บทที่ 10 ตอนที่ 10 สานต่อกิจการ
ก่อนหน้านี้จ้าวเยี่ยนหลิงมักจะมาเดินเตร็ดเตร่ที่นี่กับเพื่อนกลุ่มเดิมบ่อยครั้ง เพียงแต่ไม่เคยแวะเวียนไปดูกิจการของแม่เลยสักครั้งเดียว ในแต่ละเดือนเพียงรอรับผลกำไรที่ผู้จัดการร้านนำมาให้ถึงบ้าน
แม้แต่บัญชีร้านก็ยังเป็นพี่ใหญ่ที่ตรวจสอบ ถึงที่นี่จะไม่มีข้อผิดพลาดเลยเพราะมีผู้จัดการคอยดูแลให้ แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้ดำเนินกิจการเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่เริ่มทำอะไรได้
ร้านเครื่องประดับฟางซิน…
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำเอาจ้าวเยี่ยนหลิงขอบตาร้อนผ่าว ร้านเครื่องประดับที่แม่สร้างขึ้นมา ตอนนี้มันถูกดูแลเป็นอย่างดี ไม่ต่างจากตอนที่แม่ยังอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางเครื่องประดับ ตู้กระจกใสที่ข้างในเป็นชั้นวาง แต่ละชั้นถูกปูด้วยผ้ากำมะหมี่สีแดงสดสำหรับจัดแสดงเครื่องประดับที่ค่อนข้างโดดเด่นมีราคา แม้ที่ร้านจะไม่มีสินค้าแบบใหม่มานานมากแล้ว แต่ตู้หลังนี้ยังคงถูกดูแลเป็นอย่างดี
ทั่วทั้งร้านฟางซินมีภาพซ้อนทับในอดีตที่แม่มักจะพาเธอมาทำงานด้วยอยู่เสมอ ตอนนั้นเธอมีอายุเพียงเจ็ดขวบ เรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ภายในร้านล้วนแล้วแต่จดจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นความทุ่มเทของแม่ที่ลงทุนลงแรงสร้างที่นี่ขึ้นมาและมักจะมองร้านฟางซินด้วยความภาคภูมิใจ
ซึ่งแม่รักร้านฟางซินมาก เพราะตั้งใจมอบมันเป็นสินเดิมให้กับเธอ…
หลังจากที่แม่จากไปแล้วจ้าวเยี่ยนหลิงก็ไม่เคยคิดที่จะมาที่นี่อีกเลย แม้จะมาเที่ยวเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้บ่อยครั้ง แต่กลับเดินผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่เคยคิดจะใส่ใจหรือสานต่อในสิ่งที่แม่มอบให้แม้แต่น้อย เธอทำราวกับมันไม่มีค่า
ถึงตอนนี้ร้านฟางซินยังคงอยู่ตรงหน้า โดยมีเธอและพี่ชายป็นเจ้าของ มันยังไม่ถูกขายออกไปหรือปิดตัวลงอย่างเช่นชีวิตที่แล้ว แต่ทว่าด้านหน้าร้านมีลูกค้าไม่มากหากเทียบกับตอนที่แม่ยังอยู่ แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว เธออดยอมรับไม่ได้ว่าผู้ช่วยของแม่ยังคงดูแลมันอย่างดีทีเดียว
ยิ่งจ้าวเยี่ยนหลิงเดินเข้าไปใกล้ร้านแห่งนี้มากเท่าไหร่ ราวกับหัวใจกำลังบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก เธอไม่อยากร้องไห้ออกมาในตอนนี้ หญิงสาวพยายามสูดหายใจเข้าออกให้ลึกขึ้นเพื่อสงบสติอารมณ์เศร้าโศกที่กำลังตีตื้นขึ้นมา
“ฉันมาพบผู้จัดการฝูค่ะ บอกเธอว่าเยี่ยนหลิงมาขอพบ”จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวกับพนักงานสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าร้าน และนั่งรออยู่ที่มุมหนึ่งใกล้กับประตูหน้าร้านโดยไม่ได้แสดงตัวว่าตนเองเป็นใครมากกว่าการแจ้งชื่อเท่านั้น
ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นเดือนเช่นนี้ มีร่างหนึ่งของผู้จัดการสาววัยใกล้สามสิบกำลังวุ่นอยู่กับการทำเอกสารสรุปบัญชีบนโต๊ะ เธอนั่งทำงานตรงนี้มานานกว่าสามชั่วโมงโดยไม่ลุกไปไหน ไม่ว่าอย่างไรบัญชีและกำไรที่ต่อให้มีไม่มาก แต่ก็ต้องทำออกมาให้ดีที่สุดเพื่อส่งให้คุณชายและคุณหนูได้ทันเวลา
“ผู้จัดการฝูคะ มีผู้หญิงมาขอพบคุณค่ะ เธอบอกว่าชื่อเยี่ยนหลิง”
ชื่อที่พนักงานกล่าวมาทำให้ปากกาในมือของ ฝูอัน หยุดชะงักในทันที
“อืม ฉันรู้แล้ว” น้ำเสียงราบเรียบที่กล่าวกับพนักงานยังคงน่าเกรงขามเช่นเดิม เพียงแต่ใครจะรู้ดีเท่าตัวเธอเองว่ายามนี้หัวใจเธอเต้นโครมครามเพียงใด
หลังจากพนักงานเดินออกไปแล้ว คิ้วเรียวพลันขมวดเข้าหากันเป็นปมอย่างไม่อยากจะเชื่อหู แน่นอนว่าเธอจำชื่อเจ้านายได้ทุกคน แต่การที่คุณหนูมาขอพบเธอที่ร้านเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากจะมาทวงถามเรื่องผลกำไรของเดือนนี้ ก็เห็นทีว่าจะยังไม่ถึงเวลา และยิ่งไม่ใช่สถานที่สำหรับส่งมอบ
แต่เธอเป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่งที่กินเงินเดือนจากร้านฟางซิน เจ้านายมาเยือนจะไม่ออกไปต้อนรับได้อย่างไรกัน…
ไม่ว่าคุณหนูจะมาด้วยสาเหตุอะไร แต่ภาพในความทรงจำของฝูอันนั้น คุณหนูเยี่ยนหลิงค่อนข้างเป็นเด็กดี เมื่อครั้งยังเด็กมักจะติดตามคุณผู้หญิงมาที่นี่บ่อยครั้ง ไม่แน่ว่าตอนนี้เมื่อเติบโตแล้วอาจจะอยากสานต่อกิจการของคุณผู้หญิงก็เป็นได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นฝูอันพลันมีรอยยิ้มเต็มใบหน้า
จากนี้ขอเพียงแค่คุณหนูอยากจะสานต่อกิจการ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็พร้อมจะทำตามคำสั่งของคุณหนูอย่างเต็มที่แน่นอน
ฝูอันตัดสินใจวางงานในมือลงอย่างฉับพลันทั้งที่ก่อนหน้านี้มุ่งมั่นจะเร่งทำมันให้เสร็จโดยไวที่สุด ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานส่วนตัวไปพบกับหนึ่งในเจ้านายด้วยรอยยิ้มดีใจ ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเห็นรูปร่างแบบบาง ผิวพรรณผุดผ่องและใบหน้าที่งดงามไม่ต่างจากคุณผู้หญิงซึ่งเป็นแม่
รอยยิ้มของฝูอันยิ่งกว้างขึ้น ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเด็กสาวที่กำลังนั่งรอเธออยู่ “คุณหนู เป็นคุณจริง ๆ ด้วย ยินดีต้อนรับค่ะ”
ผู้จัดการฝูปรี่เข้าไปจับมือเรียวเล็กของเจ้านายมากุมไว้ด้วยความดีใจ พลางมองใบหน้างดงามที่ถอดแบบมาจากเจ้านายคนก่อนด้วยแววตามีความหวัง
“ฉันเองค่ะคุณน้าฝู ไม่ได้พบกันนาน สบายดีนะคะ”
จ้าวเยี่ยนหลิงตอบออกมาพร้อมรอยยิ้มบาง ไม่ใช่เพียงแค่คุณน้าฝูที่ดีใจ เธอเองก็ดีใจไม่ต่างกันที่ได้พบอีกฝ่ายในตอนที่ร้านยังคงเป็นของเธออยู่
“สบายดีค่ะ นี่ไม่ใช่มาเรียนรู้งานเหรอคะ?” ฝูอันกล่าวกลั้วหัวเราะ
อันที่จริงเธอเพียงแค่โยนหินถามทางก็เท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรที่นี่ก็เป็นของคุณชายใหญ่และคุณหนูอยู่แล้ว ต่อให้คุณหนูไม่อยากเข้ามาจัดการที่นี่ เธอเองก็เพียงแค่ทำหน้าที่เดิมต่อไปในทุกวันก็เท่านั้น
“โอ๊ะ! คุณน้ารู้ใจฉันเหมือนเดิมเลยนะคะ”จ้าวเยี่ยนหลิงแสร้งทำหน้าตกใจดวงตากลมนั้นเบิกกว้างพลางยกมือขึ้นปิดปาก แต่ก็ยังพยักหน้ายอมรับสองสามครั้งอย่างตรงไปตรงมา
“โถ่! คุณหนู อย่าล้อน้าเล่นสิคะ”
จ้าวเยี่ยนหลิงตบลงบนหลังมือคุณน้าฝูอยู่หลายครั้ง ก่อนจะยืนยันด้วยน้ำเสียงที่จริงจังยิ่งขึ้น “ฉันพูดจริง ๆ ค่ะ เราไปคุยกันต่อในห้องเถอะนะคะ”
“ไปห้องทำงานของคุณผู้หญิงกันเถอะค่ะ น้าพาไป”ว่าแล้วฝูอันไม่รอช้าจับจูงมือเล็กให้เดินตามมาด้วยท่าทีกระตือรือร้น
ตั้งแต่คุณผู้หญิงเสียไปเมื่อหลายปีก่อน นี่อาจจะเป็นเรื่องแรกที่ทำให้ผู้จัดการร้านฟางซินมีรอยยิ้มกว้างเช่นนี้
ทันทีที่ประตูห้องทำงานของแม่เปิดออก จ้าวเยี่ยนหลิงกวาดตามองไปรอบห้องสีครีมด้วยแววตาสั่นระริก ที่นี่ยังคงเหมือนเดิม ของทุกชิ้นยังคงถูกวางเอาไว้เหมือนตอนที่แม่ยังอยู่ บนโต๊ะทำงานไม่มีแม้แต่ฝุ่น กระทั่งปากกาด้ามโปรดที่พ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดปีสุดท้ายของแม่ก็ยังคงวางอยู่ตำแหน่งเดิม
ฝูอันจูงมือเล็กให้เดินมานั่งยังเก้าอี้ที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน ซึ่งบ่งบอกว่านี่คือตำแหน่งที่เจ้าของร้านควรนั่ง “ยินดีต้อนรับอีกครั้งค่ะ…เจ้านาย”
“ขอบคุณนะคะ…ที่ดูแลที่นี่เป็นอย่างดี”
จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวเสียงสั่น น้ำตาที่กักเก็บเอาไว้ก่อนหน้านี้พลันหลั่งออกมาอาบสองแก้ม เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมันเบา ๆ
“ที่นี่เป็นของคุณหนูค่ะ ต่อจากนี้ไม่ว่าต้องการอะไรสั่งผู้จัดการฝูคนนี้มาได้เลยนะคะ”ผู้จัดการสาวกล่าวขึ้นด้วยความเต็มใจ ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดจึงเชื่อใจคุณหนูได้มากเช่นนี้
หรืออาจจะเป็นเพราะเธอทำงานกับคุณผู้หญิงมาตั้งแต่ร้านฟางซินเริ่มสร้าง ความสามารถและการจัดการร้านอย่างชาญฉลาดของคุณผู้หญิงเป็นอย่างไรเธอล้วนได้เห็นมากับตา
และเมื่อเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าคือลูกสาวแท้ ๆ ของเจ้านายผู้เก่งกาจคนนั้น ฝูอันก็เชื่อไปแล้วถึงแปดส่วนว่าคุณหนูก็ต้องเก่งกาจไม่แพ้กัน
แม่เสือไม่ว่าอย่างไรก็ต้องออกลูกเป็นเสืออยู่วันยังค่ำ…
“ฉันขอทราบสินค้าคงเหลือทั้งหมดได้ไหมคะ?”
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”ฝูอันรับคำในทันที ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของตนเองที่อยู่ติดกัน แล้วหยิบเอาแฟ้มหนาสีดำมาวางเอาไว้ตรงหน้าของเจ้านาย
จ้าวเยี่ยนหลิงเปิดดูอย่างช้า ๆ พยายามทำความเข้าใจสินค้าแต่ละชิ้น หลายครั้งยังหันมาถามในสิ่งที่ตนเองไม่เคยได้รับรู้มาก่อน และก็ได้คำตอบที่น่าพึงพอใจจากผู้จัดการฝู
“สินค้าเก่าเก็บเอาไว้ก็มีแต่จะทำให้จมทุน อย่างนั้นรบกวนคุณน้าช่วยติดป้ายประกาศทีนะคะ ว่าร้านของเราจะลดราคาสินค้าทั้งหมดลงครึ่งหนึ่ง ในอีกสามวันข้างหน้า”เรื่องนี้จ้าวเยี่ยนหลิงตัดสินใจในทันทีอย่างไม่ลังเล สินค้าชุดที่ค้างอยู่ในร้านมีเยอะมากจริง ๆ และที่ขายไม่ออกก็เป็นเพราะมันถูกผลิตขึ้นมาเยอะเกินความต้องการของกลุ่มลูกค้าหลัก
