ็บมาแล้วครับ!!!!”
เสียงตะโกนเรียกดังแทรกสายฝนดังขึ้นมาจนถึงบนบ้าน พร้อมทั้งเสียงของคนหลายคนดังจ่อกแจกตามมา เสียงฝีเท้าดังก้อง
“พาขึ้นมาเลย เร็ว!!”
ม่อนดอยตะโกนบอกออกไปอย่างไม่รอช้า ในขณะที่เจ้าตัวดึงถุงมือให้แนบชิดกับมือเล็กอย่างเตรียมพร้อม
ชายฉกรรจ์หกคนหามแคร่ไม้ไผ่ที่มีร่างของชายหนุ่มที่ถูกเชือกมัดติดกับไม้ไผ่เพื่อกันการเลื่อนหลุดและขยับเขยื่อนของร่างที่ไร้สติขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง
ก่อนจะวางแคร่ไม้ไผ่ลง ยืนรีรอคำสั่งจากร่างบาง
ม่อนดอยมองปราดเพื่อประเมินร่างของชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของเหล่าคนพามา โดยมีการนำไม้ไผ่ผ่าซีกมามัดกับตัวและแขนขาของคนเจ็บเพื่อกันการเคลื่อนในกรณีที่คนเจ็บเกิดอาการกระดูกหัก ทั้งยังนำเชือกมัดกับแคร่เพื่อป้องกันการเลื่อนหลุดล๊อกตัวคนเจ็บไม่ให้มีการขยับหรือเคลื่อนไหวน้อยที่สุด รวมไปถึงปลอดภัยจากการเคลื่อนย้ายที่พื้นที่ค่อนข้างลาดชันบางแห่งเป็นเนินสูงต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทางและเคลื่อนย้ายเป็นอย่างมาก
