บทที่ 11 วัยกระเตาะ
เรือนหลังใหญ่ของเลียมเป็นเรือนไทยแบบโบราณ ถึงแม้จะไม่ได้ปลูกตามแบบฉบับบ้านเรือนไทยที่ปฏิพัทธ์เคยเห็นตามพิพิธภัณฑ์ แต่มันก็ใหญ่โตโอ่อ่าด้วยใช้ไม้สักทั้งหลัง ห้องครัวอยู่ทางท้ายเรือน ไม่ได้แยกจากตัวบ้านเหมือนบ้านของแสน ยามทองไพรำจับจูงปฏิพัทธ์เดือนผ่านตัวเรือนหลังใหญ่ สายตาของเขาก็ลอบสำรวจไปทั่ว เครื่องเรือนเครื่องทองเหลืองที่ยายเคยเล่าว่าคุณยายทวดทับทิมสะสมไว้เต็มบ้านวางเรียงอยู่ในตู้ไม้หลังใหญ่บ่งบอกถึงความมั่งมี ปฏิพัทธ์ไม่ได้นึกอิจฉาหรือน้อยเนื้อต่ำใจที่พวกมันไม่ได้ตกทอดไปถึงหลานเหลนโหลนอย่างเขาอีกต่อไปแล้ว แต่กลับมีแรงฮึดสู้และอยากจะทำมาหาเก็บจนร่ำรวยเหมือนตาทวดกับยายทวดบ้าง
ไม่นานปฏิพัทธ์ก็เดินมาถึงครัว เขาเห็นควันจากกาบมะพร้าวลอยเอื่อยออกมาตามช่องฝาเรือน เมื่อเยี่ยมหน้าเข้าไปก็พบทับทิมในวัยสามสิบปีกำลังง่วนอยู่หน้าเตาอั้งโล่ เขาใช้เสี้ยวเวลานั้นจับจ้องไปที่ร่างอวบอิ่ม แต่ทว่านางก็เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว เสี้ยวหน้าด้านข้างคล้ายยายทองไพรำที่ปฏิพัทธ์จำได้ ความสวยก็ไม่แพ้กันเลยสักนิด
เมื่อไฟในเตาลุกโชนและกาบมะพร้าวไหม้จนไม่เหลือควัน ทับทิมก็หันกลับมาเพื่อเตรียมเด็ดผักบุ้ง แต่นางเหลือบมาเห็นลูกสาวกับปฏิพัทธ์เสียก่อน
“อ้าวสมรัก หนูทอง”
“น้าสมรักจะมาช่วยแม่ทำกับข้าวจ้ะ” ทองไพรำยิ้มแป้น แล้วจูงปฏิพัทธ์เข้าไปนั่งข้างแม่
“หายดีแล้วหรือสมรัก”
“หายดีแล้วจ้ะยายทวด เอ่อ พี่ทับทิม”
ทับทิมมองปฏิพัทธ์ยิ้ม ๆ เหตุเพราะสามีเล่าถึงสาเหตุที่คนตรงหน้าได้ไข้ให้ฟังว่าเพราะอะไร
“คราวหน้าคราวหลังก็บอกผัวเอ็งให้เบาแรงหน่อย อันที่จริงถ้าอยากให้ติดลูกง่ายไม่ต้องใช้แรงหรอก พี่จะบอกเคล็ดลับให้” แล้วทับทิมก็โน้มใบหน้ามากระซิบข้างหูปฏิพัทธ์เพื่อไม่ให้ลูกสาวที่ส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นได้ยิน
ปื้นสีแดงเรื่อกระจายขึ้นมาบนซีกแก้มของปฏิพัทธ์ในทันใด เพราะสิ่งที่ยายทวดบอกคล้ายส่วนหนึ่งในตำรากามสูตรที่เขาเคยอ่าน มิน่าเล่าตาทวดกับยายทวดถึงได้มีลูกหัวปีท้ายปี
“เอ็งลองเอาไปใช้ดู”
“จ้ะ”
ปฏิพัทธ์รับคำยิ้ม ๆ แล้วเงยหน้ามองทับทิมด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจเหมือนได้ใกล้ชิดกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง แต่จะว่าไปที่เขารู้สึกเช่นนั้นก็คงไม่แปลกเพราะนางก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของเขาจริง ๆ
หลังจากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันทำอาหารเย็นโดยมีทองไพรำเป็นลูกมืออีกคน โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ ปฏิพัทธ์อยู่กับยายและท่านสอนให้ทำอาหารหลายอย่าง แล้วรสชาติก็เหมือนกับที่ทับทิมทำไม่มีผิดเพราะได้รับถ่ายทอดกันมา วันนี้ทับทิมจึงชมไม่ขาดปากว่าปฏิพัทธ์มีฝีมือทำอาหารที่พัฒนาขึ้นมาก เมื่อก่อนรสมือไม่ใช่แบบนี้เพราะย้ายมาจากต่างถิ่นต่างหมู่บ้านที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมต่างกัน รวมทั้งรสชาติอาหารก็ทำต่างกันด้วย
เมื่ออาหารเย็นพร้อมทุกคนก็มานั่งล้อมวงกันบนแคร่หน้าบ้าน ทับทิมมีญาติสนิทที่อยู่บ้านติดกัน ทางนั้นก็ยกสำรับมาร่วมวงด้วย อาหารเย็นมื้อนี้จึงเอร็ดอร่อยเพราะมีกับข้าวหลากหลาย เด็ก ๆ ถูกแยกไปนั่งอีกวงคุยกันถกเถียงกันเสียงขรม ส่วนผู้ใหญ่ก็ล้อมวงอยู่ด้วยกัน
“ปีนี้ข้าวเปลือกราคาดี ปีหน้าข้าว่าจะทำนาเพิ่มอีกสักยี่สิบไร่”เลียมเล่าในวงข้าวว่าเขาเพิ่งซื้อที่นาเพิ่มจะปลูกข้าวในปีถัดไป “ส่วนที่หลังบ้านเอ็ง ข้าให้เอ็งเช่าปลูกผักเพิ่มเอาไหมแสน”
“เอาจ้ะทิดเลียม ให้ตรงไหนฉันก็เอาทั้งนั้นแหละจ้ะ ฉันทำไหว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เห็นทีเงินสิบหมื่นเอ็งคงเก็บได้ภายในปีหน้ากระมัง”
“ยังหรอกจ้ะ คงอีกหลายปี แต่ฉันก็จะทำงานให้มากขึ้น”
ปฏิพัทธ์ฟังบทสนทนาของตาทวดกับแสนและชาวบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันพลันก็ครุ่นคิดถึงโคกหนองนาที่เขาเคยศึกษา ที่ดินหลังบ้านนั่นน่าจะราวสักไร่กว่า ๆ น่าจะทำได้สบาย เขาจึงเสนอระหว่างที่ทั้งสองและลูกอีกสามเดินกลับบ้าน
“พี่แสนจ๊ะ ที่หลังบ้านเราทำโคกหนองนากันดีไหมจ๊ะ”
“โคกหนองนา? จะทำทำไมมันก็มีอยู่แล้ว โคกตรงที่เราปลูกบ้าน ส่วนหนองน้ำก็อยู่ทางท้ายไร่ของทิดเลียม ที่นาทิดเลียมก็มีหลายร้อยไร่ เรายังเช่าทำสิบกว่าไร่ แล้วเอ็งจะทำโคกหนองนายังไงพี่ไม่เข้าใจ”
‘โอ้ว คนยุคนี้คงยังไม่เคยได้ยินสินะ’
“มันไม่ใช่โคกหนองนาแบบนั้น เอ… จะอธิบายยังไงดี” แล้วปฏิพัทธ์ก็กระตุกมือแสนรักที่ขี่คอพ่ออยู่ “หนูมีดินสอกับกระดาษไหมลูก”
“มีจ้ะหม่ามี้”
“อย่างนั้นถึงบ้านแล้วหม่ามี้ขอยืมหน่อยนะ จะวาดโคกหนองนาให้ปะป๊าดู”
“ปะป๊า?”
“ก็พ่อแสนไง” ปฏิพัทธ์ชี้ไปที่แสนที่กำลังทำหน้างงวยไม่ต่างจากลูกชาย
“ปะป๊า แปลว่าพ่อ หม่ามี้ แปลว่าแม่ไงจ๊ะ” ปฏิพัทธ์จึงไขข้อข้องใจให้
“อ๋อ ปะป๊า หม่ามี้” แสนรักชี้พ่อแล้วก็ชี้แม่ ก่อนจะชี้หน้าตัวเอง “แล้วลูกล่ะจ๊ะ เรียกว่าอะไร”
“ลูกเหรอ? ลูกก็เรียกว่า…” ปฏิพัทธ์มองใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกชาย ตอนนี้ดวงตาใสแป๋วส่องมาที่เขาแข่งกับดวงดาวบนฟ้า “เรียกว่าเจ้าหมูอ้วนนะซี” ปฏิพัทธ์แกล้งจี้เอวลูกชายอย่างมันเขี้ยว “กินเก่งจนตัวกลมแล้วเห็นไหม มาให้หม่ามี้ฟัดเสียดี ๆ”
แล้วแสนรักก็หัวเราะคิกคัก มือป้อมที่กอดคอพ่อออกแรงเขย่า “ปะป๊าหนีเร็วเข้า คิก ๆ”
แสนก็ประสมโรงเล่นกับลูกกับเมียด้วย “จับดี ๆ นะ ปะป๊าจะวิ่งแล้ว”
แล้วแสนก็พาลูกชายวิ่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา โดยมีสิบหมื่นกับขจรวิ่งตามดักหน้าดักหลัง ส่วนปฏิพัทธ์ก็แกล้งขู่
“หนีไม่พ้นหรอก มาให้หม่ามี้ฟัดพุงซะดี ๆ”
