บทที่ 10 ญาติผู้ใหญ่
“ได้จ้ะ ๆ” แสนรีบพยักหน้าอย่างตามใจ เมียขออะไรก็ให้หมด
ครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีสมาชิกห้าชีวิตนั่งเล่นคุยเล่นกันอีกสักพักก็ชวนกันขึ้นเรือนเพราะน้ำค้างเริ่มลง แสนรักเดินตรงไปเข้าห้องนอนของพ่อกับแม่อย่างไม่ลืมว่าคืนนี้แม่บอกจะนอนกอดกัน และแน่นอนว่าลูกชายคนโตกับคนรองอย่างสิบหมื่นกับขจรก็ได้สิทธิ์นั้นด้วย
บนเตียงหลังย่อมที่แสนใช้ไม้สะเดาในนามาเลื่อยต่อเองบัดนี้มีสิ่งมีชีวิตเต็มพื้นที่ คนสาม แมวหนึ่ง กระต่ายอีกหนึ่ง แสนรักนอนตรงกลางกอดพี่ชายไว้ทั้งสองข้าง ขนาบข้างซ้ายด้วยพ่อและทางขวาเป็นหม่ามี้
“หลับฝันดีนะลูก”
ปฏิพัทธ์โน้มใบหน้ามาจุมพิตหน้าผากของแสนรักอย่างเอ็นดู หนูน้อยยิ้มหวานเพราะแม่ไม่เคยทำแบบนี้ แต่ก็รู้สึกดีมาก ๆ จนอยากให้พ่อได้รู้สึกเหมือนกันบ้าง
“หอมพ่อด้วยสิจ๊ะหม่ามี้” เด็กน้อยร้องขอตาใส ส่วนคนถูกลูกขอแทนจากใจก็เฝ้ารอ ส่งสายตาระยิบระยับยิ่งกว่าแสงจากหิ่งห้อยบนต้นเชอร์รีป่าเสียอีก
ปฏิพัทธ์ตัดสินใจโน้มใบหน้าไปหา แล้วหอมแก้มสามีเบา ๆ หนึ่งที แต่มันทำให้ค่ำคืนนี้ช่างแสนอบอุ่น หลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็เข้าสู่นิทรา ปฏิพัทธ์เองก็หลับฝันดี เพราะพรุ่งนี้เขาจะได้พบกับคนที่แสนคิดถึง
“ยายจ๋า พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันแล้วนะจ๊ะ”
“น้าสมรักหายไข้แล้วหรือจ๊ะ”
เด็กหญิงทองไพรำวัยสิบขวบนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ที่พื้นนอกชานเรือนหลังใหญ่ยกใต้ถุนสูง สองมือเล็กกอบกุมมือของปฏิพัทธ์ในร่างของสมรัก ดวงตากลมโตจับจ้องใบหน้าสวยที่เธอชอบมองอย่างห่วงใยและคิดถึงเพียงไม่ได้เจอกันแค่สองวันเท่านั้น
“หายแล้วจ้ะ” ปฏิพัทธ์เอื้อมมือไปเชยปลายคาง กวาดตามองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เริ่มมีผดสิวสาวขึ้นที่หน้าผาก ดวงหน้าเล็กนั้นมีเค้าของยายทองไพรำที่เขาคิดถึงจนอยากจะโผเข้ากอด “คิดถึงจัง”
แต่เด็กหญิงทองไพรำกลับโผเข้ากอดปฏิพัทธ์เสียเอง และยังส่งเสียงอ้อน “เมื่อวานตอนพ่อเล่าว่าน้าโดนผีเข้า หนูเป็นห่วงมากเลยจ้ะ แต่พ่อก็เฉลยทีหลังว่าแค่เข้าใจผิด ที่จริงน้าสมรักเป็นไข้”
ปฏิพัทธ์หัวเราะ ขยี้ศีรษะเด็กหญิงอย่างเอ็นดู พลางก็คิดว่ายายทองไพรำของเขาในวัยเยาว์ช่างน่ารักเหลือเกิน
“เย็นนี้น้าสมรักอยู่กินข้าวกับหนูนะจ๊ะ น้าแสนกับแสนรักด้วย” ท้ายประโยคทองไพรำหันไปชวนแสนที่คุยอยู่กับพ่อของตนโดยมีแสนรักนักอยู่บนตัก
“แม่ทับทิมกำลังหุงข้าว อยู่กินด้วยกันเสียที่นี่แหละจะได้ไม่ต้องกลับไปทำให้เสียเวลา” เลียมเห็นด้วยกับลูกสาวจึงสนับสนุนก่อนที่แสนจะเอ่ยปากปฏิเสธ
“อย่างนั้นฉันไปช่วยยายทวด เอ่อ พี่ทับทิมในครัวนะจ๊ะ”
ปฏิพัทธ์ขันอาสา เพราะอยากเจอหน้ายายทวดทับทิมตอนสาว ๆ คงสวยน่าดู ยายทองไพรำถึงได้น่ารักถึงเพียงนี้
“หนูทองพาน้าเขาไปสิลูก” เลียมจึงพเยิดหน้าบอกลูกสาว
“จ้ะพ่อ”
เมื่อเห็นว่าแม่จะเข้าครัว ส่วนพ่อก็คุยกับผู้ใหญ่ แสนรักจึงขอไปเล่นยิงลูกแก้วกับลูก ๆ ของเลียมที่เล่นกันอยู่ใต้ถุนบ้าน
“หนูลงไปเล่นยิงลูกแก้วกับพวกพี่ ๆ ได้ไหมจ๊ะพ่อ ได้ไหมจ๊ะหม่ามี้”
“ได้สิลูก” แสนกับปฏิพัทธ์เอ่ยอนุญาตพร้อมกัน ในขณะที่ทองไพรำเลิกคิ้วเพราะสะดุดหูที่แสนรักเรียกแม่ว่าหม่ามี้
“หม่ามี้? หม่ามี้คืออะไรหรือจ๊ะน้าสมรัก”
ปฏิพัทธ์ยิ้มเอ็นดูในความอยากรู้อยากเห็นของทองไพรำ “หม่ามี้แปลว่าแม่จ้ะ”
“ว้าว ภาษาประกิตหรือจ๊ะ”
“ใช่แล้ว”
“แสนรักเก่งจัง ไปเรียนที่ไหนมาหรือ”
“หม่ามี้สอนให้เรียกจ้ะพี่ทอง” แสนรักกระโดดลงจากตักพ่อแล้วยืดอกเล็ก ๆ ขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ
“มันเปิ๊ดสะก๊าดสุด ๆ ไปเลยจ้ะ”
ปฏิพัทธ์หัวเราะลั่น คิดถึงคุณยายทองไพรำตอนแก่ขึ้นมาทันที เขาจึงบอกกับเด็กหญิงทองไพรำ
“ถ้าหนูทองอยากเปิ๊ดสะก๊าดล่ะก็ ต่อไปถ้ามีลูกสาวก็ตั้งชื่อให้ว่าเพนนีสิจ๊ะ”
“เพนนีแปลว่าอะไรหรือจ๊ะ”
“เพนนีเป็นหน่วยเงินย่อยสุดในหลายประเทศทั่วโลกที่เขาใช้กัน จำไว้นะจ๊ะ”
“เพนนี… หนูชอบชื่อนี้จ้ะ ถ้ามีลูกสาวหนูจะตั้งชื่อให้ว่าเพนนี แล้วถ้ามีลูกหรือว่าหลานชายจะตั้งชื่อว่าอะไรดีละจ๊ะน้าสมรัก”
ปฏิพัทธ์ได้ยินดังนั้นก็คิดถึงยายขึ้นมาอีกระลอก เพราะนอกจากชื่อเพนนีที่ยายตั้งให้แม่แล้ว ชื่อเลิฟของเขายายก็เป็นคนตั้งให้ ผู้ที่เดินทางย้อนเวลามาไกลจึงหลุบมองญาติผู้ใหญ่วัยกระเตาะด้วยแววตาแห่งความสุขและความคิดถึงที่มีต่อยายผู้ล่วงลับ
“ตั้งชื่อว่าเลิฟสิ เลิฟแปลว่ารัก”
“เลิฟ… ว้าว ฟังดูเปิ๊ดสะก๊าดมากเลยจ้ะ หนูจะตั้งชื่อหลานว่าเลิฟจ้ะ”
แล้วทองไพรำก็คล้องแขนปฏิพัทธ์พากันเข้าครัวที่อยู่ทางหลังเรือน เสียงคุยเจื้อยแจ้วของทองไพรำยังดังลอยมาให้คนที่นั่งอยู่ตรงนอกชานเรือนได้ยิน เลียมกับแสนมองตามทั้งสองอย่างเอ็นดู คนหนึ่งเอ็นดูลูกสาว ส่วนอีกคนเอ็นดูเมียรัก
