บทที่ 11 การปรากฏตัวของคุณนายน้อย
รถยนต์สีดำเคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาลบวรกิจวัฒนา มุ่งหน้าไปยังย่านธุรกิจใจกลางเมือง
ลลิตานั่งอยู่เบาะหลัง มือเรียวกอดซองเอกสารสามโครงการของวิมลพันธุ์เอาไว้แนบอก ความเย็นจากแผ่นประคบช่วยบรรเทาอาการบวมบนแก้มลงไปเล็กน้อย แต่ความปวดกลับยังคงชัดเจน
เธอทอดสายตามองออกไปนอกรถ ตึกสูงเรียงรายผ่านสายตาไปทีละหลัง ผู้คนมากมายเดินสวนกันบนทางเท้า ทุกคนต่างมีจุดหมายของตนเอง ต่างเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มีเพียงเธอที่ไม่รู้เลยว่า เส้นทางตรงหน้าควรเรียกว่าจุดหมายหรือทางตัน
เอกสารสามฉบับในอ้อมแขนนับแล้วมีเพียงไม่กี่แผ่น แต่กลับหนักอึ้งกว่าหินใหญ่สามก้อนเสียอีก
“ถึงแล้วครับ คุณนายน้อย” เสียงของคนขับรถดังขึ้นจากด้านหน้า ลลิตาค่อยๆ ดึงสติกลับมา ก่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง
“จอดที่หน้าตึกได้เลยค่ะ” รถหรูหยุดที่ถนนหน้าตึกสูง ป้ายชื่อบริษัทอัครเกษมราชตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ทั้งโดดเด่นและทรงอำนาจ
“เชิญครับ คุณนายน้อย” คนขับรถรีบลงมาเปิดประตูให้ ลลิตาก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวัง หัวเข่าทั้งสองข้างยังปวดหนึบทุกครั้งที่ลงน้ำหนัก แต่เธอกลับยังคงยืนด้วยท่าทีมั่นคง สีหน้านิ่งสงบไร้อาการเจ็บปวด
“ผมจะวนรถไปจอดรอคุณที่ลานด้านหลังนะครับ”
“ไม่ต้องรอค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสงบ “ฉันจะกลับพร้อมคุณธี”
คนขับรถชะงักไปเล็กน้อย ครู่หนึ่งจึงก้มศีรษะลง
“เข้าใจแล้วครับ” เมื่ออีกฝ่ายตอบรับและขับรถจากไป ลลิตาถอนหายใจยาว ถึงแม้ว่าคนขับรถจะมีท่าทีเคารพต่อเธอ แต่อย่างไรก็เป็นคนของตระกูลวิมลพันธุ์ เธอไม่อาจไว้ใจได้อย่างสนิทใจ
ลลิตาหมุนตัวมองตึกสูงด้านหน้า สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะก้าวเดินประตูกระจกหน้าอาคารเปิดออกโดยอัตโนมัติ อากาศเย็นจากภายในตึกปะทะใบหน้า
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าติดต่อเรื่องอะไรคะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มสุภาพ ลลิตากอดซองเอกสารแน่นขึ้น ริมฝีปากเปิดออกเล็กน้อย แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
เธอควรพูดว่าอย่างไร มาขอพบคุณธีรพล... ฉันเป็นภรรยาของเขา... ฉันเป็นตัวแทนจากวิมลพันธุ์มาขอให้เขาพิจารณาร่วมลงทุน... เพียงคิดเท่านั้น ลมหายใจของลลิตาก็เหมือนติดอยู่ในลำคอ
“คุณคะ” เสียงของพนักงานต้อนรับเรียกเธออีกครั้ง ลลิตาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนส่งยิ้มบางตอบกลับ
“ขอโทษค่ะ ฉันคงมาผิดที่”
“คะ?”
“เอ่อ... ฉันนัดคนไว้ แต่ดูเหมือนจะเป็นอาคารข้างๆ” ลลิตาแก้ตัวด้วยเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลนัก แต่ในระยะเวลากะชั้นชิด เธอคิดเหตุผลอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ
“ขอโทษด้วยค่ะ” พูดจบ ลลิตาก็หมุนตัวเดินออกจากอาคารในทันที
ประตูกระจกปิดลงตามหลัง ลลิตาหยุดยืนอยู่หน้าตึก สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหันกลับไปมองตัวอักษรอัครเกษมราชกรุ๊ปอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งอึดอัด กังวล และรู้สึกผิดปนเปกันไปหมด แต่สุดท้ายเธอก็ทำได้เพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเรียกรถด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
ไม่กี่นาทีต่อมา รถคันหนึ่งก็จอดเทียบทางเท้า หญิงสาวเปิดประตูขึ้นไปนั่งด้านหลัง ก่อนบอกคนขับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไปคฤหาสน์อัครเกษมราชค่ะ” ตัวรถค่อยๆ เคลื่อนออกจากหน้าอาคารอัครเกษมราชกรุ๊ป หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ที่เบาะหลัง ดวงตากลมทอดมองภาพตึกสูงที่ค่อยๆ ห่างออกไปผ่านกระจกข้างรถ ก่อนจะหลับตาลงแล้วถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยล้า โดยที่ลลิตาไม่รู้เลยว่า การปรากฏตัวของเธอครั้งนี้กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตคู่ของเธอ
ภายในอาคารอัครเกษมราชกรุ๊ป
วิชิต เลขาฯ คนสนิทของธีรพล ยืนอยู่บริเวณโถงล็อบบี้ไม่ไกลจากเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ลลิตาก้าวลงจากรถ เขาก็สังเกตเห็นเธอแล้ว เดิมทีเขาคิดว่าเธอคงมาขอเจ้านาย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายสนทนากลับพนักงานต้อนรับเพียงไม่กี่ประโยคก็จากไป
นี่นับเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และเพื่อป้องกันความผิดพลาด วิชิตจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรออก ปลายสายรับในเวลาไม่นาน
“มีอะไร” เสียงทุ้มต่ำของธีรพลดังมาตามสาย
“เมื่อสักครู่คุณลลิตามาที่บริษัทครับ” มือของธีรพลที่กำลังเซ็นเอกสารชะงักไปชั่วครู่ คิ้วหนากระตุกเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวแทบไม่รู้ตัว
ผู้หญิงคนนั้นมาทำไมกัน... ต้องการพบเขาหรือ
คำถามผุดขึ้นในใจรวดเร็วกว่าที่เขาคาด ธีรพลถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะขยับกดปลายปากกาลงบนเอกสารอีกครั้ง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบปกติ
“ให้เข้ามาได้” ธีรพลตอบเสียงราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนปกติ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มตรงหน้า ทว่าตัวเขารู้ดีว่าภายใต้ท่าทีสงบนิ่งนี้ของตนเอง ภายในใจกำลังเกิดคลื่นอารมณ์บางอย่างที่อธิบายไม่ได้
“ตอนนี้กลับไปแล้วครับ” ปลายปากกาของธีรพลหยุดนิ่งกลางหน้าเอกสาร
“กลับไปแล้ว?” ใบหน้าคมเงยขึ้น มือที่กำปากกาเกร็งแน่น ทว่าน้ำเสียงกลับยังคงนิ่งสงบ มีเพียงสายตาคมที่เย็นลงโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
“ครับ” วิชิตตอบด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวัง
“คุณลลิตาเดินเข้ามาในล็อบบี้เพียงครู่เดียว หลังจากนั้นก็เดินกลับออกไปครับ”
“เธอได้ฝากอะไรไว้ไหม”
“ไม่ได้ฝากครับ”
“ขอพบใครหรือเปล่า”
“ไม่ได้แจ้งครับ”
ธีรพลขบกรามแน่น วางปากกาลงบนโต๊ะด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล จนวิชิตที่อยู่ปลายสายถึงกลับเหงื่อซึม
เจ้านายของเขาปกติไม่ใช่คนที่จะแสดงอารมณ์ง่าย แม้แต่ตอนที่บริษัทเจอปัญหาราคาหุ้นตกอย่างรุนแรง วิชิตยังไม่เคยเห็นหางคิ้วของเจ้านายกระตุกเลยด้วยซ้ำไป ทว่าครั้งนี้ เพียงแค่คุณนายน้อยมาที่บริษัทแล้วจากไปโดยไร้เหตุผล อารมณ์ของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไปในทันที
“ไปสืบมาให้ชัดเจน วันนี้คุณนายน้อยมาทำไม”
“ครับ!” ประเมินจากน้ำเสียงที่สงบเกินปกติ วิชิตก็รู้ได้ในทันทีว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการโดยเร็วที่สุด
................................................................................
