บทที่ 6 1/5
หลังเหตุการณ์วันที่เธอเจอเขาอยู่ในห้องกับผู้หญิงคนอื่น เธอหายไป ยอดพธูหายไป แล้วก็โผล่มาอีกครั้งด้วยการอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อทำแท้ง โดยไม่ถามเขาสักคำว่าพร้อมจะรับเด็กคนนี้ไปดูแลไหม
ไม่เลย ไม่เคยมีแม้แต่คำเดียวที่จะบอกด้วยซ้ำว่าเธอกำลังตั้งครรภ์
ยอดพธูใจร้าย ปรเมศวร์ยอมรับว่าเขาไม่ใช่คนดีนัก แต่ก็ยังไม่ใจร้ายพอที่จะฆ่าใครได้เหมือนเธอ
ดังนั้นยอดพธูต้องรับผิดชอบ เธอพรากลูกของเขาไป ดังนั้นตอนนี้เธอต้อง ‘ทำ’ ลูกทดแทนให้กับเขา และแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้น ‘หนี้ระหว่างเรา’ ถือเป็นอันสิ้นสุด
“นั่นจะไปข้างนอกอีกแล้วหรือพธู” มานีเอ่ยถามบุตรสาวที่แต่งตัวออกจะวาบหวิวเล็ก ๆ และกำลังเดินลงบันไดลงมาจากชั้นบน จะหนึ่งทุ่มแล้วตอนนี้ ลูกสาวคนรองกลับเข้าบ้านมาตอนสี่โมงเย็น บอกว่าวันนี้มีนัดและจะไม่อยู่รับประทานอาหารค่ำที่บ้าน “หื้อ... ช่วงนี้ไปแทบทุกวันนะ”
ถึงจะพูดอย่างนี้แต่ก็ไม่กล้าจะท้วงมาก เพราะยอดพธูไม่เหมือนลูกสาวอีกสองคน
“ไม่ต้องห่วงนะคะ พธูดูแลตัวเองได้ บางทีอาจจะนอนค้างที่คอนโดเลยไม่กลับบ้าน”
ไอ้ที่คนพูดกันว่า มันมักจะมีแหละลูกคนหนึ่งที่พ่อแม่ไม่กล้าจะว่าอะไรมาก
สาวสวยผมยาวมัดรวบไว้ด้านหลังดูทะมัดทะแมง ชุดเดรสแขนยาวผ้าชีฟองสีแดงสดแหวกลึกถึงร่องอก เห็นเกาะอกเว้าสีดำขับผิดผ่อง และชายก็สั้นกุดเลยเข่าไปเป็นคืบจนมารดาเห็นแล้วเสียวไส้แทน
“แหม” กระนั้นมานีก็อดพูดไม่ได้ “ไม่มีชุดที่มันยาวกว่านี้หน่อยเหรอลูก แบบ แม่กลัวจะหนาวแอร์น่ะ”
ยอดพธูที่ก้าวลงจากบันไดมาหยุดยืนที่พื้นเรียบร้อยยิ้มเยื้อน
“แล้วนี่น้ำยังไม่กลับหรือไงคะ ทำไมบ้านเงียบ”
เป็นอันว่าจบบทสนทนา มานีลอบถอนหายใจและแทบจะค้อนเมื่อตอบ
“ยังไม่กลับ คงไปกับ...” คนพูดเหมือนไม่อยากพูดถึง “ผู้ชายคนนั้นแหละ”
“นั่นว่าที่คู่หมั้นน้องแล้วนะคะ”
คนเป็นแม่ตาเขียวปั๊ด “ผู้ชายเจ้าชู้พรรค์นั้นน่ะเหรอ ก็เราเองไม่ใช่หรือไงที่บอก ‘ว่าใช่ย่อย’ น่ะ”
ยอดพธูหัวเราะแสนเบา มันก็จริง ‘พระนาย’ ว่าที่น้องเขยเธอน่ะใช่ย่อย แทบทุกสถานที่ที่เธอไป เป็นต้องเคยพบเจอเขาอยู่เนือง ๆ แต่นั่นก็เป็นอดีตและนานมากแล้ว แล้วที่ได้เห็น ได้ยินกิตติศัพท์คนรักของน้องสาวก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นพวกแร่ดท่อม ๆ ไปตอนราตรีหรอกนะ เธอไม่ใช่นักท่องราตรีตัวยง แต่ด้วยลักษณะงานที่ทำมันก็เอื้อให้ต้องไปในสถานที่บันเทิงยามค่ำคืนบ่อยครั้ง พาน้อง ๆ ไปเลี้ยงปล่อยผีบ้าง เพื่อนที่อยากโสดชวนไปส่องหนุ่มบ้าง หรือกระทั่งต้องพาลูกค้าหัวงูไปเที่ยวบ้างเพื่อตะล่อมให้ยอมเปิดพอร์ตกับบริษัทฯ
แต่ที่มารดาห่วงก็คงเพราะคิดว่า... เธอไปเที่ยวเล่นมากกว่า
อาชีพของเธอไม่ได้ปิด แต่ก็ไม่ได้บอกใคร ยิ่งการทำงานที่ไม่เน้นเวลาก็ยิ่งทำให้พ่อแม่ห่วง พวกท่านเคยถามว่าอยากทำงานทำการอะไร ยอดพธูก็ไม่ได้ตอบอะไรมากนอกจากว่าเล่นหุ้น
มันติดเป็นนิสัยเสียแล้วที่ไม่อยากบอกเรื่องส่วนตัวกับใคร ถามว่าเป็นนิสัยเสียไหม เธอยอมรับว่าใช่...
ก็การบอกเป็นการเปิดเผย แล้วนั่นก็เท่ากับเผยจุดอ่อนให้คนอื่นเอามาใช้เล่นงานได้ในภายหลัง
เจ็บแล้วต้องจำ อดีตที่ผิดพลาดยอดพธูจะไม่ยอมพลาดอีก การไว้ใจใครสักคนมาก ๆ เท่ากับไม่มีอะไรเหลือไว้ปกป้องตัวเองเลย เพราะกว่าจะเข้าใจว่าคนที่เราไว้ใจนั่นแหละร้ายที่สุด ก็ต่อเมื่อเจอเข้าให้กับตัว
ยอดพธูดึงตัวเองออกมาจากความคิดวุ่นวายทั้งหลายแหล่ มองมารดาด้วยสายตาที่อ่อนลงบ่งว่าเข้าใจ
“โถนั่นก็แค่อดีตไหมคะคุณแม่ อีกอย่างก็ดูเหมือนเขาจะปรับปรุงตัวแล้วด้วย แล้วก็นะคะ พ่อแม่คุณไนน์เขาก็รู้จักกับคุณพ่อ สนิทกันดีออกคุณแม่ก็ยังจะกลัวอะไรคะ”
“แม่ไม่กลัวหรอก ถ้าหากว่าลูกสาวจะไม่ช้ำใจเพราะผู้ชายมาแล้วน่ะ ก็ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอย ยัยน้ำใช้ชีวิตมาดีแล้ว แม่ก็ไม่อยากให้มีจุดด่างดวงอะไรเกิดขึ้นในชีวิตน้อง”
บังเกิดความเงียบขึ้นในบัดดล แต่สุดท้ายคนที่ทำลายความเงียบให้หายไปก็คือยอดพธูเอง
“เหมือนพธูกับพี่สิรีสินะคะ เลือกคนผิด เลือกทางผิด จนเดือดร้อนกันไปหมด” ท่าทางไม่แยแส ไม่ยินดียินร้ายอะไรนั่นไม่ได้ทำให้คนเป็นแม่ที่มองอยู่หายห่วงได้
“แม่ขอโทษนะพธู แม่ไม่ได้ตั้งใจจะหมายความไม่ดีนะคะลูก คือแม่...”
“พธูเข้าใจค่ะ แล้วพธูก็ไม่มีสิทธิ์จะโกรธคุณแม่ด้วย เพราะทุกอย่างมันจริงอย่างที่หาข้อแย้งไม่ได้ ในเมื่อพธูก็โง่จริง เชื่อไอ้เรื่องความรักเด็ก ๆ จนมองคนไม่ออก ใครเตือนก็ไม่ฟังยังดื้อยังรั้นจะเอาชนะ คุณแม่จำได้ไหมล่ะคะ ผิดเป็นครู แล้วพธูก็มีครูดีที่สุดคือตัวเอง” หญิงสาวเปิดยิ้มชืดชา “อย่าคิดมากเลยค่ะ เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว พธูก็ลืม ๆ ไปแล้วด้วยซ้ำ” หญิงสาวยกข้อมือขวาขึ้นมามองนาฬิกา “พธูไปนะคะ นี่ก็เลยเวลานัดมากแล้ว” ร่างโปร่งระหงก้าวจากมาอย่างมั่นคง โดยมีคนเป็นแม่มองตามหลัง มานีผ่อนลมหายใจชะเง้อคอมองตามหลังลูกสาวคนกลาง มาสะดุ้งนิด ๆ ตอนได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ เป็นสามีของเธอนั่นเองไม่ใช่ใคร
“นั่นพธูไปแล้วเหรอคุณ”
“ใช่ค่ะ แล้วฉันก็เผลอพูดไปสะกิดแผลเก่าลูกเข้าอีกแล้ว” พูดไปก็ทอดถอนใจ พลางยกมือขึ้นตีปากตัวเอง “น่าตีปากตัวเองแรง ๆ สักทีสองที”
พสุไม่เอ่ยอะไร นอกจากวางมือบนบ่าของภรรยาแล้วบีบเบา ๆ
