บทที่ 9 แต่ละอย่างช่างสรรหามาให้เขานะแม่คุณ!!!
“อ๋อ…ไปช่วยชาวบ้านทำน้ำประปาภูเขาเพิ่มน่ะ ข่วงนี้ฝนตกหนักน้ำในลำธารเยอะ ต้องไปช่วยกันทำฝายกั้นน้ำใหม่ด้วย เลยได้รถด่วนกลับมาด้วย เดี๋ยวฉันไปทำกับข้าว อาบน้ำแป็บๆเดี๋ยวออกมาทำแผลเช็ดตัวให้”
ม่อนดอยบอกพลางลุกขึ้นก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านหลังบ้าน
“แม่ม่อน งั้นผมกลับบ้านก่อน สวัสดีครับลุงขุน”
เด็กชายตะโกนบอกร่างบาง ก่อนจะหันมายกมือไหว้ชายหนุ่ม แล้วรีบวิ่งหายลงบันไดบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ขุนเขาได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองตามร่างเล็กๆของเด็กชายไป
ลุงงั้นเหรอ!!!! เขายังเด็กกว่าแม่ของนายด้วยซ้ำ มาเรียกเขาว่าลุงได้ยังไงกัน ขุนเขาคิดพลางยกมือขึ้นลูบใบหน้าคมหล่อเหลาที่บัดนี้รกครึ้มไปด้วยหนวดเครา เกือบอาทิตย์แล้วที่เขาต้องปล่อยให้หนวดเครารกครึ้มแบบนี้ ไม่มีมีดโกนหนวด เขาเลยต้องปล่อยให้ใบหน้าที่สุดแสนจะหล่อเหลาปานพระเอกเกาหลีให้แลดูแก่และซกมกอยู่แบบนี้
แต่พอมองดูอีกทีก็คมเข้มอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดูน่าเกรงขามขึ้นเยอะเลย เห็นทีคงต้องลองไว้หนวดไว้เคราดูเสียบ้างแล้ว ขุนเขาพินิจมองตัวเองอยู่ในเงาที่สะท้อนหน้ากระจกของสมาร์ทโฟนราคาแพงที่ถืออยู่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา แผลของขุนเขาเริ่มดีขึ้น จากที่ต้องนั่งๆนอนๆอยู่แต่กับบ้านไม้ยกพื้นสูง ชายหนุ่มเริ่มออกแรงเดินเหินได้สะดวกสามารถเดินใกล้ๆภายในหมู่บ้าน โดยมีเด็กชายทิวไผ่และแก็งค์คอยเป็นไกด์และคนดูแลกลายๆ
ส่วนหญิงสาวร่างบางนามม่อนดอยนั้น เธอบอกว่าเธอพักอยู่เรือนไม้หลังใกล้ๆกันกับเขา เรือนที่เขาพักอยู่นี่เป็นเหมือนสถานที่พักแรมสำหรับแขกและเป็นเหมือนสถานพยาบาล
ส่วนใหญ่เธอจะแวะเข้ามาตอนเย็นเสียมากกว่าโดยแต่ละวันก็ช่างสรรหาของกินมาฝากเขา ทั้งผลไม้ป่าที่ตั้งแต่เกิดมาเขาก็ไม่เคยเห็น หรือว่าแม้แต่จะได้ยินชื่อเสียด้วยซ้ำไป หรือบางวันก็หอบเอาปลามั้ง กบมั้ง แมงมุมยักษ์มั้งและที่บ่อยสุดก็คงจะเป็นหนอนรถด่วนที่เขาสุดแสนจะเกลียด!!!!
เธอเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจที่สุดที่เขาเคยเจอมา!!! เธอบังคับให้เขากินมัน!!! และไม่ใช่แค่มันอย่างเดียว อย่างอื่นๆที่บอกไปนั้นแหล่ะ!! กบ แมงมุมยักษ์หรือที่เธอเรียกมันว่าบึ้งนั้นอีก!!!! ใช่!!! เธอเล่นทีเผลอ พอเขาเผลอทีไร เธอจับมันยัดลงปากของเขาทุกที ด้วยความที่เจ็บแขน ขยับได้ไม่เต็มที่ แถมยังเจ็บข้างถนัดของเขาอีก เขาถนัดซ้าย!!!
แต่อีกใจหนึ่งก็อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่า รสชาติมันก็อร่อยดีแฮะ!!! ถึงแม้หน้าตามันจะไม่น่าอภิรมณ์ก็เถอะ!!!
ขุนเขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับร่างบางที่เธอทำราวกับว่าเขาเป็นเด็ก เป็นน้องชายของเธอ แต่ขอโทษนะ…เขาเป็นลูกคนเดียวเธอเป็นพี่สาวเขาไม่ได้หรอก!!!
นี่ก็ผ่านมาสัปดาห์หนึ่งได้แล้ว เขาจะติดต่อกับเออร์วินยังไงดี แบตโทรศัพท์ก็ไม่มี ส่วนการสื่อสารอื่นๆนี่หมดสิทธิ์ ม่อนดอยและชาวบ้านได้พาเขาไปยังที่ๆเครื่องบินตก เพื่อสำรวจและเก็บของบางอย่างที่ยังสามารถใช้งานได้กลับมา หนึ่งในนั้นคือเมมโมรี่ที่ติดอยู่ในกล้องภายในห้องนักบินที่บันทึกเหตุการณ์ต่างๆเอาไว้ในขณะที่เกิดเหตุ ป่านนี้เออร์วินคงจะเป็นห่วงเขาแย่แล้ว
“อาทิวปกติคนที่นี่เขาติดต่อคนในเมืองกันยังไง”
ขุนเขาเอ่ยถามเด็กชายขึ้น ในขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันปั้นดินเหนียวกันอยู่ตรงแคร่ใต้ถุนบ้าน
“ก็ใช้โทรศัพท์สิครับลุงขุน”
เด็กชายตอบในขณะที่ก้มหน้าก้มตาใช้มือเล็กๆคลึงดินเหนียวก้อนใหญ่อยู่ไปมา
“อ้าว!! ก็ไหนบอกว่าที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ไง”
ขุนเขาเอ่ยถามอย่างแปลกใจในคำตอบของเด็กชาย
“โธ่! ที่นี่ไม่มีแต่ที่อื่นมีนี่ครับ”
เด็กชายตอบอย่างใสซื่อ เล่นเขาแล้วมั้ยล่ะ!!!
“แล้วที่อื่นนี่มันที่ไหนกัน พาฉันไปหน่อยได้มั้ย รอแม่ของเธอฉันคงต้องติดอยู่บนดอยนี่แหล่ะ ไม่ได้กลับเข้าเมืองแล้ว!”
ขุนเขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด เพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาหญิงสาวออกไปทำงานข้างนอกทุกวัน กว่าจะกลับเข้ามาก็เย็นย่ำทุกที และเขาก็ลืมถามเธอไปเสียสนิท ถึงเรื่องที่ต้องติดต่อกับคนของเขา อาจจะด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งความวุ่นวายจากคนและเมืองหลวงซึ่งที่นี่ไม่มี รวมไปถึงคนที่เข้าหาเขาสรรหาแต่ผลประโยชน์ แต่ที่นี่ชาวบ้านทุกคนต่างยิ้มแย้มเป็นกันเอง ทั้งยังแวะเอาของมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่เคยขาด
พร้อมทั้งถามสารทุกข์สุขดิบราวกับรู้จักกับเขามาเป็นแรมปี มันทำให้เขาเห็นถึงความแตกต่าง ที่นี่ทำไมเขาถึงรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับว่าได้อยู่กับครอบครัวยังไงยังงั้น
“ลุงขุนไม่ได้ถามนี่ แล้วผมจะรู้มั้ยว่าลุงขุนอยากใช้โทรศัพท์”
เด็กชายยังคงตอบอย่างใสซื่อ
“เออๆฉันผิดเอง พาฉันไปหน่อย ไปเดี๋ยวนี้เลย”
ขุนเขาลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น ดวงตาคมแวววาวเปี่ยมไปด้วยความหวัง เด็กชายลุกขึ้นก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากบ้านไปตามติดมาด้วยร่างสูง
เด็กชายทิวใผ่พาเขาเดินลัดเลาะมายังโรงเรือนทางด้านหลังบ้าน เดินหายเข้าไปในห้องเล็กๆด้านในโรงเรือน ก่อนจะเปิดประตูโรงเรือนออก เผยให้เห็นรถกระบะล้อยกสูงจอดอยู่กับรถมอเตอร์ไซด์สี่จังหวะกลางเก่ากลางใหม่อยู่หนึ่งคัน
“มีรถยนต์กับมอไซด์ด้วย”
ขุนเขาพึมพำออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“ไปครับ เดี๋ยวผมพาไป”
เด็กชายพููดในขณะที่เข็นรถออกมา
“จะไหวเหรอ เธอตัวนิดเดียว จะพาฉันไหวมั้ย”
ขุนเขาถามออกไปอย่างชักไม่แน่ใจ อีกอย่างเขาไม่เคยซ้อนรถมอเตอร์ไซด์เสียด้วย เคยขี่แต่บิ๊กไบค์ รถสี่จังหวะแบบนี้เขาขับไม่เป็น ชายหนุ่มลังเล ก่อนจะหันไปมองรถกระบะเก่ากลางใหม่คันนั้น
“เอารถยนต์คันนั้นไปได้มั้ย เดี๋ยวฉันขับเอง น่าจะง่ายกว่าให้ฉันไปกับมอไซด์ที่เธอขับ”
