บทที่ 10 2/4
“ดูแลดีไปแล้วค่ะ เพราะอย่างเนี้ยถึงได้มีคนชงให้ชิปกันจะเป็นจะตาย”
เขาหัวเราะหดมือกลับ “ก็ดีไม่ใช่เหรอครับ”
“ดีกับคุณน่ะสิคะ” หญิงสาวที่ก้าวลงมาจากรถยนต์แล้วมองค้อนปะหลับปะเหลือก “ฉันยังจำได้นะฝีมือตบทอร์นาโดของแม่คุณฝ่ายขายน่ะ นี่ต้องโกหกคุณแม่ว่าตกบันได ไม่รู้ว่าจะเชื่อไหมแต่ดูสีหน้าแล้วท่าทางจะไม่เชื่อสักนิด”
“ขอโทษครับ” คนพูดทำหน้าเมื่อย “แต่ผมก็ไม่ลืมเหมือนกันว่ามีรอยนิ้วขึ้นข้างแก้มทั้งสองข้างเลย” แล้วก็ทำตาปริบ ๆ ตอนก้มลงมามองเธอ “จำได้ว่ารอยหนึ่งมันมือคุณน้ำนะ”
น้ำหนึ่งทำมึนเหมือนจำไม่ได้ คงมีแต่พระนายแหละที่หัวเราะเหมือนคนอารมณ์ดี
เหตุการณ์ตอนนั้นมันชุลมุนมากนี่นา เธอก็แค่โมโหมากไปหน่อย ฟิวส์ขาดมากไปนิด ก็เลย... เผลอไปแบบไม่ทันได้มองเป้าหมาย แค่รู้ว่าตัวต้นเหตุอยู่ตรงไหนก็เลยจัดการไปเท่านั้นเอง
ตบผู้หญิงด้วยกันทำไม ตบไอ้ตัวต้นเหตุสิง่ายกว่า!
“เฮ้อ” คิด ๆ แล้วก็ถอนหายใจ น้ำหนึ่งยกมือขึ้นชกที่ต้นแขนล่ำสัน “รู้งี้ก็เลิกนิสัยแบบนี้สักทีสิค้า เพื่อนจะได้ไม่ต้องลำบากด้วย” หญิงสาวบ่นไปตามประสา “ตอนนี้ผู้หญิงครึ่งบริษัทเห็นน้ำเป็นศัตรูไปหมดแล้วมั้ง”
“ผมเลิกแล้ว”
น้ำหนึ่งส่ายหน้า กดกริ่งหน้าบ้านท่าทางไม่เชื่อสักนิด
“เลิกเด็ดขาดแล้วครับ” พระนายก้มมอง “จริง ๆ นะผมเลิกแล้ว ไม่ทำอีกแล้ว รู้แล้วว่าทำตัวไม่ดีมากเลย”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ก็ตอนนี้จะให้ผมไปม่อสาวที่ไหนล่ะครับ มีกันแค่นี้เอง”
นั่นปะไร...
น้ำหนึ่งนึกสงสารผู้หญิงที่จะได้พระนายเป็นแฟนในอนาคตเหลือเกิน กะล่อน ปลิ้นปล้อน ไม่อยู่กับร่องกับรอยขนาดนี้ ใครจะจับเขาได้อยู่มือกัน คิดไปคิดมาเธอว่าคงไม่มีหรอก ก็เขามันเจ้าพ่อหน้าม่อเบอร์นี้!
คนแบบเขาอันตราย เป็นเพื่อนน่ะดี แต่ถ้าให้เป็นแฟน... เธอว่าอย่าดีกว่า!!
ค่ำวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ตาหนูลูกของอลิยากับดวินกำลังน่ารักน่าชัง แต่จนแล้วจนรอดน้ำหนึ่งก็ยังไม่กล้าอุ้มอยู่ดี แล้วก็พลอยกลายเป็นหัวข้อให้ถกกันเป็นที่สนุกสนาน
“ว่าแต่ทำไมมาด้วยกันได้ล่ะน้ำ หรือว่าจะยังไง ๆ ตามแรงชิปพี่หวานแล้วเหรอ อ๊ะ! จะว่าไปนะ ลียาจำได้ ดวินบอกแค่ว่าวันนี้คุณพระนายเขาจะมากินข้าวเย็นด้วย ไม่เห็นว่าจะชวนใครมาอีก แน่ะ! เขาชวนละสิ”
ช่วงหนึ่งที่คุณอากับคุณพ่อช่วยกันเลี้ยงเจ้าตัวเล็ก น้ำหนึ่งก็มาช่วย
อลิยาทำความสะอาดในครัว คนที่กำลังล้างจานด้วยน้ำยาล้างจานพอได้ฟังก็ถึงกับมือลื่นจนจานร่วงลงน้ำกระเซ็นโดนหน้า
“อะไร พูดแค่นี้เอง” คุณแม่ลูกอ่อนหัวเราะน้อย ๆ “น้ำถึงกับมือไม้อ่อน งั้นคงจริง”
น้ำหนึ่งทำหน้าหน่าย “รู้อยู่ว่าไม่มีทางยังจะพูดอีกนะลียา เนี่ยว่างมากเลยเหรอจ๊ะเลี้ยงลูกน่ะ”
“ไม่ว่างหรอกจ้ะ แต่ก็นะ นิดหนึ่ง”
เสียงหัวเราะดังแว่วมาจากห้องนั่งเล่นดึงความสนใจของทั้งคู่ไป อลิยาหมุนตัวกลับไปมอง จากช่องประตูห้องครัวตรงนี้จะเห็นพระนายกำลังอุ้มลูกชายของเธออยู่ ท่าทางนั้นทะมัดทะแมงจนคุณแม่มือใหม่อดชมไม่ได้
“พูดจริง ๆ เลยนะ เวลาคุณพระนายอยู่กับเด็กก็น่ารักดี น้ำดูสิ อุ้มลูกคล่องกว่าดวินอีกมั้งเนี่ย”
น้ำหนึ่งหันมามองตามพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ระวังอย่าไปชมให้คุณสาฟังล่ะ เดี๋ยวก็งอนอีก”
“หื้อ น้ำนี่ก็ ไม่เอา ๆ พูดเรื่องของน้ำกันดีกว่า ถามจริง ๆ เถอะนะ กับคุณพระนายน่ะไม่มีทางพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้เลยเหรอ ได้ยินดวินพูดบ่อย ๆ ว่าเดี๋ยวนี้คุณพระนายไม่เหมือนเดิมแล้วไม่ใช่เหรอ ตั้งแต่มีเรื่องสาวฝ่ายขายก็เหมือนจะไม่ได้คบใครอีกเลยนี่นา”
“ตกลงจะคุยเรื่องนี้กันจริง ๆ เหรอ”
“อื้อ ก็เรื่องเลี้ยงลูกไม่ได้น่าสนใจเท่าเรื่องนี้หรอก” คนพูดยิ้มหวานแล้วก็ “เนอะ”
น้ำหนึ่งถอนหายใจ “น้ำกับเขาไม่เหมาะกันหรอกน่า”
“ใครว่าเคมีดีออก”
“พี่ดวินไม่เคยเล่าเหรอว่าคุณพระนายเขามีคนรักอยู่แล้ว” น้ำหนึ่งจ้องหน้าคนฟัง “ดราม่ามาก ๆ แบบพระรองแสนดีผู้อาภัพ ไม่ได้อยู่ครองคู่แต่ขอแค่ได้รักเธอก็พอ ซีรีส์เกาหลีเลยไหมล่ะ”
สีหน้าอลิยาดูงง ๆ
“อืม ก็เคย แต่เหมือนจะคล้าย ๆ เอ่อช่างเถอะ ยังไงมันก็ผ่านไปแล้วนี่นาอีกอย่างใจคนมันเปลี่ยนได้น่า”
“น้ำไม่เสี่ยงหรอก” น้ำหนึ่งส่ายหน้า “น้ำไม่ใช่คนเข้มแข็งเหมือนลียานี่นา ล้มแล้วจะได้ลุกได้ทันที เพราะงั้นน้ำจะไม่ยอมล้ม เพราะน้ำรู้ตัวเองดีว่าล้มแล้วตัวน้ำน่ะลุกยากขนาดไหน”
อลิยาถอนหายใจบ้าง อดีตรักสมัยวัยเรียนทำให้น้ำหนึ่งเจ็บจนฝังใจ น้ำหนึ่งเคยเล่าหนหนึ่งและบอกกับเธอว่า
‘มูฟออนน่ะได้ น้ำก็มูฟออกมาแล้วแหละ แต่ถ้าเหตุการณ์มันเสี่ยงจะซ้ำรอยอีก น้ำก็ขอมูฟออนแค่หนเดียวแล้วกัน สมัยนี้นะถ้ามีมันนี่น่ะ โสดสวย ๆ ก็พอแล้วจ้ะ ส่วนเรื่องหวีดหนุ่ม อันนี้น้ำยังมูฟออนไม่ได้หรอก เจอคนหล่อส่งผลต่อใจก็ต้องหวีดสิจริงไหม แต่ถ้าให้จริงจังไม่เอาดีกว่า’
“อีกอย่างนะจ๊ะ” น้ำหนึ่งบุ้ยปากไปทางห้องนั่งเล่น “พี่ดวินไม่รู้น่ะสิ เนี่ยเมื่อคืนวานที่น้ำต้องไปดูตัวกับลูกเพื่อนของคุณแม่ เขายังไปดินเนอร์กับสาวอยู่เลย ก็แค่ไม่ได้คบสาวในบริษัทแหละน้ำว่า”
อลิยานิ่งไปพักหนึ่งแล้วพึมพำ “อ้าว... เหรอ”
