บทที่ 1 โลกของปฏิพัทธ์
‘ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะกลับไปแก้ไขอะไร?’
ยามที่มีคนตั้งคำถามทำนองนี้กับปฏิพัทธ์หรือเลิฟ เขาจะบอกว่า…
“ผมจะกลับไปช่วยคุณตาทวดไม่ให้ถูกโจรปล้นบ้านครับ”
เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะหากบรรพบุรุษของเขาไม่สิ้นเนื้อประดาตัว ครอบครัวของเขาก็อาจจะสุขสบายกว่านี้ ไม่ต้องปากกัดตีนถีบแม้เศรษฐกิจจะย่ำแย่แค่ไหน พวกเขาคงมีกิจการของตัวเองไม่ต้องมาทำงานบริษัทให้เจ้านายโขกสับอย่างไร้เหตุผล ทำพลาดก็ก่นด่า เวลาทำดีไม่เคยเห็นค่า ตั้ง KPI เหมือนอยากฆ่ากันให้ตายมากกว่าจะให้ทำได้จริง โบนัสแต่ละปีน้อยนิด บางทีก็คิดว่านี่โบนัสหรือเงินทอน
“ตอนนั้นยายเพิ่งจะอายุสิบสี่ย่างสิบห้า ตาทวดของเลิฟจะซื้อเข็มขัดนากให้ แต่ยายไม่ชอบเลยบอกว่าไม่เอา ตอนนี้ถึงอยากได้ใจจะขาดก็ไม่มีปัญญาซื้อ เมื่อสิบปีก่อนยายเดินเข้าไปถามในร้านทองเขาบอกว่าเส้นละสามแสนกว่า”
{นาก : โลหะผสมชนิดหนึ่ง โดยเอาทองคำ เงิน กับทองแดงผสมเข้าด้วยกัน นิยมใช้ทำรูปพรรณต่าง ๆ}
คุณยายมักเล่าเรื่องราวเก่า ๆ สมัยท่านยังเด็กให้หลานชายคนเล็กอย่างปฏิพัทธ์ฟังว่าคุณตาทวดของเขามั่งคั่งร่ำรวยขนาดไหน มีแก้วแหวนเงินทองในกำปั่นตั้งหลายใบ แต่ไม่รู้เวรกรรมอะไรโดนโจรปล้นไปซะงั้น
{กำปั่น : หีบทำด้วยเหล็กหนา สำหรับใส่เงินและของต่าง ๆ รูปค่อนข้างเป็นรูปลูกบาศก์ ฝามีหูยาวตรงกลาง ตอนปลายทำเป็นช่องเล็กเพื่อปิดลงมาสวมขอเหล็กโค้งที่ตัวหีบสำหรับใส่กุญแจ เดิมทำเป็นหีบฝังตะปูหัวเห็ดทั่วตัว}
“พวกมันมากันราวสักยี่สิบคนได้ ใช้ผ้าขาวม้าโพกหน้าเหลือแต่ลูกตา ในมือถือมีดเหน็บกันคนละเล่ม ส่วนหัวหน้ามันถือปืนลูกซอง มันจับพวกเรามัดไว้กับเสาเรือนแล้วยกกำปั่นไปเสียหมด”
“แล้วตาทวดไม่ได้แจ้งความเหรอครับ จับพวกมันได้ไหม”
ปฏิพัทธ์ถามอย่างสงสัย สมัยนั้นไม่มีตำรวจหรืออย่างไร ทำไมโจรถึงได้ย่ามใจถึงเพียงนั้น คุณตาทวดของเขาอุตส่าห์ขยันขันแข็งเก็บหอมรอมริบ แล้วพวกมันมาปล้นกันง่าย ๆ แบบนั้นได้อย่างไร ไอ้พวกโจรไร้คุณธรรม!
“กว่าจะมีคนมาช่วยแก้มัด พวกมันก็เข้าป่าไปไกลแล้ว”
“แล้วตาทวดกับยายทวดทำยังไงต่อละครับยาย”
“จะทำยังไงได้ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำมาหากินกันต่อไป แต่มันก็ไม่เหลือกินเหลือเก็บเหมือนแต่ก่อน เพราะยายมีพี่น้องตั้งเจ็ดคน ต่างก็อยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอนกันทั้งนั้น ตาทวดต้องขายที่ดินทีละผืนจนหมดกว่าจะส่งลูกหลานเรียนจบกันทุกคน”
คนสมัยก่อนมักสอนลูกหลานว่าให้ตั้งใจเรียน เรียนสูง ๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคนไม่ต้องลำบากมาทำนาทำไร่ รุ่นคุณตาคุณยายอาจจะไม่ได้เรียนสูงนัก พอจบปอสี่ก็ออกมาทำนาทำไร่ ทุกวันนี้บางครอบครัวก็ยังทำการเกษตร บางคนก็ไปใช้แรงงานที่ต่างประเทศส่งเงินกลับมาให้ครอบครัว สุดท้ายได้บ้านหลังใหญ่เวอร์ ๆ หนึ่งหลัง กับรถสักคันหนึ่ง แล้วก็กลับมาทำไร่เหมือนเดิม
แต่รุ่นหลานก็คือรุ่นแม่ของปฏิพัทธ์นั้นจบปริญญาตรีกันทุกคน ส่วนใหญ่จะรับราชการ มีบางคนทำงานบริษัทเอกชน พอมาถึงรุ่นเหลนอย่างปฏิพัทธ์กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีได้ แม่ก็เป็นหนี้สหกรณ์ครูไม่รู้เท่าไรถึงจะส่งลูกชายทั้งสามคนจนจบ พวกเขาสามพี่น้องทำงานในบริษัทเอกชนเพราะคิดว่าเงินเดือนสูงกว่า แต่ทว่าชีวิตในเมืองใหญ่ ค่าครองชีพที่สูงลิ่วก็ทำให้พวกเขาชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำงานได้ไม่กี่ปี พี่ชายคนโตก็บ๊ายบายบางกอก หอบกระเป๋ากลับบ้านนอกต่างจังหวัดไปทำไร่บนที่ดินของปู่ที่ทิ้งไว้ให้พ่อก่อนตาย ส่วนพี่ชายคนรองย้ายไปตั้งรกรากที่แคนาดา คนนี้ไม่ได้บอกลาแค่บางกอก แต่บอกลาประเทศนี้ไปเลยจ้ะ ไม่อยู่แล้ว เหลือแต่ปฏิพัทธ์นี่แหละที่ยังเป็นกรรมกรในห้องแอร์อยู่ในเมืองหลวง
เมื่อปีก่อนยายทองไพรำของปฏิพัทธ์จากไปอย่างสงบด้วยโรคชรา ตามคุณตาไปอยู่ดาวดวงอื่นเสียแล้ว ตอนนี้ที่บ้านก็เหลือแค่พ่อกับแม่ที่แก่ตัวลงทุกวัน การจากไปของยายทำให้ปฏิพัทธ์ตระหนักถึงยามที่มีชีวิตอยู่ว่าเราควรจะใช้เวลากับคนที่รักให้คุ้มค่าเพราะไม่รู้จริง ๆ ว่าจะต้องจากกันวันไหน จากตายเพราะชราอย่างยายก็ดีไป แต่ถ้าตายแบบไม่ได้ตั้งใจไม่รู้เนื้อรู้ตัวล่ะ ปฏิพัทธ์จึงเทียวกลับบ้านทุกเดือนเพราะอยากใช้เวลากับพ่อแม่ อีกอย่างเพราะเขาเองก็เบื่อความวุ่นวายในเมืองใหญ่ด้วยแหละ และที่สำคัญก็คิดถึงบรรยากาศตอนที่ยายยังอยู่
“คิดถึงยายจัง”
ปฏิพัทธ์ผูกพันกับยายมากเพราะท่านเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ เขาชอบให้ยายเล่าเรื่องราวของตาทวดให้ฟังก่อนนอนเพราะมันทำให้รู้สึกว่าครอบครัวของเขามั่งคั่งร่ำรวย อย่างน้อยก็ตอนอยู่ในความฝัน
ทุกครั้งที่เขาเหนื่อยกับงานหรือรำคาญเจ้านายมาก ๆ เขาก็มักจะสบถว่า ‘ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ กูจะไม่ยอมให้ไอ้พวกโจรฉิบหายมันมาปล้นเด็ดขาด’ ไม่อย่างนั้นป่านนี้ได้เป็นทายาทเศรษฐีไปแล้ว
