บทที่ 12 ตอนที่ 12 หวังเหลียนหรง

จ้าวเยี่ยนหลิงจำต้องจัดการเรื่องที่ร้านฟางซินให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากมอบหนังสือทั้งสามเล่มให้กับหวงซูเยี่ยนไปแล้ว จึงตกลงกันว่าจะให้เวลาอีกฝ่ายทำความเข้าใจหนึ่งสัปดาห์ นั่นเท่ากับว่าเราจะเริ่มติวหนังสือกันในสัปดาห์หน้า ซึ่งหมายความอีกอย่างว่าเรื่องของร้านฟางซินก็ควรต้องจัดการให้เรียบร้อยภายในสัปดาห์นี้นั่นเอง

“สัปดาห์นี้ฉันผ่านบ้านเธอทุกวัน กลับกับฉันได้นะ”จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวขึ้นขณะกำลังเก็บของบนโต๊ะเรียนลงในกระเป๋า

ความจริงแล้วบ้านของเธออยู่ทางทิศใต้ของเมือง แต่ห้างสรรพสินค้านั้นอยู่เลยบ้านของหวงซูเยี่ยนไปทางทิศตะวันออกเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น ฉะนั้นการมีหวงซูเยี่ยนติดรถไปด้วยก็ไม่ถือเป็นเรื่องยากลำบากแต่อย่างใด ดีเสียอีกที่ก่อนไปทำงานจะได้มีเพื่อนคอยพูดคุยกัน

“เพื่อนเก่าเธอจะไม่รุมทึ้งฉันใช่ไหม?”หวงซูเยี่ยนกล่าวยิ้ม ๆ พลันเหลือบมองไปยังด้านหลังห้องเรียนที่คนเหล่านั้นก็มองมาทางเราสองคนตาเขียว

ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเยี่ยนหลิงพลันเหลือบมองไปยังตำแหน่งหลังห้องที่คุ้นเคย คิ้วเรียวขยับยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับไปว่า “เธอกลัวเหรอ?”

หวงซูเยี่ยนได้ยินคำถามก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน เธอไหวไหล่เพียงเล็กน้อย ราวกับไม่ได้แยแสคนพวกนั้นเท่าใดนัก

“ก็ไม่นะ”

ในโรงเรียนที่มีแต่ลูกหลานของตระกูลชนชั้นสูง รองลงมาเป็นชนชั้นกลาง ส่วนระดับล่างอย่างเธอที่สอบชิงทุนเข้ามาเรียนมีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ หากมัวแต่ทำตัวอ่อนแอมีหรือจะเอาตัวรอดมาได้ จะว่าไปแล้วหากคนอย่างเธอเอาแต่หวาดกลัว หรือขี้ขลาดแม้แต่วันเดียวก็คงไม่มีชีวิตอยู่มาด้วยตัวคนเดียวในโรงเรียนแห่งนี้ได้จนถึงตอนนี้แน่นอน

“อย่างนั้นก็กลับกันเถอะ อย่าไปสนใจคนอื่นเลย”

น้ำเสียงของจ้าวเยี่ยนหลิงนั้นไม่เบาเลย คนที่เฝ้ามองเธอมาจากมุมหลังห้องตั้งแต่แรกมีหรือจะไม่ได้ยิน เพียงแต่นอกจากได้ยินแล้วกลับทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่ปล่อยคุณหนูจ้าวเดินออกจากห้องไปอย่างราบรื่นก็เท่านั้น

อิทธิพลของตระกูลจ้าวที่มีอยู่ทั่วเมืองหากสู้กันซึ่งหน้ามีหรือจะชนะได้ อย่าได้ดูถูกว่าจ้าวเยี่ยนหลิงเป็นเพียงเด็กสาวที่ไร้พ่อแม่เชียว เพราะตระกูลจ้าวสายรองก็ยังอยู่ในเมืองนี้และมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน หากหลานสาวจากสายหลักเกิดเรื่อง นอกจากพี่ชายของจ้าวเยี่ยนหลิงแล้ว ไม่แน่ว่าคู่กรณีอาจจะถูกญาติสายรองจัดการก็เป็นได้ เรื่องนี้เป็นเฉินซื่ออิงที่รู้มาจากลุงของตนและบอกต่อกับเพื่อนให้ได้รับรู้อีกที

นั่นจึงทำให้ทั้งสามคนเฝ้ามองจ้าวเยี่ยนหลิงอย่างไม่พอใจแต่ไม่อาจทำสิ่งใดซึ่งหน้าได้ เว้นแต่เฉินซื่ออิงที่ถูกความริษยากัดกินจนไม่อาจอยู่เฉยได้ ในแต่ละวันเธอคิดเพียงแต่ว่าตนเองจะทำอย่างไรกับคุณหนูจ้าวคนนี้ดี

รถยนต์คันสีดำสนิทเคลื่อนมาจอดยังบ้านหลังน้อยสภาพเก่าทรุดโทรม จ้าวเยี่ยนหลิงมาที่นี่สองครั้งแล้ว แต่กลับไม่เห็นว่าบ้านนี้จะมีคนอื่นอยู่เลย

“ขอบใจนะเยี่ยนหลิง”หวงซูเยี่ยนกล่าวเสียงใส ก่อนจะสะพายกระเป๋าที่เต็มไปด้วยหนังสือหนักอึ้ง แต่น้ำหนักที่มากจนกระเป๋าแทบขาดไม่ได้ทำให้ความสุขของเธอลดน้อยลงแต่อย่างใดเมื่อคิดว่าคืนนี้จะได้อ่านหนังสือพวกนี้

“เดี๋ยวสิ ฉันขอถามได้หรือเปล่า? เธออยู่บ้านกับใครเหรอซูเยี่ยน? ฉันมาที่นี่สองครั้งแล้วเห็นว่าบ้านเธอเงียบมากเลยสงสัยน่ะ”

หวงซูเยี่ยนไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด เพราะบ้านหลังนี้ก็เงียบเหงาอย่างที่ว่าจริง ๆ นั่นแหละ “ฉันอยู่กับยายสองคนน่ะ ตอนนี้ยายน่าจะยังไม่กลับ”

เธอเลือกตอบไปเพียงเท่านั้นโดยไม่ได้อธิบายต่อไปว่าที่จริงแล้วยายยังคงออกไปทำงานที่ร้านบะหมี่ทุกวันเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในแต่ละวัน กว่าจะกลับบ้านก็ใกล้ค่ำเต็มที หรือหากบะหมี่ที่ร้านขายหมดเร็วก็อาจจะได้กลับบ้านเร็วขึ้นอย่างเช่นเมื่อวาน เธอรู้ดีว่าตนเองไม่ได้รู้สึกอับอายในชะตาชีวิต เพียงแต่ไม่คิดว่าเรื่องราวพวกนี้จ้าวเยี่ยนหลิงที่อยู่ในชนชั้นที่สูงกว่าจะต้องการรับรู้มันด้วยก็เท่านั้น

“อื้ม ฉันไปก่อนนะ”จ้าวเยี่ยนหลิงเลือกที่จะบอกลาในทันทีโดยไม่ถามเรื่องอื่นต่ออีก ทั้งที่รู้สึกสงสารหวงซูเยี่ยนแต่ก็ไม่อาจหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ในทันทีได้ จากนี้เพียงหวังว่าการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างของเธอในชีวิตนี้จะทำให้หวงซูเยี่ยนดำเนินชีวิตไปอยู่ในจุดที่ดีขึ้นกว่าตอนนี้ก็แล้วกัน

ฝูอันถูกรับขึ้นรถมาทั้งที่ตนเองก็ไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียดนัก เธอรู้เพียงว่าจะไปตามหาคนออกแบบเครื่องประดับกับคุณหนูเท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่นเมื่อถามก็ได้คำตอบเพียงแค่ว่า ‘ไปถึงก็จะรู้เอง’ จากคุณหนูเท่านั้น

เมื่อรถยนต์แล่นออกจากห้างสรรพสินค้าไปตามถนนมุ่งหน้าไปยังพื้นที่หนึ่งของเมืองที่ดูจะไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก

แน่นอนว่าฝูอันที่มีชีวิตอยู่มาจนถึงอายุยี่สิบแปดปีย่อมรับรู้ถึงที่ไปที่มาของสถานที่นี้เป็นอย่างดี แม้ที่นี่จะเคยถูกกวาดล้างจากทางการไปแล้ว จนกระทั่งตอนนี้ที่ดูคล้ายจะเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสิบปีก่อนมากโข แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสียทีเดียว “คุณหนูแน่ใจเหรอคะว่าเป็นที่นี่”

เธอไม่อยากจะเชื่อว่าคุณหนูจะไปรับเธอจากห้างสรรพสินค้าเพื่อมาอยู่ในที่แห่งนี้ เดิมทีที่นี่เป็นตลาดมืดที่ถูกกวาดล้างจนไร้ซึ่งผู้คน ต่อมาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงได้เริ่มมีร้านขายของโบราณเปิดขึ้นมา และต่อจากนั้นตลอดตั้งแต่ทางเข้าของตรอกนี้ก็เต็มไปด้วยร้านขายของสะสมโบราณ

“เธออยู่ที่นี่แหละค่ะ เราไปกันเถอะ”จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ก่อนจะเดินนำหน้าคุณน้าฝูและลุงเย่เข้าไปในตรอกแคบแห่งนี้

ข้อมูลนี้เธอได้มาจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในชีวิตก่อนที่สัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตของนักออกแบบอัญมณีคนนี้เอาไว้ ต้องขอบคุณที่ความโดดเด่นของเจ้าตัวที่ทำให้จ้าวเยี่ยนหลิงให้ความสนใจและจดจำทุกรายละเอียดเกี่ยวกับนักออกแบบคนนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องรออีกหลายเดือนเพื่อให้เธอปรากฏตัวที่ร้านของคู่แข่ง

ตรอกนี้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว จ้าวเยี่ยนหลิงเดินผ่านร้านขายของสะสมมาหลายสิบร้าน ก่อนจะพบกับร้านขายภาพวาดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่เกือบสุดท้ายของตรอกนี้ นัยน์ตากลมทอดมองไปยังร่างเล็กผอมบางของหญิงสาวอายุห่างจากเธอเพียงไม่กี่ปี เธอกำลังนั่งวาดภาพอยู่ด้านหน้าร้านด้วยใบหน้าเรียบเฉย ใบหน้าเล็กตอบไม่อาจมองได้ว่ามีความสุข คล้ายกับรอบกายนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาเสียมากกว่า ซึ่งจ้าวเยี่ยนหลิงที่ทราบประวัติชีวิตของเธอมาบ้างก็เข้าใจดี

จ้าวเยี่ยนหลิงเดินเข้าไปภายในร้านขายภาพวาดแห่งนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง โดยให้คุณลุงเย่และคุณน้าฝูยืนรออยู่ด้านหน้าร้าน เธอไม่ได้แสดงออกแต่แรกว่าตนเองต้องการสิ่งใด เพียงแต่เดินชมภาพวาดทีละภาพอย่างไม่รีบร้อน จนในที่สุดก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“หากคุณสนใจภาพนั้น ฉันลดราคาให้ได้นะคะ” น้ำเสียงนั้นราบเรียวราวกับไร้ซึ่งอารมณ์แต่ยังคงความสุภาพอยู่ไม่น้อย แม้จะไม่ได้หันไปมองลูกค้ารายนี้ตรง ๆ แต่เสียงฝีเท้าที่ได้ยินและหางตาของเธอก็รับรู้อยู่ตลอดจนกระทั่งเสียงฝีเท้าหยุดลงครู่หนึ่งจึงได้เริ่มกล่าวขึ้น

“เครื่องประดับในภาพนี้สวยดีนะคะ ของจริงคงจะสวยน่าดู”

จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มไม่ได้ละไปจากภาพวาดสีน้ำตรงหน้า ซึ่งเป็นภาพของหญิงสาวในชุดฮั่นฝูที่ดูเหมือนจะถูกประยุกต์ให้ดูสมัยใหม่มากขึ้น

ทว่าที่น่าสนใจกว่าชุดฮั่นฝูสีกลีบบัวคงไม่พ้นสร้อยคอทับทิมสีแดงสดที่อยู่บนลำคอระหงของหญิงสาวในภาพวาด นอกจากนี้ยังมีแหวนทับทิมที่ดูเข้าชุดกัน และปิ่นปักผมรูปดอกเหม่ยกุ้ยสีแดงสด

ฝีมือการออกแบบของจิตรกรสาวคนนี้ไม่อาจดูเบาได้เลยจริง ๆ เพียงแค่ภาพวาดหญิงสาวในชุดฮั่นฝูที่คล้ายจะเรียบง่าย แต่ยังแอบซ่อนความสามารถอีกอย่างหนึ่งของตนเองเอาไว้ในภาพได้อย่างแนบเนียน

หวังเหลียนหรง ไม่ได้มียินดีกับคำชมของลูกค้าอายุน้อยรายนี้ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยยามนี้ปรากฏเพียงรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาก็เท่านั้น ร่างผ่ายผอมลุกจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ด้านข้างของลูกค้า พลันทอดสายตามองไปยังภาพวาดที่กำลังได้รับความสนใจ

“เครื่องประดับชุดนี้ไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะคุณหนู นี่เป็นเพียงภาพที่ฉันวาดออกมามั่ว ๆ ก็เท่านั้น”จิตรกรสาวกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย พลันก้มหน้าลงมองมือของตนเองเล็กน้อย

อย่างน้อยเด็กสาวในชุดนักเรียนคนนี้ก็เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นเครื่องประดับที่เธอตั้งใจวาดมันลงไป

เช่นนั้นก็ควรดีใจไม่ใช่หรือที่มันถูกค้นพบเสียที…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป