บทที่ 5 บทที่ 4 เจ็บ
ณ สเปซสุดหรูของร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่งไม่ไกลจากคอนโดของอัสนี
เหมันต์ นั่งเท้าคางอยู่กับโต๊ะหินอ่อนตัวยาว ใบหน้าสวยบูดบึ้งอย่างปิดไม่มิด ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนพื้นโต๊ะเป็นจังหวะถี่ ๆ ด้วยความหงุดหงิด สลับกับการยกนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูขึ้นเช็กเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาตวัดมองไปยังประตูทางเข้าของร้านเพื่อมองหาใครบางคน เรียวขาเพรียวขยับสลับไขว่ห้างไปมาเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าและลดอุณหภูมิความเดือดในอก
เขานั่งจมอยู่กับความรู้สึกแย่ ๆ แบบนั้นเกือบชั่วโมง ในที่สุด ไทม์ไลน์ที่รอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่อร่างของคนที่เขารอคอยก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทีรีบร้อน
ทว่านั่นไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของเหมันต์ซอฟต์ลงเลยสักนิด เรียวแขนเนียนขาวตวัดขึ้นกอดอกตัวเองแน่น ใบหน้าหวานเชิดขึ้นทำเมินเฉยใส่แฟนหนุ่มที่กำลังรี่เข้ามาหาอย่างเอาใจ
"เหม..."
ทันทีที่ อัสนี เอ่ยปากเรียกชื่อ ฝั่งคนที่นั่งรอจนความอดทนหมดหลอดก็ผุดลุกขึ้นทันที มือเรียวคว้าเป้คู่ใจขึ้นมาสะพายเฉียง นัยน์ตากลมโตจ้องมองคนรักตรงหน้าด้วยความเอือมระอา
"จะไปไหนล่ะครับ เรายังไม่ได้ทานข้าวกันเลยนะ" อัสนีรีบร้องบอก เสียงทุ้มพยายามออดอ้อนพลางใช้ฝ่ามือดันลาดไหล่คนในอาการงอนให้ทิ้งตัวลงนั่งที่เดิม
"อิ่มแล้วครับ รอมาเป็นชั่วโมง รอจนจุกไปหมดแล้วเนี่ย"
"โธ่ เหม... เราขอโทษ ก็เฮียมาร์คเรียกพบด่วนที่บริษัทนี่ครับ แกขู่ว่าถ้าไม่อยู่คุยโปรเจกต์จะตัดงบแต๊ะเอียปีนี้ เราเลยต้องอยู่เคลียร์ให้จบ"
อัสนีสาธยายความจำเป็นยาวเหยียดพร้อมอ้างถึงพี่ชาย พลางชูซองแดงในมือขึ้นมาการันตีความบริสุทธิ์ใจ ทว่าคนงอนระดับสิบยังคงไม่ยอมดับเครื่องชนง่าย ๆ เหมันต์ตอบรับประโยคแก้ตัวยาวเหยียดนั้นด้วยคำสั้น ๆ ชวนขนลุกว่า...
"ครับ"
"จะไม่หายโกรธเราจริง ๆ เหรอ?" คนตัวโตกว่าขยับเข้าใกล้ เอ่ยน้ำเสียงอ้อนวอนพร้อมส่งสายตาปริบ ๆ เม้มริมฝีปากหนาเข้าหากันราวกับเด็กที่ทำความผิดร้ายแรง และแน่นอน... ลูกอ้อนเลเวลนี้มันทำให้คนขี้ใจอ่อนอย่างเหมันต์ต้องลอบถอนหายใจออกมาหนัก ๆ อย่างพ่ายแพ้เหมือนทุกครั้ง
"คราวหลังถ้ามีแบบนี้อีก เหมไม่รอแล้วนะ"
อัสนียิ้มกว้างออกมาทันทีเมื่อเคลียร์สถานการณ์ผ่าน จัดการสั่งโกยเมนูโปรดของเหมันต์มาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะเพื่อเทกแคร์ จนคนหน้างอเริ่มกลับมาอารมณ์ดีขึ้น หลังมื้ออาหารสุดหรู ทั้งคู่เดินขนาบข้างกันออกมายังลานจอดรถด้านนอก เหมันต์เริ่มสแกนเห็นท่าทีแปลก ๆ ของแฟนหนุ่ม อัสนีดูเหมือนกึ่งจะพูดกึ่งจะเม้มปากคล้ายมีความลับบางอย่าง จนเขาต้องเป็นฝ่ายยิงคำถามเปิดประเด็น
"มีอะไรรึเปล่าสายฟ้า?"
"คือ...เรา เอ่อ..."
เหมันต์พรูลมหายใจออกมาทันทีเพราะพอจะเดาซีนต่อไปได้ ทว่ากระแสเสียงที่เอ่ยออกไปก็ยังคงนุ่มนวลหวานหูเหมือนอย่างเคย "มีเรื่องต้องไปทำอีกใช่ไหมครับ"
"คือเราต้องไปรับแต๊ะเอียที่บ้านป๊ากับม๊าอีกน่ะเหม... วันนี้คงไม่ได้กลับไปนอนที่คอนโดนะ"
คำสารภาพนั้นทำให้เหมันต์หลุดยิ้มเอ็นดูออกมาแทบจะทันที มือนุ่มยกขึ้นลูบเรือนผมของคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ท่าทางแสนดีนั้นยิ่งตอกย้ำความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนลึกอยู่ในใจของคนฟังให้ดิ่งลงไปอีก
"แค่นี้เอง ทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ไปได้"
"ก็เรากลัวเหมโกรธอีกนี่ครับ"
"เจ้าหมาน้อย เมื่อกี้ฉันก็แค่หิวข้าวเอง คิดมากไปได้"
"แต่ว่า..."
เหมันต์หัวเราะร่วนให้กับท่าทีลุกลี้ลุกลนของอัสนี มือเรียวดันแผ่นหลังกว้างของคนรักให้ก้าวขึ้นรถหรูไป ไม่ลืมสำทับทิ้งท้ายให้ขับรถดี ๆ ชายหนุ่มตัวโตยิ้มรับ ทว่าจังหวะที่เหมันต์กำลังจะหมุนตัวเดินแยกออกมา เสียงเรียกจากคนที่เพิ่งเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยก็ดังรั้งไว้
"เหม..."
"ไปเถอะ ไหนบอกว่าป๊ากับม๊ารออยู่ไง" เขาบอกพร้อมส่งรอยยิ้มจริงใจไปให้
"คือเรา...ขอโทษนะ"
อัสนีทอดสายตามองมาทางเขา แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้นจนผิดปกติ ทว่าเหมันต์กลับไม่ได้สะดุดใจกับสัญญาณเตือนนั้น ร่างโปร่งเพียงแค่พยักหน้ารับยิ้ม ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากมา ทิ้งให้เจ้าของดวงตาคมเข้มในรถสปอร์ตคันหรูถอนหายใจยาว แล้วเหยียบคันเร่งเคลื่อนตัวออกสู่ท้องถนน
ระหว่างที่เหมันต์กำลังยืนโบกแท็กซี่เพื่อเดินทางกลับคอนโด ชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อเสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟนในกระเป๋าดังขึ้น
เรียวนิ้วกดสไลด์หน้าจอเปิดดู ก่อนที่หัวใจจะหล่นวูบเมื่อระบบแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันหนึ่งโชว์พิกัดว่า แฟนหนุ่มของเขาไม่ได้มุ่งหน้าตรงกลับบ้านป๊าม๊าอย่างที่ลั่นวาจาไว้ คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันทันที ทว่าในใจยังพยายามหาเหตุผลมาซัพพอร์ตว่าครอบครัวอัสนีอาจจะนัดทานข้าวนอกบ้าน คนหน้าสวยสลัดความฟุ้งซ่านทิ้งพอดีกับที่รถแท็กซี่เคลื่อนมาจอดเทียบ
ติ๊ด... ติ๊ด ติ๊ด
เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแทร็กกิงดังรัวขึ้นอีกระลอก คราวนี้โลเคชันของอัสนีเลี้ยวหมับเข้าไปจอดสนิทที่คอมเพล็กซ์ร้านไวน์สุดหรูใจกลางเมือง—ซิกเนเจอร์เพลสระดับไฮเอนด์ที่คนธรรมดาอย่างเหมันต์แทบไม่เคยมีโอกาสได้ย่างกรายเข้าไป หัวใจดวงน้อยเริ่มกระตุกไหวอย่างรุนแรงเมื่อเผชิญหน้ากับ 'คำโกหก' คำโต
พักหลังมานี้พฤติกรรมของอัสนีมันมีช่องโหว่และน่าสงสัยมากขึ้นทุกวัน จนทำให้เขาต้องตัดสินใจลอบแอบติดตั้ง GPS ไว้ที่รถ ความสับสนและหวาดระแวงมันก่อตัวเป็นพายุหมุนก้อนใหญ่จนเหมันต์ไม่อาจทนตั้งคำถามกับตัวเองในใจได้อีกต่อไป เรียวปากบางเอ่ยสั่งโชเฟอร์เสียงเฉียบ ขอดำเนินการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางเพื่อพุ่งตัวไปยังพิกัดเดียวกับแฟนหนุ่มทันที!
เมื่อไปถึงจุดหมาย สัญญาณมือถือนำพาเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าลานจอดรถ และมันมีรถของอัสนีจอดนิ่งอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
ความสงสัยในอกทวีความหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก ร้านสไตล์ไนต์คลับสุดหรูแบบนี้ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีทางเป็นสถานที่สำหรับนัดทานข้าวในครอบครัวไปได้ ป๊ากับม๊านัดมาที่นี่งั้นเหรอ? หรืออัสนีกำลังสวมเขาให้เขากันแน่? ยิ่งคิดสมองก็ยิ่งตึงเครียด ร่างเพรียวเริ่มเดินวนเวียนไปมาเพื่อหาช่องทางแทรกซึมเข้าไปด้านใน เพื่อเคลียร์คัตทุกข้อข้องใจให้เห็นกับตา
'ร้านหรูระดับนี้ คนอย่างกูจะมีปัญญาเดินเข้าไปยังไงวะ'
เขาบ่นอุบในใจอย่างหนักอกกับกำแพงชนชั้นตรงหน้า ทว่าดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อสายตาคมเหลือบผ่านกระจกใสบานใหญ่ของร้านเข้าไปปะทะเข้ากับร่างของอัสนีที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะโซนวีไอพีพอดี เหมันต์ไม่รอช้า รีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ ขยับมุมหลบเพื่อซุ่มดูเหตุการณ์ให้ชัดเจน
และวินาทีนั้น... หัวใจของเขาก็ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้จนแหลกสลาย
ภาพตรงหน้าคือแฟนหนุ่มของเขากำลังนั่งดื่มด่ำบรรยากาศอย่างสนิทสนมอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง และเมื่อเพ่งมองฝ่าความสลัวเข้าไป ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสัญลักษณ์ความเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจ ผู้ชายที่คอยเป็นไกด์ไลน์ คอยดูแลและเข้มงวดกับพวกเขามาโดยตลอด... พี่รหัสของสายฟ้า 'รุ่นพี่อัคคี'
แม้จะไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาว่าทั้งคู่กำลังดีลเรื่องอะไรกัน ทว่าอินเนอร์และความใกล้ชิดที่ฉายชัดออกมา มันเกินเบอร์คำว่าพี่รหัสน้องรหัสไปไกลลิบ ความเจ็บแปลบแล่นพล่านเข้าโจมตีสลับกับความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นในอก เหมันต์จ้องลึกเข้าไปในภาพบาดตานั้นไม่วางตา จนกระทั่งเห็นร่างของสองหนุ่มขยับคลอเคลียกันลุกเดินออกมาด้านนอก ร่างโปร่งจึงรีบก้าวถอยหนีเข้าไปซ่อนตัวในมุมมืด
ทั้งคู่ยังคงส่งสายตาและพูดคุยกันด้วยท่าทีสนิทสนมจนเกินงาม ก่อนจะก้าวขึ้นรถสปอร์ตคันหรูของฝ่ายรุ่นพี่แล้วทะยานออกไปด้วยกัน
เหมันต์ที่เห็นภาพคัตซีนกระชากใจพยายามมองหาแท็กซี่เพื่อจะไล่กวดตามไป ทว่าด้วยไทม์ไลน์ที่ดึกสงัดขนาดนี้ รถราบนท้องถนนจึงเบาบางเกินกว่าจะทำตามใจคิด ชายหนุ่มยืนนิ่งค้าง ทว่าสมองกลับประมวลผลความสัมพันธ์จากท่าทางและสายตาเชื่อมโยงของทั้งคู่ออกมาได้อย่างแม่นยำ ว่าจุดมุ่งหมายต่อไปของพวกเขามันคือที่ไหน...
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฝ่ามือเรียวก็กำเข้าหากันแน่นจนสั่นระริก หยดน้ำตาอุ่นร้อนเริ่มไหลรินอาบสองแก้มเพราะความเจ็บใจที่ถูกหลอก... หลอกลวงจากคนที่เขาเคยเชื่อมั่นสุดใจว่าซื่อสัตย์และภักดีไม่ต่างกัน
"ทำไม... ทำไมเขาถึงทำกับฉันแบบนี้"
เหมันต์ร้องถามตัวเองในใจ ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มจนแทบประคองตัวเองให้ยืนอยู่บนขาทั้งสองข้างไม่ไหว หยดน้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ต่อให้พยายามปาดทิ้งเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากตื่นจากความฝันแสนหวานเข้ามาเล่นงานชายหนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว จริงอยู่ว่าเขาอาจจะเคยระแวงกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนรัก... ทว่าไม่มีเศษเสี้ยวในสมองเลยสักนิดที่จะคิดว่าเป็น 'เรื่องนี้'
เรื่องที่สายฟ้านอกใจเขา... ไปหาคนอื่น
'เราจะไปมองคนอื่นได้ยังไง ในเมื่อเรามีเหมอยู่แล้วทั้งคน' 'สุขสันต์วันครบรอบสามเดือนที่เราเป็นแฟนกันนะครับ วันนี้เราก็ยังจะบอกเหมเหมือนเดิม ว่าเรารักเหมนะ และจะรักมากขึ้นไปทุกวัน' 'เหมไม่ต้องกลัวนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เหมจะมีเราเป็นเซฟโซนเสมอ ไม่ว่านายจะรำคาญเราขนาดไหน แต่ทุกครั้งที่เหมหันมา จะเจอเราอยู่ตรงนี้เหมือนเดิม'
ถ้อยคำหวานหูที่เคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนจากริมฝีปากของชายคนรัก ประเดประดังย้อนกลับเข้ามาตอกย้ำในห้วงความคิด หากเป็นในเวลาปกติ คำพูดเหล่านี้คงทำให้อิ่มเอมจนล้นอก ตรงกันข้าม... ในเวลานี้มันกลับไม่ต่างอะไรจากใบมีดโกนอาบยาพิษ ที่ยิ่งกรีดลึกลงบนแผลเก่า ยิ่งตอกย้ำให้รู้สึกเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือดออกมา
รักเขางั้นเหรอ? ไม่มองคนอื่นงั้นเหรอ? เป็นเซฟโซนที่ไม่ว่าจะหันมาเมื่อไหร่ก็เจออย่างนั้นหรือ?
ทำไมคำพูดสวยหรูเหล่านั้นในตอนนี้ มันช่างสวนทางกับความเป็นจริงชวนสะอิดสะเอียนสิ้นดี ที่ผ่านมาสายฟ้าทำให้เหมันต์รู้สึกเหมือนมีคนคอยประคองแผ่นหลังคอยปกป้องอยู่ตลอดเวลา ทว่าเวลานี้ชายหนุ่มตระหนักรู้แล้วว่า... มันเป็นแค่ลวงตาจอมปลอมที่สร้างขึ้นมาหลอกกันเท่านั้น
ไม่มีคำว่ารักเขาแค่คนเดียว... ไม่มีคนคอยสแตนด์บายอยู่ข้างหลังให้หันไปเจอเหมือนคำสัญญา...
ทุกอณูความรู้สึกในตอนนี้ มีเพียงความเจ็บปวดเจียนตายเท่านั้น ที่สายฟ้าทิ้งไว้ให้เขาเซ่นสังเวย
คำว่าเจ็บเจียนตาย... มันยังน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับบาดแผลในค่ำคืนนี้
