บทที่ 4 ไม่อาจอ่อนแอ
ทันทีที่ประตูห้องนอนปิดลง ลลิตาก็เอนหลังพิงกำแพงข้างห้องพร้อมกับยกมือขึ้นแนบแก้มทั้งสองข้าง ความร้อนผ่าวยังคงหลงเหลืออยู่บนพวงแก้มไม่ต้องส่องกระจกเธอก็คาดเดาได้ว่าตอนนี้ใบหน้าของเธอจะแดงก่ำมากเพียงใด
น่าอายจริงๆ นี่มันน่าอายเกินไปแล้ว เมื่อครู่เธอเผลอทำอะไรต่อหน้าธีรพลไปบ้างกัน ลลิตาคิดทบทวนวีรกรรมก่อนหน้านี้ของตนเองอีกครั้ง
ทั้งม้วนผ้าห่มจนตกเตียง ทั้งเผลอมองร่างกายของเขาอย่างโจ่งแจ้ง
เมื่อทบทวนวีรกรรมของตนเองเสร็จ สองแก้มของหญิงสาวก็ร้อนขึ้นด้วยความอับอายเป็นทบทวี เธอหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนออก พยายามตั้งสติบังคับให้หัวใจที่เต้นผิดจังหวะของตนเองกลับมาเป็นปกติ
เป็นอุบัติเหตุ... ทั้งหมดล้วนเป็นอุบัติเหตุ
หญิงสาวบอกตัวเองซ้ำๆ เมื่อจิตใจสงบลงจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วเดินไปตามทางเดินชั้นสองอย่างระมัดระวัง
คฤหาสน์อัครเกษมราชในยามค่ำคืนให้ความรู้สึกต่างจากตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง แสงไฟตามผนังถูกเปิดไว้เพียงบางจุด ทำให้ทางเดินยาวดูเงียบสงัดและเย็นยะเยือก เงาของเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงทอดยาวบนพื้นกระเบื้องหินอ่อน คล้ายเงาของคนที่ยืนเฝ้าอยู่ในความมืด
ลลิตากระชับเสื้อคลุมตัวบางเข้าหาตัวโดยไม่รู้ตัว บ้านหลังนี้ใหญ่โต งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเลยสักนิด
ขณะเดินลงบันได สายตาของเธอพลันเหลือบไปเห็นทางเดินอีกด้านหนึ่งซึ่งมืดกว่าส่วนอื่นของบ้าน ปลายทางเดินนั้นมีประตูไม้สีเข้มบานใหญ่ซึ่งปิดสนิทไร้แสงไฟ รอบด้านเงียบสงัด จนแทบไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
ลลิตาชะงักเท้า หรือว่านั่นจะเป็น ห้องฝั่งตะวันตก พื้นที่ต้องห้ามที่ธีรพลระบุไว้ในสัญญาว่าห้ามเธอเข้าไปยุ่งเกี่ยว ดูจากความระมัดระวังเป็นพิเศษของชายหนุ่ม ห้องฝั่งตะวันตกนี้คงมีความเกี่ยวข้องกับภรรยาสี่คนก่อนหน้าของเขาแน่นอน
เมื่อจินตนาการถึงความเป็นไปได้ หญิงสาวก็กลืนน้ำลายฝืดลงคอ ความหนาวยะเยือกค่อยๆ ไต่ขึ้นมาตามแผ่นหลัง เธอไม่รู้ว่าห้องนั้นเก็บอะไรไว้บ้าง อาจจะเป็นรูปถ่ายคู่รัก ชุดแต่งงานแสนประทับใจ เครื่องประดับที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ หรือสิ่งของสุดท้ายที่ผู้หญิงทั้งสี่คนเคยใช้ก่อนเสียชีวิต
แต่ไม่ว่าในห้องนั้นจะมีอะไร ลลิตาก็ไม่ควรรับรู้ เธอแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ของอัครเกษมราช ไม่ใช่เพื่อค้นหาความจริง ยิ่งไม่ใช่เพื่อเปิดแผลเก่าของธีรพล ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ควรข้องเกี่ยว
