บทที่ 14 เถ้าแก่เนี้ยะคนเก่ง

ทำลูกเมื่อพร้อม

วันนี้ร้านข้าวแกงของปฏิพัทธ์คึกคักเป็นพิเศษเพราะมีคาราวานพ่อค้าเดินทางมาจากทางภาคอีสานผ่านหมู่บ้านของเขาเพื่อที่จะไปซื้อของที่ชายแดนด่านเจดีย์สามองค์ติดกับพม่า หัวหน้าคาราวานที่เรียกกันว่านายฮ้อยพาขบวนวัวควายลากเกวียนแวะมาฝากท้องที่ร้าน

“ฉันได้ยินเสียงร่ำลือตั้งแต่ก้าวเข้าเขตเมืองกาญจนบุรีว่าข้าวแกงบ้านแสนรักเอร็ดอร่อยนัก ก็เลยพาขบวนแวะมาทางนี้” นายฮ้อยว่าพลางก็ส่งยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวประดับอยู่บนใบหน้าคร้ามแดด พวกเขาคงเดินทางมาไกลท่ามกลางแดดของฤดูร้อน

“เชิญนั่งก่อนจ้ะนายฮ้อย ดื่มน้ำเย็น ๆ ให้หายเหนื่อยก่อน”

เมื่อเหล่าพ่อค้าและลูกหาบได้ดื่มน้ำหอมเย็นชื่นใจก็ออกปากชม

“น้ำลอยดอกมะลิหอมชื่นใจดีแท้พ่อคุณ แล้วสีชมพูนี่อะไร”

“อุทัยทิพย์จ้ะ ช่วยดับกระหายแก้ร้อนใน”

“มิน่าเล่า ดื่มแล้วชื่นใจแท้ ข้าขอซื้อสักถังไว้เป็นเสบียงระหว่างทางได้หรือไม่”

“ไม่ต้องซื้อต้องหาหรอกจ้ะ ประเดี๋ยวฉันให้ลูกชายเก็บดอกมะลิหลังบ้านให้ ส่วนน้ำอุทัยทิพย์จะแบ่งใส่ขวดเล็ก ๆ ให้นะจ๊ะ ระหว่างทางนายฮ้อยก็ใช้หยดใส่น้ำดื่มแค่สองสามหยดก็ดื่มกันได้ทั้งวันแล้วแหละจ้ะ”

“มีน้ำใจจริงพ่อคุณ ขอบใจ ขอบใจ”

แล้วปฏิพัทธ์ก็หันไปสั่งลูก ๆ “แสนรัก สิบหมื่น ขจร พวกหนูไปช่วยกันเก็บดอกมะลิสักสองสามกำมือนะลูก เอาห่อใบตองมาให้เรียบร้อย แล้วเอามาให้ลุงเขานะจ๊ะ”

“จ้ะ หม่ามี้”

สามพี่น้องวิ่งจู๊ดไปทำตามคำสั่ง จึงไม่มีคนช่วยแม่ตักกับข้าวให้ลูกค้าที่มากับคาราวานนายฮ้อย ทองไพรำที่ตั้งใจจะมาช่วยเช่นทุกวันเพราะรู้ว่าตอนเย็นอย่างนี้ปฏิพัทธ์จะยุ่งมาก เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาช่วยทันที

“หนูช่วยนะจ๊ะน้าสมรัก”

“อ้าวหนูทอง มาพอดี ขอบใจนะจ๊ะ”

ทองไพรำยิ้มกว้างจนตามิดเพราะการได้มาช่วยปฏิพัทธ์ที่ร้านทุกเย็นเป็นความสุขอีกอย่าง ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงได้ผูกพันกับชายผู้นี้มากทั้ง ๆ ที่ไม่ญาติ โดยเฉพาะช่วงหลังจากวันที่หม่ามี้ของแสนรักถูกผีเข้า

“หนูชอบอยู่ใกล้ ๆ น้าสมรักจ้ะแม่ น้าสมรักตัวห้อมหอม แล้วก็ใจดีด้วยจ้ะ มีเรื่องสนุก ๆ เล่าให้หนูฟังทุกวัน น้าสมรักบอกว่ามันเป็นเหตุการณ์ในอนาคต” ทองไพรำเคยบอกกับทับทิมอย่างนั้นในวันที่ถูกแม่บ่นว่ามากวนน้าเขาบ่อยเกินไป

วันนี้แสนกลับมาจากปลูกมันสำปะหลังแล้วต้องแปลกใจที่เห็นเกวียนสามเล่มจอดเรียงกันอยู่หน้าบ้าน ชายหญิงแปลกหน้านับสิบกับวัวควายอีกฝูงหนึ่งคลาคล่ำอยู่รอบตัวภรรยาและลูก

“ที่รัก เกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะ” เขารีบมาถามปฏิพัทธ์ทันที

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะพี่แสน คาราวานของนายฮ้อยเขาแวะมากินข้าวที่ร้านเรา แล้วก็จะขออาศัยนอนสักคืนหนึ่งน่ะจ้ะ พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อ”

“อาศัยนอนรึ เรือนเราคับแคบจะนอนกันหมดได้อย่างไร”

“พวกเขาขอผูกเปลนอนริมสระหลังบ้านน่ะจ้ะ ตรงนั้นมีต้นไม้ใหญ่ให้ผูกเปลได้ เขาไม่ได้อาศัยนอนเปล่า ๆ หรอกนะจ๊ะ ยังจะจ่ายค่าที่พักให้อีกด้วย”

“ค่าที่พักหรือ?”

“ใช่จ้ะ ฉันคิดได้อีกอย่างหนึ่งแล้วนะพี่แสน เส้นทางนี้มีคาราวานพ่อค้าผ่านเดือนละครั้งถึงสองครั้ง ร้านเราก็อาหารอร่อย หากมีที่พักให้ เราจะมีรายได้เพิ่มนะจ๊ะ ฉันว่าจะทำหลังบ้านเป็นโฮมสเตย์”

“โฮมสเตย์? มันคืออะไร ไยเอ็งรู้จักอะไรพวกนี้ด้วย”

“ฉันก็ฟัง ๆ เขามาน่ะจ้ะ โฮมสเตย์ก็คือการที่เราแบ่งปันที่อยู่อาศัยให้แขกที่มาพัก เลี้ยงข้าวปลาอาหารแลกกับเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบว่าพึ่งพาอาศัยกัน อย่างคืนนี้เราให้พวกพี่ ๆ เขาพักนอน พรุ่งนี้เช้าฉันก็ทำอาหารเช้าให้กินกันให้อิ่มหนำ เก็บเฉพาะค่าอาหาร ส่วนที่พักเราก็ให้เขาผูกเปลนอนอยู่ในสวน แบบนี้ก็คุ้มเขาเพราะอย่างไรก็ต้องซื้อเสบียงอาหารระหว่างทางอยู่แล้ว แถมยังได้ที่พักฟรีเย็นสบาย เราก็ไม่ต้องคิดแพงมาก ถือว่าเอื้อเฟื้อต่อกัน วันหลังเขาผ่านมาก็จะแวะซ้ำ อาจจะบอกเพื่อนฝูงแบบปากต่อปาก อีกหน่อยบ้านเราก็จะเป็นที่กล่าวขาน ใครผ่านไปผ่านมาก็จะแวะทุกครั้ง”

แสนฟังแล้วก็คิดตาม พลางก็นึกชื่นชมภรรยาว่าเข้าใจหาช่องทางทำเงิน

“เอ็งนี่เก่งเหลือเกิน พี่ปลื้มใจแท้ที่มีเมียอย่างเอ็ง” ชมภรรยานัยน์ตาพราวระยับ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานตรากตำในไร่ทั้งวันหายเป็นปลิดทิ้ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป