บทที่ 10 มิตรภาพ
“ไม่ใช่คุณธี” ลลิตารีบตอบกลับพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธเสียงเบา เมื่อพูดจบ ก็รีบดึงวีรณาออกมาจากห้องพักฟื้นของโกเมน
แม้โกเมนจะหมดสติอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับรู้อะไรเลย เธอไม่อยากให้โกเมนได้ยินเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าเขาจะมีโอกาสรับรู้ได้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม เมื่อออกมายืนตรงมุมพักผ่อนประจำตึก วีรณาก็จับแขนเพื่อนไว้แน่น
“ไม่ใช่คุณธี อย่างนั้นก็เป็น... พวกนั้นใช่ไหม”
ลลิตาไม่ได้ตอบรับ แต่ความเงียบของเธอก็คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด วีรณากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาว
“นี่มันเกินไปแล้วนะ”
“ฉันไม่เป็นไร แกไม่ต้องห่วง”
“ไม่เป็นไร?” เสียงของวีรณาสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ “นี่คือไม่เป็นอะไรของแกเหรอ หน้าก็บวม เข่าก็ช้ำ มือก็มีแผล แล้วยังมาบอกฉันว่าไม่เป็นไรอีก”
ลลิตาไม่ได้โต้ตอบ ด้วยรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายมีท่าทีแบบนี้ ไม่ใช่เพราะโกรธเคือง แต่เป็นเพราะห่วงใย
“วิว ขอบคุณนะ” ลลิตาพูดพลางโอบกอดเอวบางของเพื่อนสนิท วีรณาชะงักไปเล็กน้อยความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอกเหมือนถูกคำพูดสั้นๆ นั้นทำให้แตกออกเป็นความเจ็บปวดแทน
“ไม่ต้องมาใช้มุกนี้กับฉันเลย คิดว่าฉันจะใจอ่อนหรือไง” ปากตำหนิ แต่ใจกลับตรงกันข้าม แม้แต่น้ำเสียงที่พูดออกมาก็สั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำ น้ำตารื้อในหน่วยตากลม “รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวฉันมา”
“วิว ฉันไม่เป็นอะไร”
“ห้ามไปไหน” น้ำเสียงของเพื่อนสาวแม้จะยังสั่นเครือแต่ก็มีความเด็ดขาดและคาดโทษ “ถ้าฉันกลับมาไม่เจอ รับรองมีเรื่องแน่”
ลลิตามองท่าทีจริงจังของอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจยาว แต่สุดท้ายก็ยอมนั่งรอคนอยู่ที่โซฟามุมพักผ่อนอย่างว่าง่าย โดยที่สายตายังคงมองตามแผ่นหลังเล็กของเพื่อนสาวที่เดินเข้าไปในห้องพักพยาบาล ท่าทางดุดันของวีรณาในสายตาคนอื่นอาจจะดูน่ากลัว แต่สำหรับลลิตาแล้วกลับรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างที่ยากจะอธิบาย
วีรณาหายเข้าไปในห้องพักพยาบาลประมาณสิบห้านาที ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมถุงยาในมือ
“นี่เธอไปเอายามาจากไหน”
“อย่าถามมาก กว่าจะได้ยาชุดนี้มา ฉันโดนป้าระเบียบเทศน์จนหูแทบดับเลยนะ” ป้าระเบียบที่วีรณาหมายถึงก็คือพรรณี หัวหน้าพยาบาลประจำตึกนั่นเอง
“การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็ยังลืม แกนี่มันน่าโมโหจริงๆ” วีรณาพูดพลางหยิบแผ่นแปะประคบเย็นออกมา แล้ววางลงบนแก้มที่บวมแดงของลลิตาอย่างระมัดระวัง
ความเย็นทำให้ลลิตาสะดุ้ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ็บ?” วีรณาถามขณะที่เปิดชุดทำแผลเล็ก คนเจ็บพยักหน้ารับเบา “เจ็บก็ดี ต่อไปจะได้รู้จักระวัง” พูดจบวีรณาก็จับมือของลลิตามาทำแผลให้อย่างคล่องแคล่ว
แม้คำพูดจะดุ แต่น้ำหนักมือกลับอ่อนโยนจนลลิตาอดยิ้มไม่ได้ มองพลาสเตอร์แผ่นเล็กที่ถูกปิดลงบนฝ่ามือและหัวเข่าของเธอ
“ยาพวกนี้ไม่ต้องให้ฉันบอกก็จัดการเองได้ใช่ไหม” วีรณาวางถุงยาลงบนตักของเพื่อนสาว
“อืม!”ลลิตาขานรับในลำคอ พร้อมกับพยักหน้าเอ่ยขอบคุณ “ขอบใจมากนะวิว” รอยยิ้มบนใบหน้าของลลิตามีประกายสดใสขึ้นเล็กน้อย แตกต่างจากยามที่ก้าวเข้ามาในโรงพยาบาล “ฉันต้องกลับแล้วล่ะ”
วีรณามองเอกสารที่ลลิตาหยิบมาถือ แล้วถอนหายใจยาว แม้รู้ดีว่าเรื่องที่ลลิตาตัดสินใจไปแล้ว เธอคงไม่สามารถห้ามปรามอะไรได้ แต่ก็ยังอดเป็นห่วงอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี
“ระวังตัวด้วยนะ”
“อืม! รู้แล้ว” ลลิตาตอบรับ ก่อนจะหันกลับไปมองประตูห้องพักฟื้นของโกเมนอีกครั้ง “ฉันฝากพี่โกเมนด้วยนะ”
“เรื่องนี้แกไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลพี่เขาให้ดีที่สุด”
ลลิตาพยักหน้า ส่งยิ้มขอบคุณอีกครั้ง แล้วหมุนตัวเดินจากไป วีรณายืนมองตามแผ่นหลังบอบบางของเพื่อนจนลับสายตา ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความหนักใจ ทว่าเศร้าได้ไม่นานนัก เสียงเรียกจากห้องพักพยาบาลก็ดังขึ้น
“วิว หมอกวินโทรมาถามอาการคนไข้ห้องสี่ศูนย์สอง” วีรณากลอกตาเล็กน้อย ก่อนขานรับอย่างเบื่อหน่าย
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ” เธอเดินกลับไปทางห้องพักพยาบาล พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง อาจารย์หมอกวินคนนี้ได้รับเงินค่าฝากพิเศษมามากขนาดไหนกัน ถึงได้ติดตามอาการของโกเมนทุกชั่วโมงขนาดนี้
โทรถี่ขนาดนี้ ทำไมไม่ย้ายมานอนเฝ้าในห้องให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยก็ไม่รู้ ลำบากเธอต้องมาคอยตอบคำถามเดิมๆ อยู่นั่นแหละ
