บทที่ 4 1/3
รดาคนท้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่อาบแก้ม
“แกว่า... พี่พธูปลอบหรือว่าด่าฉันกันแน่วะ”
“อืม” เพื่อนคนปลอบพยักหน้าขณะมองตามแผ่นหลังของรุ่นพี่สาว “ฉันก็ว่าทำไมรู้สึกเหมือนโดนด่าก็ไม่รู้ แต่... ฉันว่าพี่เขาปลอบนะ ปลอบนั่นแหละ... แต่ทำไม...”
“อื้อ” คนท้องสูดน้ำมูกและหายร้องไห้แล้ว “นั่นสิ ฉันก็ว่าพี่เขาปลอบ แต่ทำไมเหมือนด่าก็ไม่รู้!”
เสียงเคาะกระจกก่อนที่ประตูจะถูกผลักเข้ามา ทำให้อริยาเงยหน้าขึ้นจากไอแพด ลูกน้องมือหนึ่งของเธอส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะเดินเหมือนนางแบบบนรันเวย์เข้ามาทรุดลงนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน
อริยามองลอดแว่น
ยอดพธูวางกระเป๋าด้วยท่าทางที่เรียกว่าหยิบโหย่ง แผ่นหลังตรง ขาไขว้ห้างเมื่อทรุดลงนั่งเรียบร้อยพร้อมกับมือที่วางพาดกันบนเข่าเรียว ที่มองเห็นเนื่องจากกระโปรงรัดรูปที่ร่นสูงขึ้นเล็กน้อย
“มีเธออยู่ด้วยทีไร ฉันรู้สึกเหมือนเป็นนางทาสทุกที”
บอสสาวใหญ่เอ่ยพึมพำเมื่อก้มลงมองไอแพดอีกครั้ง ตลาดหุ้นวันนี้เปิดตัวคึกคักดีกว่าเมื่อวาน แต่ก็ยังไม่ดีมากพอที่จะทำให้เงินที่สูญไปช่วงโควิดระบาดกลับมาเท่าเดิม
“พี่อี๊ดหมดเรื่องจะแขวะพธูแล้วเหรอเนี่ย ทำไงได้ ก็พธูไม่ได้แกล้งทำนี่นา มันเป็นของมันเอง”
“จ้า! แม่ผู้ดีแต่กำเนิด”
ยอดพธูหัวเราะคิกคัก “ว่าแต่วันนี้มีอะไรไหมคะ พธูนัดคุณกสินช่วงค่ำ ๆ รู้สึกเหมือนพอร์ตหุ้นจะมีปัญหา แต่ว่าเขาว่างช่วงค่ำพอดี”
“ฮ้าย-ย-ย-ย แกก็รู้พธู พอร์ตมีปัญหาแต่ดันนัดไปดินเนอร์ มองมาจากสี่แยกโน่นยังรู้เลยว่าเขาอ้างเพื่อจะหาทางนัดดินเนอร์กับคุณพธู” คนพูดเบ้ปาก วางไอแพดลงและเอนหลังพิงเก้าอี้ “เล่นกับไฟน่ะระวังน้า ได้ข่าวว่าเจ้าที่เขาแรงระวังจะโดนจับลงหม้อแกงแล้วกัน”
“เหรอคะ อุ้ย” คนฟังยิ้มยกมุมปาก ดูรว้าย-รว้าย! “เจ้าที่แรง แหม-ม-ม-ม เผอิญพธูไม่ใช่สายมูด้วยสิ”
“ต๊าย! ปากคอนะยะ” อาริยาได้แต่กลอกตาไปมา “รู้น่ะ ว่าถึงจะหัวงู หน้าหม้อ แถมยังชีกอ แต่อีตาคุณกสินก็ทำเงินให้เราไม่น้อย แต่มันก็เท่า ๆ กับที่เราทำเงินให้ล่ะน่า พูดจริง ๆ นะพธูอีตานี่มันร้าย เห็น FA บริษัทพี่แหวนไหมล่ะ ป่องมาหาพ่อไม่ได้ แถมยังถูกรังควานจนต้องหายหน้าไปจากวงการเลยน่ะ” เสียงของบอสใหญ่หนักแน่นขึ้น “พธู พี่รู้ว่าเงินสำคัญ แต่พี่ไม่อยากให้ใคร ๆ เอาไปพูดกันหรอกนะว่าพี่อยู่ได้ บริษัทฯ อยู่ได้เพราะขายเนื้อสดแลกงานน่ะ โดยเฉพาะพธู พธูอาจจะบอกว่าไม่สน ไม่เป็นไร ชินแล้ว แต่พี่ก็ไม่อยากให้ใคร ๆ มองพธูแบบนั้นอยู่ดีรู้ไหม”
“ขอบคุณนะคะพี่อี๊ด” ยอดพธูกระพุ่มมือไหว้ ใบหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาไหววูบเพียงนิด “พธูยังยืนยัน พธูไม่ได้ทำอะไรที่มันเสียหาย แล้วก็เรื่องพวกคนขี้เม้าธ์อย่าสนใจเลยค่ะ พวกนั้นก็ทำได้แค่พูดแค่เพราะอิจฉาเท่านั้นเอง”
เพราะเรื่องเหมือนจะเลี้ยวเข้าตัวมากไป คนอายุน้อยกว่าจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อคุย
“เห็นวันก่อนพี่บอกว่ามีลูกค้ารายใหม่ เป็นนักธุรกิจจากแคนาดา?”
“อ้อ”
อริยาหลบตาวูบ เสหันไปรื้อหาแฟ้ม
“ใช่ ชื่อมาร์ค โจนส์ เบเกอร์น่ะ” หล่อนทิ้งจังหวะพูดไปนิดหนึ่ง “แต่พี่ส่งต่อให้วดีไปแล้วแหละ”
“อ้าว ทำไมล่ะพี่อี๊ด”
“หื้อ คนนี้ลูกค้ากระเป๋าหนักก็จริง แต่ลูกค้าเราก็เยอะแล้วไง แต่ละคนก็งานเต็มไม้เต็มมือวุ่น ๆ กัน”
“จริง ๆ พี่ส่งให้พธูก็ได้นะ ช่วงนี้พธูก็ใช่ว่าจะยุ่งมากมาย”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเกรงใจอะไรพธูหรอกนะ แต่พี่ก็ตอบแทนวดีเขาด้วย เขาไม่ได้ทำเป็นบริษัทฯ แถมเศรษฐกิจแบบนี้อีก ถือว่าช่วย ๆ กัน หาลูกค้ามาได้ก็แบ่งน้อง ๆ มันไป” อริยายิ้มเจื่อน ๆ “ยังไง เดี๋ยวก็ค่อนว่าพี่ใจดีอีกล่ะสิ”
สิ้นคำคนฟังก็ยังนิ่ง บอสสาวจึงพูดไปอีกว่า
“ยังไง เย็นนี้ก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน ถ้าปิดจ๊อบได้ก็ปิดไปเลยนะอีตากสินอะไรเนี่ย พี่เป็นห่วง”
ยอดพธูยิ้มรับ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมอริยาถึงไม่อยากให้เธอรับลูกค้าคนนี้ ไอ้ท่าทางทำเป็นวุ่น ๆ หาเอกสาร ไม่ยอมสบตาและยิ้มแห้ง ๆ แถมยังตัดบทเอาดื้อ ๆ แบบนี้ ต่อให้เด็กสองขวบมองก็รู้ว่าอีกฝ่ายมีอะไรปิดบัง
“เอ้ออีกอย่าง พอดี พี่อยากให้พธูดูแลลูกค้าช่วยยัยลี่ให้หน่อย แว่ว ๆ ว่าจะมีปัญหา พี่บอกยัยลี่ไว้ละ ไว้พธูไปขอข้อมูลลูกค้าจากนางละกัน”
แน่ะ! แน่ ๆ เลย
แม้จะสงสัยว่าทำไมลูกค้าที่ชื่อ มาร์ค โจนส์ เบเกอร์จึงถูกบอกปัดไป แต่ยอดพธูก็ไม่อยากซักไซ้ให้มากความ เพราะลูกค้าที่เธอดูแลอยู่ในตอนนี้ก็ปาเข้าไปห้าคนแล้ว แม้จะสบาย ๆ ไม่ได้มีปัญหา และแต่ละคนก็กระเป๋าหนักจนไม่ต้องขวนขวายหาลูกค้าเพิ่ม หรือถึงจะไม่มีลูกค้าเลยก็ได้ เพราะเธอไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง
ก็ที่ยอดพธูมาทำงานไม่ใช่เพราะต้องการเงิน แต่แค่หาอะไรทำฆ่าเวลาไปงั้น ๆ
ก็ทำไงได้ ยอดพธูรวย และถือว่ารวยมาก หุ้นที่เล็งไว้ทำกำไรให้อย่างงาม ไม่ติดดอย[1] แถมยังเด้ง[2]รัว ๆ จน FA หลาย ๆ คนแอบมากระซิบ ๆ ว่าเลี้ยงอะไรทำไมจับหุ้นตัวไหนถึงได้ไม่เคยพลาด!
[1] ติดดอย : ซื้อหุ้นแล้วราคาลงเอาลงเอา
[2] เด้ง : กำไร 100%
