บทที่ 4 บทที่ 3 : เปลี่ยนไป

บทที่ 3 : เปลี่ยนไป

คอนโดหรูระดับไฮเอนด์ใจกลางเมืองหลวง แหล่งรียูเนียนของความศิวิไลซ์ที่สว่างไสวด้วยแสงนีออนจากตึกระฟ้า ตัดกับแสงไฟหลากสีสันของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เบื้องล่าง โลเคชันระดับพรีเมียมที่เพียงแค่ก้าวขาออกจากตึก ก็พร้อมอัปเกรดเข้าสู่โหมดไนต์ไลฟ์ตามผับบาร์ชั้นนำได้อย่างง่ายดาย

ทว่าความหรูหราตรงหน้ากลับไม่ได้ช่วยให้จิตใจของ เหมันต์ สงบลงได้เลย

แม้ว่าก่อนหน้านี้อัสนีจะพยายามป้อนเหตุผลร้อยแปดเพื่อซัพพอร์ตพฤติกรรมของตัวเอง ทว่านัยน์ตากลมโตคู่สวยกลับยังคงมองเห็นข้อพิรุธและรอยร้าวสารพัดที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ความคลางแคลงใจในตัวแฟนหนุ่มทวีความรุนแรงจนอกแทบแตก และเพราะสเปซนี้ไม่มีเพื่อนสนิทคนไหนที่จะรองรับอารมณ์ดิ่งของเขาได้ดีเท่าเจ้าของห้องนี้อีกแล้ว ร่างโปร่งจึงเลือกที่จะแบกความระแวงทั้งหมด พุ่งตัวมาหาที่พึ่งหนึ่งเดียวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

ความสัมพันธ์ของพวกเขามันลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเกรงใจไปมาก...

หลักฐานชิ้นสำคัญคือวินาทีที่เรียวขาเพรียวก้าวผ่านประตูเข้ามา ภาพตรงหน้าคือเจ้าของห้องกำลังขยับสะโพกสอบตอกอัดความดุดันใส่กลางลำตัวของสาวสวยหุ่นเซ็กซี่ตรงโซฟาเบดกลางห้องอย่างเร่าร้อน ทว่าเหมันต์กลับไม่มีแม้แต่ความลังเลที่จะสืบเท้าเข้าไป หางตาคู่สวยเหลือบมองซิกเนเจอร์ซีนตรงหน้าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบนสายตาเดินเลี่ยงไปเปิดตู้เย็น คว้าขวดไวน์รสเลิศขึ้นมาเปิดดื่มอย่างหน้าตาเฉย ราวกับว่าฉากกิจกรรมอีโรติกเมื่อครู่เป็นเพียงแค่การนั่งซ้อมเปียโนธรรมดา ๆ

"อ่าส์..."

เสียงครางต่ำพลุ่งพล่านด้วยความสุขสมดังสะท้อนขึ้น พร้อมจังหวะเนื้อกระทบเนื้อดุดันอีกไม่กี่ครั้งก่อนทุกอย่างจะเทอร์มิเนตลง บ่งบอกว่าบทเพลงรักสุดเหวี่ยงได้บรรลุถึงปลายทาง ชายหนุ่มเจ้าของห้องหยิบเงินปึกใหญ่ยัดใส่มือคนงามอย่างรู้กัน ก่อนจะก้มลงกระซิบชิดใบหูด้วยจริตแพรวพราว ไม่กี่อึดใจ ร่างเย้ายวนของหญิงสาวก็อันตรธานออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบและบรรยากาศตึงเครียดระหว่างสองเพื่อนสนิท

ดวงตาสีเขียวมรกตคู่ทรงเสน่ห์ตวัดมองคนที่นั่งเอกเขนกเอนกายอยู่บนโซฟาหรูของเขาด้วยสายตาติดตำหนิ

ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรลูกครึ่งบูดบึ้งลงอย่างเห็นได้ชัด โมโหที่อีกฝ่ายถือวิสาสะเข้ามาขัดจังหวะไคลแมกซ์ ร่างกายกำยำขยับลุกขึ้นเต็มความสูง แขนแกร่งยกขึ้นกอดอก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแขกผู้มาเยือนอย่างไม่ลดละ ยิ่งเห็นท่าทีนิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ความหงุดหงิดในอกของหนุ่มลูกครึ่งก็ยิ่งทวีคูณ ปากหนาอ้าขึ้นเตรียมจะสาดคำพ่นด่า ทว่ามือเรียวของเหมันต์กลับยกขึ้นเบรกไว้ก่อนราวกับปางห้ามมาร

"ไท ขอร้องอย่าบ่น แล้วก่อนอื่นมึงควรไปหากางเกงมาใส่ซะ จะมายืนโทงเทงโชว์เพื่อ?"

คนชุดดำเอ่ยพร้อมรอยยิ้มชวนหลงใหล และใช่... มันทำงานกับ ไทเลอร์ ได้ผลเสมอมา ทว่าไม่ใช่สำหรับค่ำคืนนี้

"แล้วยังไง จู่ๆ ก็โผล่มา กูโทรหาเป็นร้อยสายเสือกไม่รับ น่าเบื่อนะไอ้พวกมีแฟนเนี่ย"

ไทเลอร์สวนกลับเสียงเรียบพลางไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก ขาแกร่งก้าวไปหยิบกางเกงมาสวมใส่ให้เข้าที่ ทว่านัยน์ตาสีมรกตคู่คมกลับลอบสังเกตใบหน้าสวยของเพื่อนสนิทที่บัดนี้หมองลงจนจับความรู้สึกได้ไม่ยาก

"เออ ทะเลาะกันมาสินะ ไม่ทะเลาะกันกูคงไม่เห็นหัวมึง"

กระแสเสียงประชดประชันสาดใส่睑 ๆ ถ้าเป็นในเวลาปกติเหมันต์คงตอกกลับไปให้เจ็บแสบ แต่วินาทีนี้อารมณ์ของเขามันดิ่งเกินกว่าจะเล่นสงครามประสาทด้วย

"ยังไม่ถึงขั้นทะเลาะ แต่กูแค่สงสัย พักหลังสายฟ้าเปลี่ยนไปมาก ไม่ค่อยมีเวลาให้กูเลย"

"ไอ้พวกลูกคนรวยมันก็ชอบเอาแต่ใจแบบนี้ กูเคยบอกมึงแล้วไม่ใช่เหรอ"

มือหนาของไทเลอร์หยิบขวดไวน์ขวดเดียวกับที่เหมันต์ถืออยู่ มารินลงแก้วใบว่างของตัวเองด้วยท่วงท่าเหนือชั้น

"เคยบอก แต่มึงก็ลูกคนรวย ไม่เห็นมึงนิสัยแบบนั้นนี่" เหมันต์ค้านเสียงอ่อย

"เหอะ มึงไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ากูไม่เหี้ย กูแค่เลือกจะดีกับคนที่..."

ถ้อยคำสุดท้ายสะดุดกึกกลางอากาศจนใบหน้าหวานต้องเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงคำถาม ทำให้คนตัวสูงต้องรีบสวิตช์ประเด็นหนีอย่างรวดเร็ว

"เอาเป็นว่ากูเลือกปฏิบัติ มึงรู้แค่นั้นก็พอ กับคนสำคัญกูก็แค่ดีกับเขาให้มากๆ"

แววตาของหนุ่มลูกครึ่งวูบไหวด้วยความเศร้าสร้อยที่พาดผ่านเพียงเสี้ยววินาที แต่มันก็เบาบางเกินกว่าที่เหมันต์ซึ่งกำลังจมดิ่งกับปัญหาตัวเองจะสะดุดใจ บทสนทนาเคล้ากลิ่นน้ำเมาจึงดำเนินต่อไปเกือบค่อนคืน หากจะบอกว่ามันคือการรองรับอารมณ์และรับฟังความอัดอั้นจากฝ่ายเดียวก็คงไม่ผิดนัก ทว่าคนฟังกลับเต็มใจที่จะปลอบโยนและโอบอุ้มความรู้สึกนั้นไว้ โดยไม่มีท่าทีแง่งอนเหมือนตอนแรกเลยสักนิด

ตัดภาพมาที่มุมมืดหน้าร้านอาหารกึ่งผับสไตล์โมเดิร์นแห่งหนึ่ง

ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มหน้าตาดีระดับพรีเมียมกำลังยืนพ่นควันบุหรี่สีหม่นเคล้าไปกับอากาศอย่างสบายอารมณ์ แฟชั่นที่เขาเลือกสวมใส่บ่งบอกสเตตัสการเป็นนักศึกษาได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสไตลิ่งทั้งหมดมันจะขัดใจอาจารย์ฝ่ายปกครองอย่างรุนแรงก็ตาม

เรือนผมสีน้ำตาลเข้มค่อนข้างยาวถูกมัดรวบไว้ลวก ๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ปอยผมบางส่วน—หรือจะพูดให้ถูกคือส่วนใหญ่ ไหลลงมาคลอเคลียปิดบังนัยน์ตาคู่คมและใบหน้าหล่อเหลาในบางจังหวะ ทว่าสำหรับพวกสาวรุ่นน้องหรือแม้แต่เพื่อนร่วมรุ่น ท่าทางสลัดผมแบบนั้นกลับเป็นเสน่ห์เหลือร้ายที่ดึงดูดสายตาได้อย่างชะงัด ไหนจะเสื้อนักศึกษาเนื้อดีที่ปลดกระดุมบนไร้ซึ่งเนกไท กางเกงสแลกแบรนด์หรูราคาแพงระยับที่ผิดระเบียบตั้งแต่แพตเทิร์น ยันรองเท้าสนีกเกอร์คู่ลิมิเต็ดสีสันแสบตาที่มองจากร้อยเมตรก็ยังเห็น

ทุกรายละเอียดหล่อหลอมรวมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ อัคคี หรือที่ใคร ๆ ต่างเรียกกันสั้น ๆ ว่า 'ไฟ' ชายหนุ่มผู้ไม่เคยแยแสต่อกฎเกณฑ์ใด ๆ ด้วยแบ็กกราวด์ตระกูลผู้มีอิทธิพลคับฟ้ารั้วมหาวิทยาลัย จึงไม่แปลกที่ทั้งสาว ๆ และหนุ่ม ๆ ต่างพากันต่อคิวขายขนมจีบกันเป็นขบวน แม้กิตติศัพท์เรื่องความใจร้าย ประเภทหักอกและสลัดรักทิ้งภายในชั่วข้ามคืนจะเป็นที่เล่าขานมานาน

ทว่า... ก็ยังคงมี 'ใครคนหนึ่ง' ที่ดูเหมือนจะยึดครองความสนใจจากกองเพลิงนี้ได้นานกว่าใครเพื่อน แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะไม่เคยถูกประกาศออกสื่ออย่างโจ่งแจ้งก็ตาม

"มาสูบบุหรี่ในที่สาธารณะแบบนี้ไม่กลัวมองไม่ดีรึไง"

กระแสเสียงทุ่มต่ำของใครบางคนเอ่ยทักท้วงขึ้น น้ำเสียงนั้นไม่ได้จริงจังนัก ทว่ากลับทรงพลังพอที่จะดึงความสนใจจากหนุ่มฮอตสายดาร์กได้ในทันที รอยยิ้มพึงใจจุดประกายขึ้นบนกลีบปากหยักลึกน่าสัมผัส สารก่อมะเร็งในมือถูกปล่อยทิ้งลงพื้นอย่างไร้ค่า ก่อนที่ปลายเท้าคู่แพงจะบดขยี้มันจนดับสนิท

"มาทักทายพี่รหัสแบบนี้ ไม่กลัวโดน 'สั่งสอน' รึครับ"

รอยยิ้มกริ่มถือดีฉายชัดออกมาจากใบหน้าของคนมาใหม่ พร้อมน้ำเสียงเย่อหยิ่งท้าทายที่พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม

"ถ้ากลัว จะกล้าเข้ามาหารึไง"

"ฮึ ปากดีจังนะ แบบนี้คงต้องสอนมารยาทให้เป็นกรณีพิเศษแล้วสิ"

อัคคีหัวเราะในลำคอ แววตาสาดประกายความดุดันและกระหายในเกมล่าอย่างปิดไม่มิด แขนแกร่งตวัดโอบหมับเข้าที่ลาดไหล่ของคนมาใหม่ ล็อกให้ร่างที่เตี้ยกว่าขยับเข้ามาประชิดตัวจนไร้ช่องว่าง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยินยอมพร้อมใจที่จะก้าวเดินออกไปพร้อมกัน ด้วยท่าทีที่สนิทสนมและลึกซึ้งเกินกว่าคำว่า 'พี่รหัสน้องรหัส' ไปไกลลิบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป