บทที่ 8 2/2

พระนายถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามกัน “ผมอยู่คนเดียวเนี่ยมันแปลกมากเสียจนคุณน้ำต้องถามด้วยเหรอ”

“ก็เมื่อกี้...”

“เจอน้องเขาที่ทางเดินน่ะครับ เลยเดินมาด้วยกัน” พระนายเอ่ยตอบและปัดหัวข้อนั้นทิ้งไป “ว่าแต่คุณน้ำสั่งอะไรไปบ้างแล้วยัง”

“เป็นสิบเลยค่ะ วันนี้โอน้อยออกแพ้” ตอบไปแล้วก็นึกได้ “คุณล่ะสั่งอะไรไปคะ ปกติไม่ค่อยเห็นคุณดื่มกาแฟนี่นา เวลาที่ไปกินอะไรกันเห็นคุณดื่มแต่น้ำเปล่า” พูดไปก็คิ้วขมวดนิด ๆ

“ไปทำธุระมาครับ”

คนฟังพยักหน้ารับ

“เอ่อ...”

“คะ?”

“อ้อ คือผมไปทำธุระให้คุณแม่มาครับ เห็นร้านขาหมูตรงโค้งถนนโน้นไหม มันต้องสั่งจอง แต่โทร.ไปแล้วไม่มีคนรับเลยต้องเดินไปเอง เห็นว่าโทรศัพท์เสียกำลังซ่อมน่ะครับ” เป็นการขยายความว่าไปทำ ‘ธุระ’ มาจริง ๆ “แล้วพอเห็นคุณน้ำก็เลยเดินเข้ามาทัก”

ชายหนุ่มเปิดยิ้ม

น้ำหนึ่งยิ้มตอบพลางพยักหน้ารัว ๆ

“น้ำไม่ล้อหรอกค่ะ แหม-ม-ม-ม รีบออกตัวเชียว ถ้าเปิดตัวเมื่อไหร่บอกนะคะจะได้แซวถูกเนาะ”

พระนายฟังแล้วก็ยิ้มตาม ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนเบือนหน้าหนี ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นพร้อมกับเคาะนิ้วกับโต๊ะสองสามครั้ง

“จริง ๆ วันนี้ตอนเย็นผมว่าจะไปเยี่ยมคุณลียากับพี่ดวิน คุณน้ำสนใจไปด้วยกันไหม”

น้ำหนึ่งพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยเต็มที่ เพราะเรื่องสนทนาก่อนหน้าไม่ได้ใส่ใจจริงจัง

“ดีค่ะ น้ำอยากไปเล่นกับตาหนูพอดีเลย ไว้เจอกันที่บ้านพี่ดวินเลยแล้วกันนะคะ”

พระนายพยักหน้ารับ เขานิ่งไปสักพักแล้วก็พูดขึ้น “ความจริง...”

“คะ”

“ผมว่าเราไปรถคันเดียวกันดีกว่าไหม คือรถผมมันไม่ค่อยดีน่ะครับนี่ก็เรียกอู่มาลากไปแล้วด้วย”

น้ำหนึ่งหรี่ตามองเขา “น้ำรู้แล้วที่มาชวนเนี่ย” หญิงสาวหัวเราะเสียงใสทีเดียว “เพราะไม่มีรถไปนี่เอง แหมแผนสูงนะคะ นี่ถ้ารถไม่เสียคงไม่ชวนน้ำหรอกใช่ม้า”

พระนายไม่ตอบแต่หัวเราะตามไปด้วย

“คิดค่าน้ำมันนะคะ” นอกจากจะได้มงราชินีแห้ว น้ำหนึ่งยังได้มงราชินีงกเพิ่มอีกด้วย “คุณนาย-ย-ย-ย”

พระนายผายมือออกมาคล้ายจะบอกว่าเต็มที่ หญิงสาวได้ทีก็หัวเราะชอบใจใหญ่ และเป็นช่วงเดียวกันกับที่พนักงานถือแก้วกาแฟห้าหกแก้วพร้อมกับที่หิ้วทำจากไม้ไผ่มาส่งให้ ท่าทีจะพะรุงพะรังนั้นทำให้พระนายเข้ามาช่วย น้ำหนึ่งจึงเดินตัวปลิวโดยมีเขาคอยหิ้วของให้

“ของใครบ้างครับเนี่ย” คนถือชวนคุย หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองระหว่างเดินเคียงกัน

“ก็ครึ่ง ๆ แหละค่ะ สั่งกันคนละอย่างไปอีก ไม่สงสารคนส่งเลย”

“นั่นสิครับ แต่ว่าถ้าผมไปส่งที่แผนกจะถูกทึ้งอีกไหม”

น้ำหนึ่งยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นตีบ่าเขาทั้ง ๆ ที่ตัวเองเตี้ยกว่าเป็นไหน ๆ

“ไว้น้ำจะปกป้องเองนะคะ”

ชายหนุ่มเบือนสายตากลับมามองทางเดิน แต่เขายิ้มกว้างพึมพำไปตามเรื่อง “ช่วยปกป้องหรือจะยิ่งถูกรุมคู่ล่ะครับ”

“เออ นั่นสิ น้ำก็ไม่แน่ใจ!”

สองหนุ่มสาวหัวเราะขึ้นเบา ๆ เพราะความเป็นจริงน่าจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า

ระหว่างทางกลับไปแผนก น้ำหนึ่งลอบมองคนตัวสูงที่คอยเอื้อเฟื้อมาตลอดนับแต่รู้จักกัน

พระนายคุยเก่ง ที่สำคัญเขาไม่ค่อยขัดเธอเท่าไหร่ ตรงนี้แหละที่น้ำหนึ่งชอบเป็นที่สุด!

คุยกับเขาสนุกดี มีบลัฟกันบ้างตามประสาคนกวน ๆ แต่ก็ถือว่าช่วยทำให้บทสนทนามันมีรสมีชาติละนะ

เหงาเหรอ...

อืม น้ำหนึ่งคิดว่าตอนนี้มันอยู่ห่างออกไปนิดหน่อย หรือถ้าจะให้พูดก็คือ เธอไม่รู้สึกเบื่อเวลาที่ได้อยู่กับเขา พระนายทำให้เธอหัวเราะได้เหมือนตอนอยู่กับ

อลิยา คุยได้แทบทุกเรื่องเหมือนกัน ดังนั้นเธอจะนับว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งแล้วกัน

ไม่ใช่แฟน ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าคนรัก เธอกับเขาเป็นเพื่อนต่างเพศที่เป็นเพื่อนกันจริง ๆ มากกว่า

เพื่อนบานไม่รู้โรย

·    กำลังใช้งาน

อันที่จริงมานีเตรียมไว้ใจแล้วละว่าวันนี้อาจจะเสียเพื่อนเพราะลูกสาวก็เป็นได้...

สาย ๆ ของวันในระหว่างที่กำลังวุ่นกับการจัดการงานในครัว คนในบ้านก็เข้ามาบอกว่ามีแขกมาหา สำหรับมานีที่ใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ อยู่แล้วว่าจะได้รับโทรศัพท์ต่อว่าจากหม่อมหลวงจารุณีก็ถึงกับนิ่ง เนื่องจากไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะบุกมาต่อว่าต่อขานถึงบ้าน ใจอยากจะหนีแต่ไม่รู้จะหนีไปไหน

พังแน่ ๆ หมดกันแล้วคราวนี้!

ตอนเดินออกมาจากห้องครัวก็คิดเช่นนั้น ยิ่งเห็นว่าขนกันมาทั้งแม่ทั้งลูก เธอก็เตรียมใจไว้โขอยู่ หม่อมหลวงจารุณีได้ชื่อว่ารักและหวงลูกชายคนเดียวมาก ผู้หญิงที่จะเข้ามาใกล้อาทิตกรต้องถูกสแกนแล้วสแกนอีก พูดง่าย ๆ ก็คือต้องผ่านด่านคนเป็นแม่เสียก่อนถึงจะเข้าหาลูกชายได้

ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาจึงแทบไม่ได้ข่าวเลยว่า หม่อมหลวงอาทิตกรมีแฟนจนเกิดข่าวลือเล็ก ๆ ในวงเม้าธ์แม่บ้านไฮโซว่า ว่าที่คุณจารุณีเลือกมากเรื่องสะใภ้นั้นเป็นเพราะลูกชายเป็นเกย์

ทว่าเมื่อเชื้อเชิญแขกให้เข้ามานั่งในห้องรับแขกกลับพบว่ามันเป็นเรื่องตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

“นี่เธอจ๋า เอาเป็นว่าเราก็เพื่อนกัน พูดกันตรง ๆ เลยแล้วกันนะ”

หม่อมหลวงจารุณีเอ่ยขึ้น ผมกระบังหน้าที่ตีโป่งมาอย่างดีทำสีเข้ากันกับสีลิปสติก ดูเป็นคุณหญิงคุณนายเต็มขั้นเพราะทั้งเนื้อทั้งตัวพราวไปด้วยเพชรพลอย ต่างกับมานีที่นอกจากเสื้อผ้าบ้าน ๆ แล้วทรงผมก็ยังบ้าน ๆ แถมด้วยไม่มีเครื่องประดับอะไรนอกจากแหวนแต่งงาน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป