บทที่ 9 ร่วมเรียงเคียงหมอน

หลังอาหารเย็นแสนก็ไล่ปฏิพัทธ์ให้ไปอาบน้ำเพราะหากมืดค่ำแล้วกลัวว่าเมียจะหนาวแล้วไข้กลับมาอีก ส่วนตัวเองอาสาเก็บจานชามไปล้าง หลังจากนั้นก็กวาดถูเรือนโดยมีแสนรักช่วยอีกแรง

ที่นี่อาบน้ำกันจากโอ่งที่อยู่ข้างบ้าน บริเวณนั้นมีซุ้มใบชะพลูไว้พรางสายตา แต่ก็ไม่ได้ถึงขึ้นมิดชิดนัก น้ำที่อาบก็ไหลตามร่องที่ขุดลงไปสู่แปลงไม้ดอกที่อยู่ถัดไป เรียกว่าใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

ที่บันไดก่อนขึ้นเรือนก็มีตุ่มใบย่อมใส่น้ำไว้เต็ม มีกระบวยที่ทำจากกะลามะพร้าวขัดจนเงาวางเอาไว้ ปฏิพัทธ์เห็นแสนรักใช้มันตักน้ำในตุ่มล้างเท้าก่อนขึ้นเรือน เขาก็ทำตาม

เสื้อผ้าของสมรักที่พับเก็บไว้ในตู้มีไม่มากนักและค่อนข้างเก่า แต่กระนั้นมันก็สะอาดสะอ้านและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ปฏิพัทธ์เลือกมาหนึ่งชุดที่คิดว่าน่าจะใส่นอนสบาย ประแป้งดินสอพองที่วางอยู่บนหลังตู้จนหน้านวล แล้วก็เดินลงไปนั่งเล่นรับลมอยู่บนแคร่ใต้ต้นเชอร์รีป่าโดยมีสิบหมื่นกับขจรคลอเคลียอยู่ใกล้ ๆ

“ไง พวกแก กินอิ่มแปล้เลยสินะ ท้องป่องเชียว”

ปฏิพัทธ์ลูบท้องสิบหมื่นที่มันมานอนอ้อนบนตัก ส่วนขจรกระโดดเหยง ๆ ไปเก็บเชอร์รี สักพักก็หอบกลับมาให้

พอพระอาทิตย์ตกดิน ความมืดก็เข้ามาเยือนทันที แสนที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยเดินลงจากเรือนมาสมทบโดยมีแสนรักประแป้งจนหน้าขาววอกขี่หลังมาด้วย

“เดี๋ยวพี่ไปก่อไฟให้”

เพราะไร้ไฟแสงสว่าง บนบ้านก็ใช้ตะเกียง ตอนกลางคืนแสนจึงต้องก่อไฟเอาไว้เพื่อให้แสงสว่างบริเวณหน้าบ้าน อีกทั้งยังช่วยไล่ยุงและแมลง ไม่นานเขาก็กลับมานั่งข้าง ๆ ปฏิพัทธ์บนแคร่พร้อมกับซังข้าวในมือ

บ้านหลังเล็กในไร่ไร้แสงสีเสียงเยี่ยงถิ่นที่ปฏิพัทธ์จากมา ที่นี่มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรขับขานประสานกับเสียงปี่จากซังข้าวที่แสนเอามาเป่าเล่นกับลูก เพียงเท่านั้นเด็กชายแสนรักก็มีความสุขสนุกสนาน ล้อเล่นกับพี่ ๆ อยู่รอบแคร่ใต้ต้นเชอร์รีป่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใส

บนต้นไม้มีหิ่งห้อยนับร้อยบินอ้อยอิ่ง แสงริบหรี่บนตัวมันให้บรรยากาศโรแมนติกอย่างไม่ต้องปรุงแต่ง ปฏิพัทธ์ขยับเข้าไปนั่งใกล้ ๆ กับแสนที่ตอนนี้กำลังเป่าซังข้าวเป็นเสียงดนตรี พลางก็คิดว่าผู้ชายคนนี้ก็โรแมนติกดีเหมือนกัน

“หนาวไหม เอ็งเพิ่งหายไข้ ใส่เสื้อหนาหน่อยดีกว่า”

แสนถอดเสื้อม่อฮ่อมของตัวเองมาห่มให้เมีย เผยแผงอกเปลือยเปล่ากร้านแดดจนมันเป็นสีแทนล้อกับแสงจากกองไฟ

“แล้วพี่ไม่หนาวหรือไง?”

แสนยังไม่ได้ดึงมือที่ห่มเสื้อให้ปฏิพัทธ์กลับไป เมื่อเมียถามอย่างนั้นเขาก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม พลางกระชับวงแขนดึงร่างเมียเข้าไปกอด

“กอดเอ็งก็ช่วยให้คลายหนาว คืนนี้เรานอนกอดกันนะที่รัก” ท้ายประโยคแสนกระซิบเสียงเบาลงเพื่อไม่ให้ลูกชายได้ยิน

แก้มของปฏิพัทธ์เห่อร้อนขึ้นมาทันที ปกติยามถูกผู้ชายเกรี้ยวพาราสีก็ไม่เคยเสียอาการถึงเพียงนี้ แต่กับผู้ชายคนนี้แปลกจังทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันวันแรก ชายหนุ่มผู้ย้อนเวลากลับมาช้อนตาขึ้นมองชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเจ้าของร่างอย่างพินิจพิเคราะห์ก็สรุปเอาเองว่าเป็นเพราะสายใยที่ยังหลงเหลือจากเจ้าของร่างราวกับสมรักต้องการฝากฝังว่าจงรักษาเขาไว้ให้มั่นแทนตัวเองที่จากไป

“หนูกอดด้วยคนได้ไหมจ๊ะ”

แต่แสนรักที่ย่องเข้ามาใกล้ตอนไหนก็ไม่รู้พุ่งตัวเข้ามากอดพ่อกับแม่ เอาคางวางไว้บนอกของปฏิพัทธ์แล้วกะพริบตาปริบ ๆ อย่างออดอ้อน

ปฏิพัทธ์กอดตอบ พลางก็โยกตัวไปมา เมื่อตอนหัวค่ำหลังจากที่อาบน้ำ เขาลองเดินสำรวจภายในบ้านก็พบว่าบ้านไม้หลังนี้มีสองห้องนอนกับหนึ่งห้องโล่ง ๆ ที่อยู่ถัดจากชานเรือนเข้าไป ห้องหนึ่งเป็นห้องที่เขาตื่นขึ้นมาเมื่อตอนสาย ส่วนอีกห้องน่าจะเป็นห้องนอนของแสนรักกับพี่ ๆ ทั้งสอง แสนคงทำห้องแยกให้ลูกเพื่อจะได้ทำลูกคนต่อไปได้ถนัด

“อย่างนั้นคืนนี้เรามานอนกอดกันทั้งห้าคนเลยดีไหมครับ”

ปฏิพัทธ์เสนอ เพราะหากจะให้เขานอนร่วมเตียงกับแสนเพียงลำพังตั้งแต่คืนนี้ก็คิดว่าคงจะเคอะเขินอยู่พอสมควร นอนรวมกันทั้งหมดนี่แหละ

“เย้ คืนนี้หนูจะนอนกอดหม่ามี้ทั้งคืนเลย”

เจ้าเด็กนี่ก็น่ารักเหลือเกินในความรู้สึกของปฏิพัทธ์ บริสุทธิ์สดใสราวกับผ้าขาว เขาอดที่จะคิดต่อไม่ได้ว่าไม่อยากให้แสนรักต้องลำบากในอนาคต แสนกับสมรักก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกันถึงได้ขยันทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว ว่าแต่… จะต้องทำอย่างไรละถึงจะร่ำรวยขึ้นมาได้ หรือเขาควรไปศึกษาจากตาทวดเลียมดี

“พี่ พรุ่งนี้เราไปเยี่ยมตาทวด เอ่อ ทิดเลียมดีไหมจ๊ะ”

“ไปเยี่ยมทำไมหรือ ทิดเลียมเป็นอะไร”

“ฉันหมายถึงไปเยี่ยมเยียน”

“อ้อ… เอ็งคงคิดถึงหนูทองไพรำละสิ วันนี้ไม่ได้เจอ ทิดเลียมคงห้ามไม่ให้มาเพราะกลัวจะติดไข้จากเอ็ง”

ปฏิพัทธ์เบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินชื่อของยาย “หนูทองไพรำเหรอจ๊ะ เธอมาที่นี่ทุกวันเลยหรือ”

“อืม หลังโรงเรียนเลิกหนูทองก็แวะมาหาเอ็งประจำนั่นแหละ ติดเอ็งจะตายไป”

ปฏิพัทธ์ยิ้มกว้าง แล้วเขย่าแขนแสน “ฉันคิดถึงยาย เอ่อ หนูทองไพรำ พรุ่งนี้พี่พาฉันไปหาเธอหน่อยนะจ๊ะ”

“ได้จ้ะ ๆ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป