บทที่ 11 ตอนที่ 11 ฟื้นฟูร้านฟางซิน

จากที่ลองทบทวนดูรายได้สามปีล่าสุดร้านฟางซินมีกำไรพอสมควรซึ่งนั่นก็มากพอสำหรับการฟื้นฟูกิจการครั้งใหญ่ เช่นนั้นการขายสินค้าตกรุ่นพวกนี้ออกไปในราคาครึ่งหนึ่งก็ถือว่าไม่เสียหาย กลับกันยังได้ระบายสินค้าออกได้เร็วขึ้น เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับสินค้าใหม่ที่จะวางขายในอนาคตอีกด้วย

“แบบนั้นจะดีเหรอคะคุณหนู?”ฝูอันถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจความคิดของเจ้านายนัก ตั้งแต่ทำงานมาเธอไม่เคยเห็นกลยุทธ์การเทขายเช่นนี้มาก่อน

“ดีแน่นอนค่ะ นี่เป็นเพียงขั้นตอนแรกในการฟื้นฟูร้านฟางซิน แล้วก็…ช่วยหานายช่างฝีมือดีให้ฉันสัก 2-3 รายนะคะ เร็ว ๆ นี้เราจะปิดปรับปรุงร้านกัน”

จ้าวเยี่ยนหลิงตอบออกไปอย่างมั่นใจ พลางนึกถึงแผนการคร่าว ๆ ที่คิดเอาไว้ในใจ และหลังจากได้ปรึกษากับคุณน้าฝูในวันนี้ยิ่งทำให้ภาพที่เธอคิดเอาไว้มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น

และปัญหาแรกที่ต้องจัดการหลังจากปรับปรุงร้านฟางซิน เห็นจะเป็นเรื่องคนออกแบบเครื่องประดับ ที่ผ่านมาคนออกแบบเดิมที่มีอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้น แต่เมื่อสองปีก่อนกลับถูกคู่แข่งซื้อตัวไปจนหมด นั่นจึงทำให้สินค้าภายในร้านไม่มีแบบใหม่ออกมาอีกเลยตลอดสองปี

สินค้าที่วางขายอยู่ยังพอขายได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ขายดีเท่าเมื่อก่อน เพราะสินค้ารูปแบบเดิมไม่อาจดึงความสนใจจากลูกค้าได้อีกแล้ว หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะมีแต่ทำให้ร้านฟางซินต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเท่าเดิม แต่รายรับน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็ต้องเปลี่ยนมือเพราะไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายได้ไหวอีกต่อไป

ราวกับจ้าวเยี่ยนหลิงกับผู้จัดการฝูกำลังคิดในสิ่งเดียวกันอยู่อย่างไรอย่างนั้น ทันทีที่ได้ยินคำสั่งของเจ้านายอายุน้อยหัวคิ้วของฝูอันพลันขมวดเข้าหากัน ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่ตนเองสงสัย

“ถ้าหากขายออกไปหมดแล้ว…สินค้าที่จะวางขายในร้านต่อจากนี้ล่ะคะ”

ฝูอันยังไม่ค่อยเข้าใจแผนการของเจ้านายนัก หากขายสินค้าทุกชิ้นออกไปหมดแล้ว แน่นอนว่าร้านที่ว่างเปล่าจะทำให้เราต่อเติมร้านได้สะดวก

ใบหน้าของผู้จัดการสาวเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาเมื่อนึกถึงขั้นตอนการทำงานหลังจากปรับปรุงร้านเสร็จ “ตอนนี้เราไม่มีคนออกแบบเครื่องประดับ หากเปิดร้านอีกครั้งเกรงว่าจะต้องวางขายสินค้าแบบเดียวกันกับในตอนนี้”

หากเป็นเช่นนั้นแล้วการเทขายสินค้าที่มีอยู่ตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร ประโยคหลังฝูอันไม่ได้กล่าวออกไป เพียงแต่คิดในใจก็เท่านั้น

“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ เอาไว้พรุ่งนี้หลังเลิกเรียนฉันจะมารับคุณน้านะคะ แล้วเราไปตามหาเธอคนนั้นด้วยกัน”จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวยิ้ม ๆ

แน่นอนว่าเรื่องคนออกแบบจ้าวเยี่ยนหลิงก็พอมีคนในใจอยู่บ้าง ซึ่งคน ๆ นี้แม้จะไม่เคยพบหน้าหรือพูดคุยกันมาก่อน แต่ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ‘เธอคนนี้’ จะเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการเครื่องประดับอัญมณีมากทีเดียว จำได้ว่าเรื่องราวของเธอสามารถแปะอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ได้หลายวันติดต่อกันในเวลานั้น

ตอนนี้เธอมีโอกาสได้กลับมายังจุดเริ่มต้นของปัญหามีหรือจะพลาดโอกาสในการช่วงชิงสิ่งสำคัญที่จะสามารถพลิกชะตาตนเองและพี่ใหญ่ต่อจากนี้ได้

