บทที่ 4 บังเอิญโลกกลม (2)
“ถ้าไม่เรียกจูบ” ใบหน้าหล่อของมาร์ตินยื่นเข้าไปใกล้ใบหน้าสวย พิศลดารีบยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองแน่นกลัวเขาจะบ้าระห่ำทำขึ้นมาจริงๆ
“คนบ้า!” คนตัวเล็กแหวลั่น “ขยับหน้าออกไปห่างๆ จะได้ไหม” พิศลดาก้าวถอยหลังออกห่างเมื่อคนตัวโตตรงหน้ายังไม่ยอมถอยห่างเธอ
“พี่มาร์ตินสาวน้อยเรียกให้ถูกด้วยพี่แก่กว่าเธอหลายปีนะใบเฟิร์น” มาร์ตินย้ำกับร่างบางตรงหน้าอีกครั้ง
“ก็ได้ๆ แล้วคุณเอ่อพี่มาร์ตินมีอะไรกับหนูรึเปล่า นักธุรกิจอย่างพี่ไม่น่าจะมีธุระอะไรกับหนูนะ”
เถียงไปก็เปล่าประโยชน์เธอเลยเรียกๆ เขาไปเธอกับเขาคงไม่ได้บังเอิญเจอกันแบบนี้บ่อยๆ หรอก แต่ก็แปลกที่คนอย่างเขาจะจำชื่อเธอได้ ส่วนมาร์ตินนั้นระบายยิ้มเต็มใบหน้า เมื่อชอบใจกับสรรพนามที่ใบเฟิร์นใช้แทนตัวเองกับเขา มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
“ไม่มีหรอกแค่อยากเห็นหน้าหนูเท่านั้นเองพี่บังเอิญเห็นหนูก็เลยแวะมาทัก” มาร์ตินตอบยิ้มๆ เขาเลือกใช้คำว่าหนูแทนที่จะเป็นใบเฟิร์นเพราะเขาไม่อยากจะใช้คำเรียกซ้ำใคร
“คุณไม่ใช่สิพี่มาร์ตินอย่าใช้คำว่าหนูกับหนูได้ไหมฟังแล้วมันแปลกๆ ยังไงไม่รู้เรียกว่าพิศลดาหรือว่าใบเฟิร์นจะดีกว่า” พิศลดาแย้งขึ้นเธอไม่ค่อยชอบที่เขาเรียกเธอว่าหนูสักเท่าไหร่ ชื่อก็มีก็เรียกชื่อสิ แล้วถ้าจะให้เธอแทนตัวเองว่าเฟิร์นกับเขา เธอก็ไม่ชินปากเพราะปกติเธอจะใช้แทนตัวเองกับญาติผู้ใหญ่เท่านั้น
“ไม่พี่ชอบเรียกแบบนี้” มาร์ตินพูดเสร็จก็คว้าตะกร้าใบย่อมที่ใส่ของของหนูตัวน้อยมาถือเอาไว้ในมือของเขาเอง
“เอาของหนูคืนมานะแล้วพี่มาร์ตินก็ควรไปได้แล้วเดี๋ยวแฟนพี่เข้าใจผิดกันพอดี” พิศลดาพยายามจะยื้อแย่งตะกร้าในมือใหญ่แต่ด้วยความสูงของเธอแค่หน้าอกเขาเลยทำให้ไม่สามารถแย่งมาได้
“อ่อ นี่แสดงว่าเห็นพี่แล้วหนูแกล้งทำเป็นไม่เห็นใช่ไหม แล้วที่สำคัญคนที่หนูเห็นน่ะ ไม่ใช่แฟนแต่เป็นน้องสาวต่างหาก” มาร์ตินบอกเสียงจริงจังเพราะเขาไม่อยากให้หนูน้อยของเขาเข้าใจผิด
“ช่างเถอะ หนูหายมานานแล้วเดี๋ยวเพื่อนจะรอนาน ขอของคืนด้วยค่ะ” เธอไม่ได้อยากจะรู้เรื่องอะไรของเขาสักนิด ไม่จำเป็นจะต้องมาอธิบายให้เธอฟัง
“เดี๋ยวพี่ถือให้เองหนูเดินนำไปสิ” รีบอาสาเมื่อเห็นว่าหนูน้อยของเขาเริ่มจะงอแงแล้ว
พิศลดาเดินนำมาร์ตินมายังจุดที่เพื่อนของเธอยืนอยู่ ส่วนสองสาวที่เห็นมาร์ตินก็ออกอาการดีใจ ยิ้มกันหน้าบานจนเธอต้องสะกิด
“ยิ้มกันจนปากจะฉีกแล้วมั้ง ฉันไปคิดเงินก่อนนะจะได้ไปกินข้าวหิวแล้ว” พิศลดาดึงตระกร้าในมือชายหนุ่มแล้วเดินไปจ่ายเงินโดยไม่สนใจมาร์ตินซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
“สวัสดีค่ะ” ลิลลี่กับชมพู่พูดขึ้นพร้อมกัน
“ครับ” ยิ้มน้อยๆ ให้กับเพื่อนของพิศลดาก่อนจะเดินไปหาน้องสาวของเขา
“ลิลลี่แกว่ามันแปลกๆ ไหมทำไมอยู่ๆ คุณมาร์ตินถึงได้เดินมาพร้อมกับยัยเฟิร์น” ชมพู่เอ่ยอย่างแปลกใจ
“แปลกสิแปลกมากคุณมาร์ตินกับยัยเฟิร์นเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวที่มหาลัย และมาเจอกันอีกทีที่นี่ แล้วท่าทีของคุณมาร์ตินก็แปลกๆ ด้วย หรือว่าเขาสนใจเพื่อนเราจริงๆ ฉันว่าไม่น่าไว้ใจเขาเจ้าชู้ขนาดนั้นต้องเห็นเพื่อนเราเป็นของเล่นแน่ๆ เลยชมพู่” ลิลลี่วิเคราะห์คิ้วสวยขมวดแน่น
“มีความเป็นไปได้ต้องรอถามยัยเฟิร์น” ชมพู่เองก็คิดไม่ต่างจากลิลลี่ถึงแม้เธอจะชื่นชอบความหล่อของมาร์ตินมากแค่ไหนแต่ถ้าจะมาหลอกเพื่อนเธอละก็มาร์ตินก็มาร์ตินเถอะ
“แกเล่ามาเลยนะว่าคุณมาร์ตินเขาคุยอะไรกับแกบ้าง แล้วเจอกันได้ยังไง” เมื่อสามสาวเข้ามานั่งในร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ชมพู่ก็เป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมาทันที
“เขามาซื้อของที่ร้านนี้เหมือนกัน แล้วบังเอิญจำฉันได้เลยเข้ามาทักทั้งๆ ที่ฉันไม่อยากให้จำได้เลยสักนิด จะความจำดีอะไรขนาดนั้น” พิศลดาพูดแล้วคีบปลาดิบที่เธอโปรดปรานเข้าปาก
“แค่นั้นหรอ” ลิลลี่ถามอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไหร่
“อือ อ่อ แล้วยังมาบังคับให้ฉันเรียกเขาว่าพี่อีกทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นสักนิด ใช่ว่าจะเจอกันอีกซะเมื่อไหร่” พิศลดากลอกตาเมื่อนึกถึงหน้ามาร์ติน
“อะไรนะ” สองสาวประสานเสียงพร้อมกัน
“ฉันว่าเขาต้องคิดอะไรกับแกแน่ๆ นักศึกษาสาวกับนักธุรกิจหนุ่ม บางทีเขาอาจจะอยากได้แกก็ได้นะ” ลิลลี่พูดตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อมเพราะเธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
“ฉันก็เห็นด้วยกับลิลลี่นะ คนเจ้าชู้แบบนั้นไม่น่าไว้ใจนะฉันว่า แล้วแกละว่าไงเฟิร์น”
“อือ ฉันก็คิดแบบพวกแกนั่นแหละ แต่ไม่ต้องห่วงไปหรอก ฉันกับเขาคงเจอกันครั้งนี้ครั้งสุดท้าย คงไม่มีความบังเอิญแบบนี้อีกหรอก”
คงเห็นว่าเธอเป็นเด็กนักศึกษาแล้วจะหวังมาแอ้มล่ะสิ ฝันไปเถอะย่ะตาเฒ่า!
แต่ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป
