บทที่ 5 1/4
“ปฏิเสธ... งั้นเหรอ” ถ้อยนั้นดังสะท้อนภายในห้องทำงานที่ล้อมรอบไปด้วยกระจก เพ้นต์เฮ้าส์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยความที่สูงที่สุดทำให้เห็นวิวรอบด้านแทบจะสามร้อยหกสิบองศา “ก็ไม่ผิดจากที่เดา”
คนพูดนั่งบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ หันหลังให้โต๊ะทำงานที่กั่นกลางระหว่างเขากับผู้รายงาน
สถานที่ทำงานส่วนใหญ่ของเขาคือที่นี่ บริษัทฯ แม่มีหุ้นในบริษัทชั้นนำในเมืองไทยแทบจะครอบคลุมทุกกิจการ ทั้งก่อสร้าง ขนส่ง ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หรือแม้กระทั่งบริษัทฯ นำเข้าส่งออก
เบเกอร์ เมเนจเม้นต์ เป็นบริษัทข้ามชาติดำเนินธุรกิจด้านการเก็งกำไร รวมถึงการควบรวบกิจการในประเทศต่าง ๆ และส่วนใหญ่จะดำเนินงานอยู่ในแถบยุโรปแทบทั้งสิ้น แต่นับแต่ผลัดตำแหน่งท่านประธาน เป้าหมายของการดำเนินงานส่วนหนึ่งถูกเบนมายังเอเชีย ไม่ใช่จีน ไม่ใช่เวียดนาม ไม่ใช่เกาหลี หรือญี่ปุ่น แต่กลับเป็นประเทศไทย
มาร์ค โจนส์ เบเกอร์ เป็นท่านประธานคนใหม่ที่เพิ่งขึ้นนั่งตำแหน่งได้ราวห้าปีเศษ บิดาของเขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ และสถานะลูกผู้ชายที่ทำงานคลุกคลี รู้ไส้รู้พุงความเป็นไปในบริษัทฯ ดีทำให้เขาต้องเข้ามารับตำแหน่งหน้าที่นี้แทน ตอนแรกก็กะว่าทำพลาง ๆ ไปก่อน ระหว่างรอให้พี่สาวน้องสาวพร้อมเข้ามารับไปดูแลต่อ แต่ว่าดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามที่คิด หัวโขนนี้พี่น้องโยนส่งให้กับเขา ไม่ใช่ดูแลแค่ชั่วคราว แต่ว่าเป็นตลอดไป
มาร์ค โจนส์ เบเกอร์เพิ่งมาประเทศไทยได้ราวครึ่งปีเพื่อติดต่อทำธุรกิจกับเจ้าพ่อขนส่งรายใหญ่รายหนึ่ง ที่หวังจะจับคู่เขากับลูกสาวของตัวเอง โดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลยว่าไอ้ที่เห็นและเป็นอยู่นั่น มันไม่ใช่ของเขา สิ่งของที่เป็นของเขามีเพียงบริษัทสตาร์ตอัพที่กำลังก่อร่างสร้างตัว แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นนี้แต่ชายหนุ่มก็ยังเดินหน้าทำต่อไป
อาจจะดูสวนทาง แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสให้ผู้แสวงหาเสมอ
“แล้วถูกส่งให้ใคร”
“ชื่อวดี อารยะ FA อีกคนไม่ได้สังกัดบริษัทไหน เป็น FA อิสระ แต่นัยว่ารู้จักกันกับคุณอริยาที่เป็นเจ้าของ ตะติยะ ที่ปรึกษาการเงินครับ แล้วแบบนี้บอส...”
“อืม... ก็ได้ไม่มีปัญหา จัดการนัดวันเลยแล้วกัน แต่เจ้าของคนนี้ก็ใจถึงดีนะยอมทิ้งเงินไม่รู้เท่าไหร่เพื่อลูกน้อง”
ชายหนุ่มร่างสูง ผิวแทนรับคำเบา ๆ เขาเป็นคนไทยแท้ ๆ ทำงานเป็นผู้จัดการมาก่อน ก่อนที่จะมาทำงานในหน้าที่ตำแหน่งเลขาฯ ส่วนตัวของเจ้านายคนปัจจุบัน บุคลิกภายนอกของเลขานุการหนุ่มเป็นพวกพูดน้อยไม่ช่างซัก ดังนั้นเขาจึงแค่ถือแฟ้มที่ก่อนหน้านี้วางลงบนโต๊ะ และเจ้านายไม่ได้สนใจจะหยิบไปเปิดอ่านกลับมาถือไว้ ก่อนจะหมุนตัวก้าวกลับออกไปจากห้องนั้น
ความสว่างในห้องเลือนลงเพราะพระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว เก้าอี้หนังตัวใหญ่ค่อยหมุนกลับมา เผยให้เห็นเสี้ยวใบหน้าขาวสะอ้านด้านข้าง สันจมูกโด่ง และริมฝีปากหยักบางสีเนื้อค่อนไปทางชมพู ดวงตาเรียวเล็กชั้นเดียวยังหลุบมองต่ำ ก่อนที่เก้าอี้จะหยุดหมุนและเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมา
ผมตัดสั้นยุ่งเหยิง เขาไม่ได้สวมเสื้อใด ๆ มองเห็นลอนกล้ามเนื้ออย่างคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ไล่ละลงไปจนถึงเอวสอบที่ถูกปิดไว้ด้วยกางเกงขายาวสีดำ ขาข้างหนึ่งคู้ขึ้นมาเพื่อจะวางเท้าเปลือยเปล่ากับเก้าอี้ เขาเท้าข้อศอกบนหัวเข่าส่วนมือวางใต้จมูก ดวงตามองเหม่อไปยังประตูห้องที่ถูกปิด
ดูเหมือนประวัติเขาคงจะถูกตรวจสอบ เพราะไม่อย่างนั้น อริยา ตะติยะ คงไม่ปฏิเสธและเสนอชื่อคนอื่นมาแทนที่ ยอดพธู แน่นอน ยอดพธูก็ยังคงเป็นที่รักของคนอื่นอยู่บ้าง เธอจึงได้รับการปกป้อง
ชายหนุ่มยิ้มยกมุมปากพลางโคลงศีรษะ เขาทิ้งตัวพิงกับพนักเก้าอี้
เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้นสองสามครั้ง จากนั้นก็เป็นเสียงสัญญาณ พร้อมกับปลายสายที่เอ่ยขึ้นโดยดูเหมือนจะไม่ได้แยแสว่าเจ้าของห้องยังอยู่หรือไม่
“บอสครับ คืนนี้คุณยอดพธูมีนัดตอนสองทุ่มคุยกับลูกค้าที่เล้านจ์...” คนรายงานเอ่ยชื่อโรงแรมริมน้ำแห่งหนึ่งออกมา “จะให้จัดการยังไงดี หรือว่าดูลาดเลาไปก่อน”
“รวิ” เจ้านายหนุ่มเอ่ยขึ้น “ช่วยหาโต๊ะว่างให้ทีสิ เอาแบบโต๊ะข้าง ๆ กันได้เลยยิ่งดี”
“ครับผม” เสียงพูดคุยเงียบหายไปเหมือนปลายสายจะวางไปแล้ว ทว่า... “จะเอาจริงงั้นหรือครับ”
“อื้อหึ” รอยยิ้มติดสนุกผุดขึ้นมุมปาก
“เฮ้อ” เสียงปลายสายทอดถอนใจ “ขอพูดในฐานะเพื่อนหน่อยได้ไหม... เมษ”
เมษ... ปรเมศวร์ พิษฐาน และแน่นอนว่าเป็นคนเดียวกันกับ มาร์ค โจนส์ เบเกอร์ เรื่องชีวิตของเขามันยาว จะเรียกว่าซินเดอเรลล่าบอยก็คงได้ แต่ความจริงมันห่างไกลกันสุด ๆ
จับผลัดจับผลู ลากกันถูลู่ถูกังจนวันนี้ได้กลายมาเป็นทายาทมหาเศรษฐี
“แก... เอาจริงหรือวะ กับคุณพธูน่ะ”
“ทำไม หรือว่าแกเกิดเป็นห่วงขึ้นมา?”
“ไอ้ห่า! ที่กูจะบอกก็คือ ปล่อยเธอไปไม่ดีกว่าเหรอ ผ่านมาตั้งเป็นสิบปีกว่า อยู่ใครอยู่มันมาก็ดีอยู่แล้ว”
“ไม่” ปรเมศวร์บอกด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ เรียบ ๆ แต่ดวงตานั้นจัดจ้าเป็นประกาย “แกไม่เข้าใจหรอกตอนที่ฉันรู้ว่าจะได้เป็นพ่อคน แล้วจู่ ๆ ก็ถูกพรากมันไป พธูเป็นแม่แท้ ๆ แต่คิดได้ยังไงถึงได้ตัดสินใจฆ่าเด็กตาดำ ๆ คนหนึ่งที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้เกิดมาแล้ว”
ใช่... ยอดพธูฆ่าลูกของเขากับเธอ
“ไอ้เมษ...”
“กูรู้ แต่กูไปต่อไม่ไหวจริง ๆ ว่ะ”
“เอ้อ!” ปลายสายกระแทกเสียงเข้าใส่ “คงไปต่อไหวหรอก เป็นสิบปีมึงยังทำตัวเหมือนสตอล์กเกอร์แบบนี้ กูก็ว่ามึงไปไหนไม่ได้หรอก ไอ้ห่า!”
เสียงดังโครมเพราะปลายสายคงกระแทกหูโทรศัพท์ภายในลงเต็มที่
ปรเมศวร์หัวเราะแค่น ๆ และอดถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้
