บทที่ 7 ตระกูลวิมลพันธุ์

เพียงสามสิบนาที มื้อเช้าที่แสนอึดอัดก็จบลง ทว่าสำหรับลลิตา มื้อเช้านี้ยาวนานราวกับสามปีเลยทีเดียว

จนกระทั่งคุณวิมลและคุณพิไลลุกออกจากห้องอาหารไป ลลิตาจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ความกดดันที่กดทับอยู่บนบ่าคล้ายกับจางหายไปพร้อมกับคนทั้งสอง แต่ยังไม่ทันหายใจได้เต็มปอด เสียงอ่อนโยนของชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามก็ดังขึ้น

“พี่สะใภ้โอเคไหมครับ” ลลิตาเงยหน้าขึ้นสบตาพีรวัชอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก แม้เขาจะมีเค้าโครงบางส่วนคล้ายธีรพล แต่เมื่อมองให้ชัด กลับพบว่าทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ธีรพลสุขุม เย็นชา ให้ความรู้สึกยากจะเข้าใจ ส่วนพีรวัชอบอุ่น อ่อนโยน และเป็นมิตรจนทำคนรอบตัวรู้สึกผ่อนคลาย แม้แต่เธอที่พบเขาเป็นครั้งแรกก็ยังรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด

“พี่โอเคค่ะ” ลลิตาตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆ

พีรวัชพยักหน้ารับ ก่อนโน้มตัวลงมาป้องปากกระซิบเสียงเบา ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน

“ถึงป้าวิมลจะหน้านิ่งไปหน่อย แต่จริงๆ ใจดีมากนะครับ ส่วนคุณแม่ของผมอาจพูดไม่ค่อยเข้าหูสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยทำร้ายใครจริงจังหรอกครับ” พูดจบ เขาก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้น ถอยกลับไปนั่งที่ของตนเอง แล้วยกกาแฟลาเต้ขึ้นดื่ม

“วันนี้ผมมีเรียน เอาไว้วันหยุดเราค่อยมาคุยกันทีหลังนะครับ อยู่ที่นี่พี่สะใภ้ทำตัวตามสบาย หรือถ้ามีอะไรด่วนจะโทรหาผมก็ได้นะ เบอร์ผมถามที่ป้าฉวีได้เลยครับ” ป้าฉวีที่เขาพูดถึงคือหัวหน้าแม่บ้านนั่นเอง

ทว่าลลิตายังไม่ทันได้เอ่ยตอบรับหรือปฏิเสธ พีรวัชก็หันไปหยิบหนังสือที่วางอยู่ข้างๆ แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องอาหารไปเสียก่อน

หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของเขาไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวออกมาอีกครั้ง อย่างน้อยในบ้านหลังนี้ ก็ยังมีคนที่เธอพอจะพูดคุยได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด

ลลิตาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา คาดคะเนแล้วหากเธอรีบเดินทางออกจากบ้านในตอนนี้ อาจไปทันช่วงก่อนโกเมนเข้าห้องผ่าตัดพอดี

ความคิดนั้นทำให้หัวใจเธอสั่นไหว สายตาทอดมองออกไปที่ประตูบ้านอย่างช่างใจ แค่ออกไปไม่นานคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่สะใภ้ใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้าน สามีออกไปทำงานยังไม่ทันถึงครึ่งวัน เธอก็รีบร้อนออกจากบ้านไปเช่นกัน นี่ดูไม่สมเหตุสมผลนัก และที่สำคัญ หากมีใครในบ้านอัครเกษมราชรู้เรื่องโกเมน ทุกอย่างอาจยุ่งยากเกินกว่าที่เธอจะควบคุมได้

ขณะที่ลลิตากำลังสับสนระหว่างความต้องการและเหตุผล ข้อความหนึ่งก็ถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถือ

อีกสิบนาทีจะมีคนไปรับ เตรียมตัวให้พร้อม ลลิตาเม้มริมฝีปากบาง มือเรียวกำโทรศัพท์แน่นขึ้น จดจ้องชื่อผู้ส่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ

คุณพ่อ! หัวใจที่เพิ่งผ่อนคลายไปเล็กน้อยพลันหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าแล้วไปแจ้งขออนุญาตกับคุณวิมล และเพราะคนที่มารับเธอเป็นคนคุ้นหน้าจากตระกูลวิมลพันธุ์ ดังนั้นคุณวิมลจึงไม่ได้คัดค้านการออกไปนอกบ้านของเธอ เพียงปรายตามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอนุญาตให้ไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“กลับมาให้ทันมื้อเย็น”

“ค่ะ คุณแม่” ลลิตาก้มศีรษะรับคำ ก่อนเดินตามคนของตระกูลวิมลพันธุ์ออกไป

รถยนต์หรูสีดำพาเธอออกจากคฤหาสน์อัครเกษมราชอย่างเงียบเชียบ ตลอดทางลลิตานั่งนิ่ง มือทั้งสองข้างประสานกันแน่นบนตัก

เธอไม่รู้ว่าถูกเรียกตัวกลับไปเพราะเรื่องอะไร แต่สัญชาตญาณร้องเตือนว่า ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

ไม่นานรถก็แล่นเข้าสู่คฤหาสน์ของตระกูลวิมลพันธุ์ ลลิตานั่งอยู่ในรถทอดสายตามองบ้านหลังใหญ่ด้วยแววตาสั่นไหว บ้านที่ควรให้ความรู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัย กลับทำให้ลลิตารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องยิ่งกว่าบ้านอัครเกษมราชเสียอีก

“มาแล้วเหรอ นั่งสิ” เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นทันทีที่เธอเดินเข้ามาในห้องรับแขก

เอกภพ วิมลพันธุ์ นั่งอยู่บนโซฟาหรูด้วยท่าทางผ่อนคลาย ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆ แต่ดวงตากลับเย็นชาและกดดันจนลลิตาไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย

เธอเดินเข้าไปนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทางระมัดระวัง ยังไม่ทันเอ่ยทักทาย เอกสารสามฉบับก็ถูกโยนลงมาตรงหน้า ลลิตาก้มมอง ก่อนหยิบขึ้นมาเปิดดู ทั้งหมดเป็นโครงการพัฒนาที่ดินเขตชานเมืองในเครือวิมลพันธุ์

“นี่หมายความว่ายังไงคะ”

“ฉันต้องการให้เธอไปขอร้องธีรพล” เอกภพกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ให้อัครเกษมราชร่วมลงทุนหนึ่งในสามโครงการนี้”

ลลิตาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับธีรพลที่ห่างไกลเกินกว่าจะร้องขออะไรจากเขา ตัวเธอที่เพิ่งแต่งเข้าตระกูลอัครเกษมราชไปเมื่อวาน เช้าวันนี้กลับไปขอให้สามีทุ่มเงินสนับสนุนตระกูลเดิม ไม่ถูกเขาโยนกลับบ้านก็นับว่าอีกฝ่ายไว้หน้าแล้ว

“เรื่องนี้ฉันคิดว่า...”

“ฉันไม่ได้ถามความคิดของเธอ” เอกภพตัดบทโดยไม่รอให้เธอพูดจบ ก่อนจะแค่นเสียงในลำคออย่างเย้ยหยัน “เธอคงไม่คิดว่าฉันให้เธอแต่งเข้าตระกูลอัครเกษมราช เพื่อไปใช้ชีวิตสบายๆ เป็นคุณนายอยู่เฉยๆ หรอกนะ”

...................................................................................

บทก่อนหน้า
บทถัดไป