คำสั่งที่ค่อนข้างเฉียบขาดเมื่อถูกถ่ายทอดให้กับคนฝีมือดีอย่างฝูอัน หลังจากเจ้านายคนใหม่เดินออกจากร้านไปแล้ว ภายในเวลาสองชั่วโมงป้ายลดราคาขนาดใหญ่ก็ถูกติดบริเวณหน้าร้านฟางซินทันที ซึ่งการลดราคาเครื่องประดับถึงครึ่งหนึ่งของราคาเต็มนั้นยังไม่เคยมีร้านไหนทำมาก่อน นั่นจึงทำให้ร้านฟางซินเป็นที่สนใจอย่างมาก

ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อไปต่างก็แปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงของร้านฟางซินในครั้งนี้ ส่วนลูกค้าที่เคยอยากได้สินค้าภายในร้านแต่ไม่มีเงินมากพอ เมื่อได้เห็นป้ายลดราคาที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าต่างก็หมายมั่นในใจว่าจะต้องมาซื้อเครื่องประดับในราคานี้ให้ได้

คุณหนูจ้าวกลับเข้าบ้านมาในเวลาเกือบหกโมงเย็น คืนนี้เธอไม่ได้เข้านอนในทันที เพียงแต่เดินไปยังห้องทำงานของพี่ใหญ่ก่อนเพื่อเลือกดูหนังสือที่คิดว่าจะสามารถนำมาอ่านเพื่อเตรียมสอบเกาเข่าได้

“นี่พี่ใหญ่จะอ่านแค่หนังสือการทหารและอาวุธไม่ได้นะ”จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวเสียงแผ่ว ขณะกวาดมองไปยังหนังสือกว่าครึ่งชั้นที่เต็มไปด้วยตำราทางการทหาร ยุทธศาสตร์การรบและยุทโธปกรณ์

เธอเข้าใจดีว่าเขามีปู่และพ่อเป็นแบบอย่าง จริงอยู่ที่พี่ใหญ่อยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็กแต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะไม่มีความสนใจอื่นเลย…

ก่อนที่สายตาจะหยุดอยู่ตรงหนังสือสามเล่มสุดท้ายที่วางอยู่ส่วนริมสุดของชั้นวาง สภาพมันดูใหม่มากราวกับไม่เคยถูกเปิดอ่านมาก่อน สันเล่มบอกว่ามันคือหนังสือเกี่ยวกับการคำนวณเลขสองเล่ม ส่วนอีกเล่มดูแล้วเป็นภาษาที่เธอไม่รู้จัก แต่ก็ไม่แน่ว่าหวงซูเยี่ยนอาจจะรู้จัก

“เอาไปให้ซูเยี่ยนดูก่อนดีกว่า…”คิดได้เช่นนั้นมือเรียวเล็กจึงรวบหนังสือทั้งสามเล่มมาไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะเดินกลับห้องนอนของตนเองไป พร้อมกับรอยยิ้มมีความสุขเมื่อนึกไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นจากสองมือของตนเองต่อจากนี้

ในเช้าวันต่อมาจ้าวเยี่ยนหลิงมาโรงเรียนเช้ากว่าเดิมเพราะความตื่นเต้นที่อยากจะถ่ายทอดในสิ่งที่พึ่งค้นพบให้กับเพื่อนสนิทคนใหม่ได้ฟัง แต่ทันทีที่เดินเข้าห้องมากลับพบว่าหวงซูเยี่ยนกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ซึ่งไม่ต้องถามก็รู้ว่าคงมาถึงได้สักพักแล้ว

หวงซูเยี่ยนนั่งอยู่ในห้องเรียนเพียงลำพัง ขณะเดียวกันก็หาได้นั่งอยู่เฉย ๆ ตรงหน้าของเธอมีหนังสือเตรียมสอบเล่มหนา ตั้งแต่รับปากเยี่ยนหลิงเมื่อวานเธอจำเป็นต้องใช้เวลาอ่านหนังสือให้มากขึ้นเพื่อจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้และสามารถถ่ายทอดมันให้กับผู้จ้างได้อย่างครบถ้วน บรรยากาศเงียบสงบทำให้เธอเข้าใจเนื้อหาที่อ่านได้อย่างง่ายดาย ซึ่งถือว่าคุ้มค่าที่ลงทุนตื่นเช้ากว่าเดิมถึงครึ่งชั่วโมง

“ขยันปานนี้ เธอต้องสอบได้อันดับหนึ่งแน่เลยซูเยี่ยน”จ้าวเยี่ยนหลิงเอ่ยเย้าแหย่ พลางวางกระเป๋าเอาไว้บนโต๊ะ โดยไม่ลืมหยิบหนังสือที่หามาได้ออกมาวางเอาไว้ตรงหน้าของคนที่กำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือ

“หนังสือภาษาอังกฤษเหรอ? เยี่ยนหลิง!! เธอไปหามาได้อย่างไร”

ขณะถามออกไปมือเล็กละจากหนังสือที่อ่านอยู่ในทันที ก่อนจะหันความสนใจทั้งหมดมาที่หนังสือแสนล้ำค่าเล่มนี้ หวงซูเยี่ยนสัมผัสมันอย่างทนุถนอม พลางเปิดกระดาษทีละหน้าด้วยแววตาวาววับ

กลิ่นกระดาษที่เธอหลงใหลลอยมาปะทะปลายจมูก หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างหายากและแพงมาก เธอเคยเห็นรุ่นพี่ถืออยู่ครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นคิดจะเอ่ยปากขอหยิบยืมมันกลับถูกขายต่อไปให้คนอื่นเสียแล้ว หวังซูเยี่ยนยังคงจดจำความรู้สึกเสียดายในตอนนั้นได้ ยิ่งได้รู้ว่าราคาที่ขายออกไปนั้นแพงถึงสิบห้าหยวนยิ่งทำให้รู้สึกเสียดายมากขึ้นไปอีก

“ขโมยมาน่ะ”

คำตอบของจ้าวเยี่ยนหลิงทำเอาคนฟังถึงกับตาเบิกโพลง โทษของการลักขโมยมีใครบ้างไม่รู้ เธอคนนี้คิดว่าการมีเส้นสายใหญ่โตจะทำให้ตนเองไม่ต้องรับโทษอย่างนั้นหรือ “เธอยังสติดีอยู่หรือเปล่า? ขโมยของคนอื่นแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน”

จ้าวเยี่ยนหลิงหัวเราะออกมาเสียงดัง เธอเพียงอยากกลั่นแกล้งซูเยี่ยนเล็กน้อย แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเชื่อสนิทใจเช่นนี้

“ไม่ใช่แบบที่เธอคิดสักหน่อย นี่เป็นของพี่ใหญ่ เขาไม่อยู่บ้านฉันเลยแอบหยิบมาก็เท่านั้น เขาไม่ว่าอะไรฉันหรอกน่า”น้ำเสียงใสกล่าวกลั้วหัวเราะ ก่อนจะโบกมือไปมาเล็กน้อยราวกับนี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

“เฮ้อออ! ก็แล้วไป คิดว่าจะต้องติดคุกไปกับเธอเสียแล้ว”หวงซูเยี่ยนลูบอกไปมาสองสามครั้งพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ยังมีอีกสองเล่มนะ เธอช่วยดูหน่อยว่าใช้ได้ไหม?”

ว่าจบก็หยิบเอาหนังสือคำนวณอีกสองเล่มมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะมองคุณครูสอนพิเศษอย่างมีความหวัง

ทันทีที่ได้เห็นหน้าปกของหนังสือทั้งสองเล่มหัวใจของหวงซูเยี่ยนพลันเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง และเมื่อได้เปิดดูด้านในแล้ว แววตาที่มองไปยังเจ้าของหนังสือนั้นเปล่งประกายเสียยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ “ยิ่งกว่าใช้ได้อีก นี่ต้องเรียกว่าของล้ำค่าเลยล่ะ”

แน่นอนว่าหวงซูเยี่ยนเคยเห็นมันมาทั้งหมดแล้ว แต่ไม่เคยได้สัมผัสมันสักครั้ง เธอเป็นคนชอบเรียนรู้ ชอบอ่านหนังสือ แต่กลับมีทุนไม่พอที่จะครอบครองมัน วันนี้เพียงแค่เห็นมันอยู่ตรงหน้าและรู้ว่ากำลังจะได้อ่านมันทั้งสามเล่มก็ทำให้เธอดีใจจนเนื้อเต้นเชียวล่ะ

“ขนาดนั้นเชียว?”

“ก็ใช่น่ะสิ! นี่มันหายากมากแล้วก็แพงมากเลยนะ พี่ใหญ่ของเธอนี่มีความสามารถจริง ๆ ที่หาทั้งสามเล่มนี้มาได้”หวงซูเยี่ยนอธิบายโดยกล่าวชมเจ้าของหนังสือตัวจริงในท้ายประโยค

จ้าวเยี่ยนหลิงหัวเราะออกมาเบา ๆ เธอไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไรดี เพราะตนเองก็ยังไม่แน่ใจเช่นกันว่าพี่ใหญ่ได้มันมาได้อย่างไร ทั้งตนเองหยิบมาก็ยังไม่ได้ขออนุญาตด้วยซ้ำ แต่เธอเชื่อว่าหากพี่ใหญ่รู้ในความตั้งใจของเธอ เรื่องหยิบหนังสือโดยไม่เอ่ยขอในครั้งนี้อาจจะถือเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป