บทที่ 2 ตอนที่ 2 ไอ้เกี๊ยวจีบยักษ์?
ตอนที่ 2 ไอ้เกี๊ยวจีบยักษ์?
เข้าสู่ชั้นปีที่สี่เต็มตัวแล้ว การเรียนย่อมเข้มงวดขึ้นเป็นธรรมดา งานพิเศษของเกี๊ยวที่ผับก็ต้องวางมือก่อน เจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัยช่วงเช้า ส่งสายตาให้กับสาว ๆ เพื่อบริหารเสน่ห์ เห็นท่าทางเจ้าชู้แบบนี้ใครจะเชื่อว่ายังไม่เคยผ่านคู่นอนคนไหนเลย นอกจากมือของตัวเองที่ใช้ระบายความต้องการทางเพศเท่านั้น
เกี๊ยวมีเพื่อนสนิทอยู่สองคน คนแรกคือยอส ชายรูปร่างสูงใหญ่ประมาณร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ฐานะทางบ้านร่ำรวย มีพ่อเป็นถึงนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ชอบทำตัวเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ ย้อมผมสีทองเป็นเอกลักษณ์ หน้าออกไปทางตี๋ ๆ เพราะมีพ่อเชื้อสายจีน แม่เป็นคนไทยแท้ มันมีนิสัยเจ้าชู้ เอาสาวไม่เลือกหน้า และไม่คิดจริงจังกับใครสักคน
ต่อมาคือน้ำขิง หญิงสาวที่มีส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบห้า แต่มีนิสัยห้าวหาญเกินชายชาตรี อยู่ที่บ้านเป็นกุลสตรีเรียนเย็บปักถักร้อยจนรู้สึกอึดอัด แต่พอมาอยู่มหาวิทยาลัยกับเพื่อนก็เหมือนได้เป็นตัวของตัวเอง ด้วยความน่ารักของเธอทำให้มีชายหนุ่มแวะเข้ามาขายขนมจีบอยู่บ่อย ๆ ทว่ากลับต้องกินแห้ว เพราะน้ำขิงไม่ชอบผู้ชาย
“เดี๋ยวมาเจอกันที่เดิมเว้ย” เกี๊ยวบอกเพื่อนในกลุ่มก่อนแยกย้ายกันไปสั่งอาหาร เกี๊ยวยังคงมาร้านเจ้าประจำที่ตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสี่ก็ยังกินเมนูเดิม ๆ ต่อแถวจนถึงคิวไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ป้าแกก็หยิบไข่ขึ้นมาตอกใส่ถ้วยอย่างรู้งาน ตีไข่แล้วทอดจนเหลืองหอม โปะด้วยข้าวสวยร้อน ๆ พูนจานส่งให้เกี๊ยวที่ยื่นธนบัตรสีเขียวกลับมา
“กินทุกวันไม่เบื่อบ้างเหรอเกี๊ยวเอ๊ย” ป้าแกถามพลางส่ายหน้าไปมาด้วยความเอ็นดู
“ก็มันอร่อยไงป้า”
“ยอขนาดนี้ มาเบิลอีกสักจาน ป้าทำให้กินฟรี”
“พยานเยอะแยะ พูดแล้วห้ามคืนคำนะป้า” ชายหนุ่มยกคิ้วยียวนให้แม่ค้าคนสนิท ก่อนเดินกลับมายังโต๊ะอาหารที่เพื่อนทั้งสองนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เกี๊ยวตักข้าวเข้าปากอย่างจำใจ กินไข่ทุกวันใครบ้างจะไม่เบื่อ แต่ตอนนี้ขึ้นปีสี่ไม่มีเวลาทำงานพาร์ตไทม์เหมือนเคยก็ต้องประหยัดมากกว่าเดิม
“ตามจีบไอ้ยักษ์ไปถึงไหนแล้ว ติดหรือยังวะ” ยอสเอ่ยถามในขณะที่ขโมยตักไข่ในจานเกี๊ยวมากินแลกกับหมูแดดเดียวยื่นไปสองชิ้น ทำเอาคนถูกถามเกือบสำลักข้าว รีบหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาดื่ม
เรื่องที่ตายแล้วได้ชีวิตใหม่ เกี๊ยวได้เล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟังแล้ว จะเชื่อไหมก็อีกเรื่องเพราะเขาไม่ได้บังคับ อีกอย่างเขาเคยไม่เชื่อมาก่อนจึงรู้ดีว่ามุมมองของคนเชื่อกับไม่เชื่อมันต่างกัน
“จีบห่าไร กูแค่ขอมันเป็นแฟนแก้เคล็ดเฉย ๆ” เกี๊ยวว่าเสียงดุไม่จริงจังนัก ก่อนจะหยิบเนื้อหมูที่เพิ่งได้มาเข้าปากเคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อย
“แล้วมันต่างกันตรงไหนวะ” หนุ่มลูกครึ่งจีนขมวดคิ้วแน่น ไม่ต่างจากน้ำขิงที่จ้องมองเกี๊ยวด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่เหมือนตรงที่กูไม่ได้ชอบไอ้ยักษ์จริง ๆ ถ้าไม่ติดว่าดวงตก กูไม่มีทางขอคนกวนส้นตีนแบบนั้นเป็นแฟนหรอก หน้าตาก็งั้น ๆ หล่อสู้กูก็ไม่ได้” เกี๊ยวไหวไหล่ใส่เพื่อน เขาขอไอ้เวรนั่นเป็นแฟนหลายวันแล้วแต่มันก็ยังเล่นตัวไม่เลิก คิดว่ากูอยากเป็นแฟนกับมึงตายห่า แค่หน้ายังไม่อยากมอง
“กูไม่ได้อยากจะบูลลี่นะไอ้เกี๊ยว อย่าเพิ่งมองไปถึงหน้าตาเลย แค่ความรวยไอ้ยักษ์ก็กินขาดแล้วปะ รถยนต์ที่มันขับมาเรียนราคาตั้งเท่าไร ตอนนี้มาคิดว่าทำยังไงให้มันยอมคบกับมึงก่อนดีกว่า” น้ำขิงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย ส่วนตัวไม่ได้มองว่าสิ่งที่เกี๊ยวทำมันไร้สาระ เธอเป็นเพื่อนกับเกี๊ยวมานานย่อมรู้จักนิสัยของมันดี ก่อนเกิดอุบัติเหตุเพื่อนเธอไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับพวกนี้เลย บ่นตลอดว่ามันไร้สาระงมงาย พอมาตอนนี้กลับกลายเป็นคนละคน
เพราะฉะนั้นก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เธอจะไม่เชื่อคำพูดของเพื่อน แต่การจะไปขอเขาเป็นแฟนดันพูดจาหมาไม่แดก ใครมันจะไปญาติดีด้วย
“เอางี้ไหมพวกมึง กูมีแผนว่ะ รับรองยังไงไอ้ยักษ์ต้องยอมเป็นแฟนกับมึงแน่ ๆ ไอ้เกี๊ยว” ยอสเอ่ยขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ทำให้เพื่อนในโต๊ะหันมามองเป็นตาเดียว
“ว่ามา กูรอฟังอยู่” คนดวงตกเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน ตั้งหน้าตั้งตาฟังอย่างดี
“กูว่าฉุดและก็ข่มขืน ตอนที่มึงยัดเยียดความเป็นเมียให้ไอ้ยักษ์ ก็ถ่ายคลิป...!”
โป๊ก!
“โอ๊ยยยยย! ตีหัวกูทำไมเนี่ย” น้ำขิงตบกะโหลกเพื่อนหัวทองไม่ได้เต็มแรงด้วยความหมั่นไส้ เธอผิดเองที่คาดหวังกับไอ้ยอสมากเกินไป นอกจากเรื่องเหล้าที่มันถนัดแดกก็คงจะเป็นเรื่องสาว ๆ ขยันเอาทุกวัน ที่เหลือไม่ได้เรื่องสักอย่าง เรียนก็แย่ หาเรื่องชกต่อยไปวัน ๆ โชคดีที่บ้านรวยมันจึงไม่ถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัย นี่จะจบพร้อมเพื่อนหรือเปล่ายังไม่รู้เลย
“เก็บความคิดชั่ว ๆ ของมึงไปเถอะ เดี๋ยวจะพากันติดคุกไปหมด” โดนเพื่อนสาวดุเข้าไป หนุ่มตี๋ผมทองถึงกับสลดยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองป้อย ๆ ทำหน้าบูดบึ้งเรียกร้องความสนใจ
“งั้นกูว่าคงต้องตื๊อเท่านั้นแหละที่ครองโลก น้ำเซาะหินทุกวันหินยังกร่อน” รอยยิ้มข้างมุมปากของเกี๊ยวโค้งขึ้นอย่างมีความหวัง หากเขาต้องไปหาผู้ชายคนอื่นที่มีปานรูปหัวใจตรงตูด ชาติไหนจะเจอก็ไม่รู้ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ ต้องรีบให้ไอ้เวรนั่นตอบตกลงเป็นแฟนเร็ว ๆ ก่อนที่เขาจะหมดโอกาสมีชีวิตรอดในชาตินี้ไป
“แต่กูว่าน้ำเซาะหินทุกวัน หินชูนิ้วกลางใส่ แถมยังด่ากลับมาด้วย ทางที่ดีทำตามวิธีของกู...”
โป๊ก!
“โอ๊ยยยย” เป็นอีกครั้งที่ยอสถูกช้อนของน้ำขิงตีหัวจนต้องหุบปากเงียบ คนก็หวังดีอยากช่วย ทำไมต้องใจร้ายด้วย ถ้าสมองบวมขึ้นมาจะทำยังไง ยอสเสียใจ
“เดี๋ยวคืนนี้กูจะลองไปหามันอีกที”
“ที่ไหนวะ” สาวห้าวถาม
“ก็ผับที่กูเคยไปเสิร์ฟเหล้าไง ไอ้ยักษ์แม่งไปนั่งนัวเด็กที่นั่นบ่อยจะตาย” ก่อนหน้านี้เรียนไม่ค่อยหนักพอมีเวลา เกี๊ยวทำงานพาร์ตไทม์ที่ผับอยู่พักใหญ่ เขาเห็นพยัคฆ์ไปเที่ยวเกือบทุกวัน แต่ตอนนั้นยังไม่เกิดเหตุการณ์ผ่านความตายจึงไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักคนกวนส้นตีนแบบนั้น
นึกย้อนกลับไปเห็นภาพบาดตา มันน่าสะอิดสะเอียนฉิบหาย หน้าห้องน้ำ ในห้องน้ำ หลังผับ แม้กระทั่งลานจอดรถ ไอ้ยักษ์ใช้เป็นสถานที่นัวกับเด็กไม่ซ้ำหน้ามาหมดแล้ว
“ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะมึง”
“เออ ขอบใจ”
ทางด้านพยัคฆ์หลังเลิกเรียนก็กลับมาที่คอนโด รอจนถึงสามทุ่มก็อาบน้ำแต่งตัว สวมเสื้อเชิ้ตสีดำด้านทับด้วยกางเกงขายาวสีเดียวกัน ขับรถยนต์คันหรูทรงสปอร์ตสีดำไปบนท้องถนนด้วยความเร็วสูงไม่นานก็ถึงที่หมาย
ร่างสูงใหญ่เดินทางมาผับแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่พัก เห็นเพื่อนที่นัดเอาไว้นั่งรออยู่โซนวีไอพีชั้นสองก่อนแล้วก็ตรงไปหา โดยที่ข้างกายของมันมีสาวสองคนประกบข้าง หน้าอกหน้าใจใหญ่เกือบเท่าหัวคนนั่งบีบ
โทนี่ เพื่อนสนิทคนเดียวของพยัคฆ์ เป็นฝรั่งมาอาศัยอยู่ที่ไทย ทางบ้านร่ำรวยพอ ๆ กับพยัคฆ์ ไม่เคยมีแฟนจริงจัง แต่เรื่องหาคู่นอนคืองานถนัด ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ได้หมด ต่างจากพยัคฆ์ที่เลือกนอนแค่กับผู้ชาย
“วันนี้ไม่มีอารมณ์” พยัคฆ์รีบปฏิเสธเมื่อเห็นเพื่อนกำลังเรียกเด็กในร้านให้ เขารินเหล้าใส่แก้วแล้วยกขึ้นดื่ม หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นจนโทนี่ขมวดคิ้วมอง
“เป็นอะไรวะ วันนี้มีเด็กมาใหม่น่ารักด้วยนะมึง” เจ้าของผับดูเหมือนจะเอาใจลูกค้าคนโปรดอย่างพยัคฆ์เป็นอย่างดี คัดเลือกเด็กเสิร์ฟมาแต่ละคนแจ่ม ๆ ทั้งนั้น จะนั่งมองอย่างเดียวจริงดิ
“เรื่องเดิม”
“ทะเลาะกับแม่มาสินะ” ส่วนตัวโทนี่เคยเจอแม่ของพยัคฆ์หลายครั้งในงานสังคมไฮโซ เธอเป็นผู้หญิงเก่ง เพราะหลังจากสามีตายด้วยโรคประจำตัวก็บริหารงานในบริษัทเองมาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสัมผัสได้ก็คือ เธอเป็นคนเข้าถึงยาก ขนาดไอ้ยักษ์เป็นลูกชายแท้ ๆ ยังไม่สนิทกันเลย โตมาเพราะพี่เลี้ยงที่บ้านเป็นคนดูแล ส่วนคนเป็นแม่ให้เงินก็จบ แต่ไม่เคยให้ความรักและความอบอุ่นกับลูกชาย คิดแล้วก็แอบสงสารมันเหมือนกัน
พอเหล้าเข้าปากบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่น ถึงแม้ที่โต๊ะจะเป็นโซนวีไอพี แต่ความหน้าตาดีของพวกเขาก็ดึงดูดเหล่าผีเสื้อราตรีเข้ามาชนแก้วตลอดเวลา บ้างก็ส่งสายตายั่วยวน บ้างก็ชวนไปมีซัมติงกันโต้ง ๆ ไม่อายฟ้าอายดิน แต่อย่างที่บอกว่าวันนี้พยัคฆ์ไม่มีอารมณ์จะสานต่อกับใครทั้งนั้น พวกเขาจึงต้องกินแห้วไปตามระเบียบ
“ปฏิเสธเก่งขนาดนี้ ถ้ากูไม่ใช่เพื่อนมึงก็คงคิดว่ามึงมีแฟนแล้วนะเนี่ย หรือว่ากลัวพี่ทิวาจะกลับมาเห็นหรือไง” ฝรั่งตาน้ำข้าวหัวเราะร่วนด้วยความคึกคะนอง แต่เมื่อถูกสายคาดุดันตวัดใส่ก็หุบยิ้มแทบไม่ทัน
ถูกเอาคนที่แอบรักสมัยมัธยมมาล้อไม่เลิก บางทีมันอาจจะดูเด็กเกินไปสำหรับใครบางคน แต่กับพยัคฆ์แล้วมันมั่นคงมาตลอดเหมือนกับใจที่รอการกลับมา
นึกย้อนไปเมื่อสี่ปีก่อนที่พยัคฆ์เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า เขาแอบชอบรุ่นพี่ม.หกคนหนึ่งชื่อทิวา เป็นผู้ชายตัวเล็ก น่ารัก เรียบร้อย พูดเพราะ แถมยังช่วยเหลือเขาทุกอย่าง แม้กระทั่งสรุปเนื้อหาย่อ ๆ ให้เขาอ่านก่อนสอบปลายภาค ด้วยความสนิทสนมทำให้พยัคฆ์ตกหลุมรักทิวาอย่างง่ายดาย แต่ความในใจถูกเก็บเงียบมาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ทิวาเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันแล้ว ทิวาต้องไปเรียนปริญญาตรีที่ต่างประเทศ พยัคฆ์จึงตัดสินใจขอทิวาเป็นแฟน แต่กลับได้เพียงแค่รอยยิ้มกลับมาเท่านั้น พร้อมคำพูดสั้น ๆ ว่า ‘หลังเรียนจบแล้วจะกลับมาให้คำตอบนะ’
หลังจากนั้นพยัคฆ์ก็ติดต่อเขาไม่ได้อีกเลย แต่มันเป็นความเฝ้ารอและหวังว่าสักวันอีกฝ่ายจะกลับมาให้คำตอบตามที่สัญญากันไว้
“ไอ้ยักษ์ กูขอโทษ กูไม่น่าพูดถึงรุ่นพี่คนนั้นเลย”
“ช่างมันเถอะ”
พยัคฆ์สลัดความคิดที่อยู่ในหัวออกแล้วโฟกัสแอลกอฮอล์ตรงหน้า เขาดื่มอย่างเอาเป็นเอาตายไม่สนอะไรทั้งสิ้น ก่อนที่เพื่อนเวรจะเอ่ยแซวอีกครั้งโดยไม่มีทีท่าสลด
“หรือไอ้เกี๊ยวจีบมึงติดแล้วไม่ยอมบอกกูวะ ใช่แน่ ๆ”
ประโยคเอ่ยแซวของเพื่อนทำให้ได้ยินเสียงถอนหายใจของพยัคฆ์ชัดเจน ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนคงซัดปากแตกไปแล้ว
“เลิกพูดถึงมันได้ไหม เสียบรรยากาศหมด” ใบหน้าคมคายขมวดคิ้วแน่น พลางหยิบเหล้ามารินใส่แก้ว กระดกเข้าปากเพียว ๆ จนหมดราวกับกำลังย้อมใจ
“มึงไม่คิดว่าที่ไอ้เกี๊ยวพูดจะเป็นเรื่องจริงเหรอ ถ้ามันดวงตกแล้วตายโหงขึ้นมาจริง ๆ จะทำยังไง”
“เป็นไปไม่ได้อะ”
“ที่ปฏิเสธ ไม่ใช่ว่ากลัวตกหลุมรักมันเหรอ” ไม่รู้อะไรดลใจให้โทนี่แซวแบบนั้นอีก ไม่แน่ว่าผีอาจจะเจาะปากมาพูด แต่รู้สึกสนุกดีเวลาแหย่อีกฝ่ายให้หงุดหงิด ก็ดีกว่าเห็นมันนั่งเศร้า เพราะไม่เหมาะกับผู้ชายแบด ๆ เลย
“ปากหมาอย่างไอ้เกี๊ยวกูเอามันไม่ลงหรอก”
“อย่ามากลืนน้ำลายตัวเองก็แล้วกันไอ้ยักษ์”
“มึงช่วยพูดอะไรที่มันน่าจะเป็นไปได้หน่อยได้ไหมวะ และถ้าไม่หุบปากกูจะเอาส้นตีนไปอุดแทน”
พรึ่บ! ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาโทนี่หลับตาปี๋รีบยกมือขึ้นมาป้องกันตัวเกรงว่าจะไม่มีปากไว้ดื่มเหล้า
“ไปสูบบุหรี่แป๊บ เดี๋ยวมา” พูดจบพยัคฆ์ก็เดินอาด ๆ ออกไป โทนี่ถึงกับเป่าลมออกจากปากด้วยความโล่งอก
‘รอดตายอย่างควายขวิด นึกว่าวันนี้จะไม่มีปากดูดนมอีหนูข้าง ๆ ซะแล้ว นมเท่าบักแตงโมขนาดนี้ ไม่งั้นเสียดายแย่’
Take : สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ เดินทางมาถึงตอนที่สองกันแล้ว บอกเลยว่าความวายป่วงของแก๊งเพื่อนซี้และน้องเกี๊ยวของเราไม่มีแผ่วเลยจริง ๆ คนหนึ่งก็คิดแต่แผนพิลึก ส่วนอีกคนก็มุ่งมั่นสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดจากคำทำนายมรณะ แถมงานนี้ยังต้องตามตื๊อหนุ่มบริหารสุดฮอตอย่าง 'พยัคฆ์' ที่นอกจากจะปากแข็งไม่เชื่อเรื่องดวงแล้ว ยังมีอดีตรักฝังใจอย่าง 'พี่ทิวา' คอยกวนใจให้อีกต่างหาก
งานนี้ภารกิจขอเป็นแฟนเพื่อแก้เคล็ดของน้องเกี๊ยวจะไปรอดไหม หรือจะต้องเจอฤทธิ์เดชความเย็นชาของพยัคฆ์สกัดดาวรุ่งจนมุมป่วนแค่ไหน เตรียมลุ้นและเอาใจช่วยตัวแสบของเรากันต่อในตอนหน้านะคะ รับรองว่าความสนุกและความปั่นกำลังรออยู่เพียบ!
ฝากกดหัวใจ เพิ่มเข้าชั้นหนังสือ และคอมเมนต์พูดคุยติชมเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
