บทที่ 2 บทนำ

บทนำ

วังวนแห่งความเคลือบแคลง

ณ คอนโดมิเนียมหรูหราใจกลางมหานคร แหล่งรวมความศิวิไลซ์อันไร้ขีดจำกัด ตัวตึกสูงระฟ้าสว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนที่สะท้อนรับกับพลังงานความวุ่นวายเบื้องล่าง ถนนสายหลักคลาคล่ำไปด้วยการจราจรที่ติดขัดเป็นสายยาว ถัดไปเพียงไม่กี่ก้าวเดินคือย่านเริงรมย์ที่พรั่งพร้อมไปด้วยผับบาร์และแสงสีเสียงหลากสีสันคอยปรนเปรอผู้คนในยามค่ำคืน

ทว่าความตระการตาเหล่านั้นกลับไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของ ‘เหมันต์’ เลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งพาเอาความอึดอัดและกระแสความหวาดระแวงในตัวแฟนหนุ่ม มุ่งหน้ามายังห้องชุดสุดหรูแห่งนี้เพื่อหวังจะหาที่พึ่งพิงใจ

ความสนิทสนมระหว่างเขากับเจ้าของห้องมีมากเกินกว่าคำว่าเกรงใจ... มากเสียจนกระทั่งบานประตูเปิดออก แล้วภาพตรงหน้าคือเรือนร่างแกร่งของเพื่อนสนิทกำลังสาวสะโพกเข้าหาหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอย่างเร่าร้อนอยู่บนโซฟาตัวยาวกลางห้อง เหมันต์ก็ยังคงสืบเท้าเข้าไปด้านในอย่างไม่คิดจะหันหลังกลับ นัยน์ตากลมโตคู่สวยเหลือบมองกิจกรรมสวาทตรงหน้าเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเบนสายตาหลบไปทางตู้แช่ไวน์ราคาแพงราวกับว่าภาพอีโรติกเมื่อครู่เป็นเพียงการนั่งซ้อมเปียโนธรรมดาๆ เท่านั้น

"อ่าส์..."

เสียงครางต่ำอย่างสุขสมดังผสานไปกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อขยับเน้นย้ำอีกเพียงไม่กี่ครั้งก็สงบลง เป็นสัญญาณว่าบทรักชั่วข้ามคืนได้บรรลุถึงฝั่งฝัน ชายหนุ่มเจ้าของห้องหยิบเงินปึกใหญ่ยัดใส่มือคนงามพร้อมกระซิบสั่งความข้างใบหู ไม่นานนักร่างอรชรก็แต่งกายระเบียบเรียบร้อยแล้วก้าวออกจากห้องไป ทิ้งให้ภายในห้องเหลือเพียงชายหนุ่มเพื่อนสนิทสองคน

ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววติติงแกมตำหนิ ยามจ้องมองคนที่กำลังนั่งเอนกายเอกเขนกอยู่บนโซฟาหรูของตนอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรลูกครึ่งบึ้งตึงขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ ร่างกายกำยำลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แขนแกร่งยกขึ้นกอดอกทว่าสายตาคมกริบยังคงจับจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ยิ่งเห็นท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของแขกผู้มาเยือน อารมณ์คุกรุ่นก็ยิ่งทวีคูณ ปากหนาอ้าขึ้นหมายจะเอ่ยปากบ่นคาดโทษ ทว่ามือเรียวของเหมันต์กลับยกขึ้นกางกั้น เป็นเชิงปางห้ามญาติไม่ให้อีกฝ่ายได้เอ่ยคำใดออกมา

"ไท... อย่าเพิ่งบ่น แล้วก่อนอื่นเลย มึงช่วยไปหากางเกงมาใส่ดีๆ หน่อย จะมายืนเปลือยโชว์เพื่ออะไร"

เหมันต์เอ่ยพลางจุดรอยยิ้มชวนหลงใหลที่มุมปาก และใช่... รอยยิ้มนี้มักจะใช้ได้ผลกับ ‘ไทเลอร์’ เสมอ ทว่าไม่ใช่สำหรับครั้งนี้

"เสกสรรค์คำพูดดีจริงนะจ๊ะเหมเหม" ไทเลอร์ประชดเสียงแดกดัน พลางก้าวขาเดินไปหยิบกางเกงมาสวมใส่ให้เรียบร้อยตามคำบัญชา ดวงตาสีมรกตคู่นั้นยังคงเหลือบมองใบหน้าหวานของเพื่อนสนิทที่บัดนี้ฉายแววหม่นแสงลงจนเขาจับสังเกตได้ "แล้วยังไง จู่ๆ ก็โผล่มา กูโทรหาเป็นร้อยสายเสือกไม่รับ น่าเบื่อชะมัดพวกมีแฟนเนี่ย"

"เออ ทะเลาะกันมาอีกละสิ ถ้าไม่ทะเลาะกันกูคงไม่มีโอกาสได้เห็นหัวมึงหรอก"

คำพูดประชดประชันดังขึ้นอีกระลอก หากเป็นเหมันต์ในยามปกติคงจะอ้าปากเถียงกลับคำไม่ตกฟาก ทว่านาทีนี้เขากลับนิ่งงัน อารมณ์ดิ่งวูบจนไร้เรี่ยวแรงจะต่อปากต่อคำ

"ยังไม่ถึงขั้นทะเลาะ... แต่กูแค่สงสัย พักหลังมานี้สายฟ้าเปลี่ยนไปมาก เขาไม่ค่อยมีเวลาให้กูเลยไท"

"ไอ้พวกคุณหนูลูกคนรวยมันก็ชอบเอาแต่ใจ มีความลับเยอะแบบนี้แหละ กูเคยเตือนมึงแล้วไม่ใช่เหรอเหม" ไทเลอร์ว่าพลางใช้มือหนาหยิบขวดไวน์ขวดเดียวกับที่เหมันต์ถืออยู่ รินน้ำสีเข้มลงในแก้วเปล่าอีกใบ

"เคยเตือน... แต่มึงก็ลูกคนรวยเหมือนกัน ไม่เห็นมึงจะเป็นนิสัยแย่ๆ แบบนั้นเลย" เหมันต์พูดเสียงอ่อย แววตาไหวระริก

"เหอะ... มึงไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ากูไม่เหี้ยกูแค่เลือกที่จะดีกับคนที่กู..." ชายหนุ่มลูกครึ่งชะงักคำพูดของตัวเองไปเสียดื้อๆ จนคนฟังต้องเลิกคิ้วเรียวขึ้นเป็นเชิงตั้งคำถาม "เอาเป็นว่ากูเลือกปฏิบัติ มึงรู้แค่นั้นก็พอ กับคนสำคัญ... กูก็แค่ผ่อนปรนและยอมให้เขามากเป็นพิเศษ"

ดวงตาสีมรกตคู่งามไหววูบด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนลึก ทว่ามันก็เพียงชั่วพริบตาและเบาบางเกินกว่าที่เหมันต์ซึ่งกำลังจมดิ่งกับความทุกข์จะจับสังเกตได้

บทสนทนาเคล้าเสียงผ่อนลมหายใจดำเนินต่อไปเกือบค่อนคืน หากจะบอกว่าเป็นการนั่งระบายความอัดอั้นอยู่ฝ่ายเดียวก็คงไม่ผิดนัก ทว่าผู้รับฟังกลับเต็มใจที่จะโอบรับความทุกข์นั้นไว้ พร้อมปลอบโยนอย่างอ่อนโยนโดยไม่คิดจะแง่งอนเหมือนอย่างที่ปากร้ายๆ ของเขาพ่นออกมาเลยแม้แต่น้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป