บทที่ 6 บทที่ 5
บทที่ 5
ความเกรงใจในความปรารถนาดีของแฟนหนุ่ม กลายเป็นพันธนาการเส้นบางที่ทำให้ซิลเวอร์ไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้เต็มคำ บัณฑิตหนุ่มหน้าหวานจึงจำต้องยอมปล่อยให้ชายหนุ่มผู้คลั่งรักจับจูงมือเดินเคียงคู่กันลงมาเบื้องล่าง เพื่อเผชิญหน้ากับประมุขทั้งสองของบ้าน และบุคคลสำคัญอีกคน... คู่หมั้นสาวไส้ของพี่ชายคนโต
กึก...
ริมฝีปากบางน่าสัมผัสของซิลเวอร์เผลอขบกัดเข้าหากันแน่นอย่างลืมตัว วินาทีที่นัยน์ตาคู่สวยชวนมองปะทะเข้ากับภาพของใครอีกคนที่นั่งเคียงข้างวายุ ถัดไปจากบิดามารดาของสองพี่น้อง ทั้งที่เจ้าของตำแหน่งน้องสะใภ้ป้ายแดงพยายามทำใจดีสู้เสือเอาไว้ล่วงหน้า ทว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายกลับไม่รักดีเอาเสียเลย มันบีบรัดจนเกิดกระแสความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาดื้อๆ ยิ่งเห็นอาจารย์หนุ่มมาดร้ายส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้พลางจงใจวาดลำแขนโอบไหล่คนข้างกายอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ ความรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาก็ตีตื้นขึ้นมาเล่นงานจนแทบกลั้นไว้ไม่อยู่
“อ้าว มากันแล้วเหรอตาน้ำ มาๆ พาแฟนมาทานข้าวกันเร็วลูก”
น้ำเสียงอาทรของผู้เป็นมารดาเอ่ยทักทักขึ้น พลางปรายสายตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดูมายังคนข้างกายลูกชายคนเล็ก กระแสความอบอุ่นนั้นช่วยฉุดรั้งเด็กหนุ่มใบหน้าหวานละมุนให้หลุดพ้นจากภวังค์อันแสนทุกข์ระทม
“เอ่อ... สวัสดีครับคุณพ่อคุณแม่”
ซิลเวอร์พยายามสูดหายใจลึก สะกดกลั้นทุกความรู้สึกดำมืดในใจลงไปให้มิด ก่อนจะส่งยิ้มหวานพร้อมยกมือขึ้นไหว้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ทั้งสองที่คอยมอบความเมตตาให้เขาเสมอราวกับลูกแท้ๆ อีกคน
“รับไหว้เถอะลูก... เจ้าลูกชายคนดีของแม่เนี่ย คลั่งรักแฟนเสียจนกักตัวไว้ข้างบน ไม่ยอมปล่อยให้ลงมาเจอหน้าพ่อกับแม่เลยนะ”
กระแสเสียงค่อนขอดปนหยอกเย้าของมารดาทำเอาอดีตนักกีฬามหาวิทยาลัยร่างล่ำถึงกับต้องยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ ใบหน้าคมสันขึ้นสีเรื่อเล็กน้อยก่อนจะอ้อมแอ้มตอบกลับไป
“โธ่... ผมไม่ได้ทำอะไรแบบที่คุณแม่คิดสักหน่อยครับ พอดีเรากำลังช่วยกันเคลียร์เรื่องงานอยู่น่ะครับ”
เสียงหัวเราะร่วนของประมุขทั้งสองดังขึ้นพร้อมกันทันที เมื่อได้เห็นลูกชายคนเล็กของบ้านออกอาการขัดเขินขัดกับบุคลิกห้าวหาญ ซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยากยิ่ง
ในขณะที่คู่รักของฝั่งลูกชายคนโตกลับทำเพียงนั่งมองบรรยากาศนั้นด้วยความเงียบเชียบ ทว่านัยน์ตาของทั้งคู่กลับฉายแววความคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ก่อนที่คนข้างกายของวายุจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะซิน สบายดีไหม”
“อืม สบายดี แล้วนายล่ะ”
ว่าที่สะใภ้เล็กเอ่ยตอบพลางหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่แฟนหนุ่มช่วยเลื่อนให้อย่างเอาใจใส่ ซิลเวอร์ไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มหวานแทนคำขอบคุณไปให้นที โดยมีสายตาของคู่หมั้นหนุ่มมาดเฟียซของวายุที่นั่งฝั่งตรงข้ามจ้องมองมาด้วยแววตาเคลือบแคลงและไม่ชอบใจนัก แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสังเกตเห็น... ยกเว้นเพียงแต่วายุที่แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉย ทว่าสันกรามคมกลับเริ่มขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
“ก็ดี”
‘จิมมี่’ ตอบรับคำสั้นๆ อย่างถือตัว แน่นอนว่าเขากับซิลเวอร์ที่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่ในยามนี้ เคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนกันมาก่อน ทว่าบรรยากาศระหองระแหงบางอย่างกลับเด่นชัด ก่อนที่จิมมี่จะหมุนกายไปทำเสียงออดอ้อนหวานหยดใส่พี่ใหญ่ของบ้านในแบบที่น้อยครั้งจะทำ
“พี่ลมครับ... จิมอยากทานกุ้งจังเลย”
วายุที่อ่านกระแสสายตาและจริตของคู่หมั้นออก แอบยกยิ้มร้ายตรงมุมปากอย่างนึกสนุก ก่อนจะปรับเสียงให้อ่อนหวานนุ่มลึกชวนฟังตอบกลับไป
“ได้สิครับ... ‘คู่หมั้น’ อยากทานทั้งที พี่ต้องแกะให้ล่ะนะ”
อาจารย์หนุ่มจงใจเน้นย้ำคำว่า ‘คู่หมั้น’ อย่างหนักแน่นพลางปรายสายตาคมกริบข้ามฝั่งมายังคนตัวเล็ก ราวกับต้องการส่งศรคำพูดนั้นไปปักกลางอกให้หนำใจ และมันก็ได้ผลชะงัด... เมื่อในยามนี้เป้าหมายของเขา ซึ่งก็คือว่าที่น้องสะใภ้กำลังแสดงสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่เขาปรารถนาจะเห็น
ทว่าสิ่งที่ซิลเวอร์ทำได้ดีที่สุดคือการฝืนปั้นรอยยิ้มสดใสราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ในใจกำลังถูกบีบเค้นจนแทบแหลกสลายเป็นผุยผง ท่าทีพยายามเข้มแข็งนั้นยิ่งทำให้วายุได้ใจ ชายหนุ่มจงใจเพิ่มระดับความโปรยเสน่ห์ตอกย้ำความสัมพันธ์หวานชื่นกับคนข้างกายเพื่อประชดประชันคนตรงหน้าให้จมดิน
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางมื้อค่ำที่ฉากหน้าดูอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตา... หากแต่มันช่างสวนทางกับกระแสความทรมานที่กำลังกรีดลึกในใจของซิลเวอร์เหลือเกิน