เธอเพียงต้องทำหน้าที่เป็นภรรยาของเขาให้ครบสองปี แล้วจากไปอย่างเงียบๆ แค่นั้นก็พอ
คิดได้เช่นนั้นแล้ว หญิงสาวก็รีบเบือนหน้าหนีจากประตูตรงหน้า ก่อนเดินต่อไปยังห้องครัวชั้นล่าง ซึ่งอยู่ถัดจากห้องรับประทานอาหารขนาดใหญ่ไปทางด้านหลัง มือเรียวกดเปิดไฟดวงเล็กเพียงดวงเดียวเพื่อให้แสงสว่าง จากนั้นก็เดินไปหยิบน้ำจากตู้เย็น รินใส่แก้วขึ้นดื่ม
เมื่อน้ำเย็นไหลผ่านลำคอ ก็ช่วยให้สติที่เตลิดไปกับจินตนาการของเธอกลับคืนมาบ้าง ลลิตาวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์ แล้วผ่อนลมหายใจยาว
จะมองอีกนานไหม เสียงของคนบนเตียงสะท้อนกลับเข้ามาในความคิด ภาพร่างกายที่โดดเด่นของธีรพลพลันผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม สติที่เพิ่งรวบรวมกลับมาได้เพียงครู่เดียวเริ่มเตลิดไปอีกหน ใบหน้าที่เพิ่งเย็นลงพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“เลิกคิดได้แล้ว” ลลิตาหลับตาพึมพำเสียงเบา ราวกับกำลังสะกดจิตตนเอง ทว่ายิ่งพยายามสลัดภาพไม่ควรจำนั้นทิ้ง ทุกรายละเอียดกลับยิ่งชัดเจน จนเธอต้องยกมือขึ้นตบแก้มทั้งสองข้างของตนเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ และในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อคลุมก็สั่นขึ้น
หญิงสาวรีบหยิบออกมาดู เมื่อเห็นชื่อโรงพยาบาลปรากฏบนหน้าจอ ความอายทั้งหมดก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลในทันที เธอกดรับสายอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะ”
“ขอโทษที่โทรมาดึกๆ แกสะดวกคุยไหม” เพราะปลายสายเป็นเสียงของคนคุ้นเคย ประโยคสนทนาจึงไม่ได้เป็นทางการนัก
“คุยได้ ว่าแต่ทำไมแกโทรมาดึกๆ พี่โกเมนเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ไม่เป็นไร ตอนนี้สัญญาณชีพยังทรงๆ แต่ทีมแพทย์เพิ่งประชุมกันเสร็จ”
“เขาว่าไงกันบ้าง”
“แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดให้เร็วที่สุด ฉันเลยจองคิวห้องผ่าตัดไว้ให้แล้ว ได้สิบโมงเช้าพรุ่งนี้ แกโอเคไหม” มือของลลิตาที่จับโทรศัพท์สั่นเล็กน้อย
“พรุ่งนี้เลยเหรอแก”
“อืม จริงๆ หากห้องผ่าตัดว่าง หมอวิน แพทย์เฉพาะทางที่เชิญมาเป็นพิเศษจะให้ผ่าคืนนี้เลยด้วยซ้ำไป แต่เพราะห้องผ่าตัดไม่ว่างก็เลยเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แทน คืนนี้แกสะดวกเข้ามาเซ็นใบยินยอมไหม”
“คืนนี้เลยเหรอ” ลลิตาเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นก่อนหน้าที่เธอจะแต่งงานกับธีรพล ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน ขอแค่เป็นเรื่องของโกเมน เธอก็พร้อมจะไปหาเขาที่โรงพยาบาลในทันที
แต่ตอนนี้... เธอทำเช่นนั้นไม่ได้อีกแล้ว
....................................................................................
