บทที่ 13 ตอนที่ 13 โชคชะตาเล่นตลก

จ้าวเยี่ยนหลิงมีรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในบทสัมภาษณ์ที่เธอเคยอ่านหวังเหลียนหรงมีพรสวรรค์ด้านการออกแบบเครื่องประดับเป็นที่น่าจดจำ ในตอนนั้นเจ้าตัวก็รู้เป็นอย่างดีว่าตนเองโดดเด่นในเรื่องนี้ไม่น้อย

แต่ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกให้หวังเหลียนหรงในช่วงแรกต้องมาวาดภาพขายเลี้ยงชีพเพื่อนำเงินไปรักษาพ่อที่สุขภาพไม่ดี ในช่วงเวลานี้เธอยังไม่ได้ลองทำตามความชื่นชอบของตนเอง

จนกว่าคู่แข่งของร้านฟางซินจะเปิดตัว ถึงตอนนั้นหวังเหลียนหรงจะไปสมัครงานเป็นผู้ช่วยของคนออกแบบเครื่องประดับในร้านแห่งนั้น และเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นจึงได้ถีบตัวเองให้โดดเด่นมีชื่อเสียงในเวลาต่อมา นั่นจึงทำให้เวลานี้เธอเป็นเพียงแค่จิตรกรไร้ชื่อขายภาพวาดเพื่อเลี้ยงชีพไปวัน ๆ เท่านั้น

แต่ครั้งนี้จะต่างออกไปเพราะหวังเหลียนหรงไม่ต้องดั้นด้นไปของานทำที่ร้านแห่งนั้น ไม่ต้องเริ่มลองผิดลองถูกจากตำแหน่งผู้ช่วยตัวเล็ก ๆ แต่เป็นเจ้าของร้านฟางซินที่ตามหาหวังเหลียนหรงจนเจอ ทำให้ชีวิตของจิตรกรคนนี้จะพลิกผันก่อนเวลาถึงหนึ่งปี เพียงแต่อาจจะต้องเสี่ยงเล็กน้อยเพราะตอนนี้คล้ายกับเจ้าตัวก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในความสามารถของตนเองเท่าใดนัก

“น่าเสียดายนะคะที่เครื่องประดับที่ฉันถูกใจมันกลับเป็นเพียงภาพที่ถูกวาดขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจเท่านั้น”

น้ำเสียงแสนเสียดายกล่าวขึ้น แต่แววตาของจ้าวเยี่ยนหลิงหาได้มองไปที่ภาพวาดแผ่นนั้นอีกแล้ว แต่กลับมองไปที่จิตรกรสาวคนนี้แทน

“หากคุณสนใจภาพนี้ ฉันคิดราคาเพียงห้าหยวนก็แล้วกันค่ะ”

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจความนัยของสีหน้าที่อีกฝ่ายแสดงออก แต่ในฐานะของคนวาดภาพขายอย่างไรก็ต้องรักษามารยาทที่มีต่อลูกค้าเอาไว้ให้ดี

นี่เป็นสิ่งที่พ่อมักจะสอนเธอมาเสมอ ในเมื่ออาชีพนี้สามารถทำให้เราอิ่มท้องได้ ไม่ว่าอย่างไรเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด ซึ่งหวังเหลียนหรงชอบวาดภาพเป็นอย่างมาก แต่เรื่องการขายภาพวาดพวกนี้ การเจรจาซื้อขายล้วนเป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบเอาเสียเลย

จ้าวเยี่ยนหลิงยิ้มบาง เธอไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้วจึงเริ่มกล่าวเข้าประเด็นในทันที “ฉันขอพูดตามตรงนะคะ ที่ร้านเครื่องประดับเล็ก ๆ ของฉันต้องการคนออกแบบที่มีฝีมือโดดเด่นอย่างคุณ เราจะให้ผลตอบแทนที่ยุติธรรมและสมน้ำสมเนื้อแน่นอนคุณไม่ต้องห่วงเลย”

สิ่งที่เด็กสาวตรงหน้าทำให้หวังเหลียนหรงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง

“คุณบอกว่าคุณเป็นเจ้าของร้านเครื่องประดับอย่างนั้นเหรอคะ?”

หวังเหลียนหรงอดที่จะลอบสำรวจเด็กสาวในชุดมัธยมปลายตรงหน้าด้วยสายตาเหลือจะเชื่อไม่ได้ เด็กคนนี้อายุน้อยกว่าเธอเสียอีก แต่กลับพูดเรื่องพวกนี้ออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว จากท่าทีก็ดูจะไม่ได้ล้อเล่นแต่อย่างใด

แต่ร้านเครื่องประดับมีใครบ้างไม่รู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนมากขนาดไหน คุณหนูตรงหน้าแม้จะดูร่ำรวย แต่นอกจากเรื่องฐานะที่ใครเห็นก็มองออกก็ไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกเลยว่าเธอสามารถเป็นเจ้าของกิจการอย่างที่กล่าวมาได้

จ้าวเยี่ยนหลิงยืนให้อีกฝ่ายสำรวจด้วยท่าทีสงบนิ่ง เธอไม่อยากรีบร้อนไปมากกว่านี้เพราะเกรงว่าจะเป็นการรวบรัดจิตรกรสาวคนนี้มากจนเกิดไป ยิ่งได้เห็นว่าหวังเหลียนหรงมองเธออย่างไรด้วยแล้ว เธอจึงทำได้เพียงรอให้อีกฝ่ายได้คิดและตัดสินใจอย่างใจเย็นเท่านั้น

“คุณหนูจ้าวเยี่ยนหลิงเป็นเจ้าของร้านฟางซินค่ะ”เป็นฝูอันที่กล่าวยืนยันสถานะของเจ้านายอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งคนออกแบบเครื่องประดับฝีมือดี ไม่ว่าอย่างไรเธอที่เป็นผู้จัดการร้านก็ต้องมีส่วนในการโน้มน้าวจิตรกรท่านนี้ด้วย

ท่าทางลังเลอย่างชัดเจนของจิตรกรตรงหน้าไม่ได้ต่างจากที่จ้าวเยี่ยนหลิงคิดไว้เท่าใดนัก ใบหน้างดงามยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอ

ก่อนจะอธิบายต่อไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ที่ห้างสรรพสินค้าเหวินคุณคงพอรู้จัก ร้านเครื่องประดับฟางซินของฉันอยู่ตั้งที่นั่นหลายปีแล้วเป็นมรดกที่ได้รับจากคุณแม่น่ะค่ะ ส่วนนี่คือผู้จัดการฝูค่ะ หากคุณสนใจไปหาเธอได้ตลอดนะคะ”

ขณะกล่าวไม่ลืมผายมือไปยังผู้จัดการร้านที่ยืนห่างออกไปเล็กน้อย หากอีกฝ่ายจะไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูดก่อนหน้านี้ก็คงไม่แปลก ด้วยภาพลักษณ์ของเด็กสาวในชุดมัธยมปลายเช่นนี้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้เชื่อคุณน้าฝูก็แล้วกัน

เธอไม่ได้เร่งรัดให้หวังเหลียนหรงคนนี้รีบตอบตกลงแต่อย่างใด เพียงแต่เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายไปดูที่ร้านฟางซินให้เห็นกับตาตนเอง ถึงตอนนั้นจะเริ่มทำสัญญาว่าจ้างกันภายหลังก็ยังไม่สาย

ราวกับความสงสัยในตัวของคุณหนูท่านนี้ถูกคลี่คลายไปในประโยคเดียว หวังเหลียนหรงเริ่มมองคุณหนูจ้าวอีกครั้งในมุมมองที่ต่างจากเดิม ทั้งที่เป็นเพียงเด็กสาวที่อายุไม่เท่าไหร่ แต่มีความคิดอยากทำงานช่วยกิจการของผู้เป็นแม่ นับว่าเป็นคุณหนูที่น่าชื่นชมไม่เบา

ความจริงแล้วหวังเหลียหรงเองก็พึ่งค้นพบความชอบของตนเองเมื่อไม่นานมานี้ จากเดิมที่คิดว่าตนเองเป็นลูกสาวของจิตรกร การสามารถด้านศิลปะย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่มากกว่านั้น หลายครั้งที่เธอวาดภาพหญิงสาวมักจะมีการเติมเครื่องประดับลงไปด้วย และแน่นอนว่ามันไม่ใช่เครื่องประดับที่เธอเคยเห็นในชีวิตจริง แต่กลับเป็นสิ่งที่เธอคิดขึ้นมาเองทั้งสิ้น

เมื่อมีโอกาสที่ตรงกับความชื่นชอบมาวางอยู่ตรงหน้าจึงทำให้หวังเหลียนหรงออกอาการลังเลไม่น้อย ปัจจุบันเธอยึดอาชีพนี้เพื่อหาเลี้ยงชีพของตนเองและพ่อ หากต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นก็ไม่แน่ว่าจะไปได้ดีอย่างที่เป็นอยู่หรือไม่

“พวกคุณคงไม่คิดว่าฝีมืออย่างฉันจะสามารถทำงานแบบนั้นได้…”

จ้าวเยี่ยนหลิงผินหน้าไปทางภาพวาดนั้นอีกครั้ง ดูแล้วตอนนี้หวังเหลียนหรงน่าจะยังไม่ได้ค้นพบพรสวรรค์ของตนเองในเรื่องนี้ คล้ายกับการออกแบบเครื่องประดับเป็นเพียงแค่ความชื่นชอบหรืองานอดิเรกเพียงเท่านั้น

“ดูจากภาพวาดแผ่นนี้ฉันเชื่อว่าฝีมือการออกแบบของคุณไม่ธรรมดาเลย หากว่าคุณอยากรู้เรื่องนั้น อีกสามวันก็เอาภาพที่คุณเคยออกแบบมาให้เราดูสักสองสามชิ้นนะคะ ผู้จัดการฝูจะเป็นคนยืนยันอีกครั้งว่าคุณเหมาะสมกับร้านของเราอย่างที่ฉันคิดเอาไว้จริง ๆ”

ราวกับคำกล่าวของเด็กสาวนั้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับหวังเหลียนหรงอยู่บ้าง เธอมองทั้งสองคนตรงหน้าสลับกันไปมา ก่อนจะพยักหน้าสองสามครั้ง

“ตกลงค่ะ ฉันจะลองดู”

หวังเหลียนหรงเองอดยอมรับไม่ได้ว่าตนเองก็รู้จักร้านเครื่องประดับชื่อดังที่ว่ามาอยู่บ้าง ชื่อเสียงของร้านที่เปิดขายเครื่องประดับมาอย่างยาวนาน หญิงสาวที่รักสวยรักงามไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเคยเดินเข้าไปเลือกซื้อเครื่องประดับที่นั่น

แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังเคยเดินเข้าไปดูเครื่องประดับในร้านแห่งนั้นเมื่อนานมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถูกใจเพราะคิดว่าตนเองสามารถออกแบบให้สวยกว่านี้ได้ และเงินในกระเป๋าก็ไม่ได้มากมายนักจึงไม่ได้ซื้อกลับมา

ในเมื่อชอบออกแบบเครื่องประดับอยู่แล้วเธอเองก็อยากลองดูสักครั้งเช่นกัน หากสุดท้ายแล้วความชื่นชอบของเธอสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับครอบครัวได้ก็ถือว่าสวรรค์ยังคงเห็นใจเราสองพ่อลูกอยู่บ้าง

การเจรจาที่มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีจบลงอย่างราบรื่น พร้อมกับใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มกว้างของจ้าวเยี่ยนหลิง ทำให้ผู้จัดการฝูนั้นอดเอ่ยเย้าแหย่ขึ้นมาไม่ได้ “ดูคุณหนูจะถูกใจเธอมากนะคะ”

“คุณน้าก็ดูสร้อยทับทิมในภาพวาดนั่นนี่คะ”

ฝูอันได้ยินเช่นนั้นก็เผลอพยักหน้ายอมรับอย่างไม่รู้ตัว ที่เจ้านายกล่าวมาก็ไม่ผิด เธอเองเมื่อได้เห็นชุดเครื่องประดับทับทิมในกระดาษแผ่นนั้น แม้จะไม่ได้ละเอียดอย่างเช่นแบบที่นักออกแบบมืออาชีพวาดมา ทว่ารายละเอียดเล็กน้อยที่เด็กคนนั้นวาดลงไปนั้นน่าสนใจและแปลกใหม่มากจนเธอเองก็เห็นด้วยกับคุณหนูที่จะให้จิตรกรคนนี้มาเป็นนักออกแบบของร้านเรา

“ฝีมือของเธอก็ดีจริง ๆ นั่นแหละค่ะน้ายอมรับ แต่คุณหนูมีแววตาเฉียบแหลมมากเลยนะคะ ที่พาน้าไปตามหาเธอจนเจอ”ฝูอันกล่าวกลั้วหัวเราะ

ใครจะคิดว่าครั้งหนึ่งผู้จัดการฝูผู้เคร่งขรึมแห่งร้านฟางซินจะต้องไปเดินตามหานักออกแบบในสถานที่แบบนั้น เรื่องนี้เกรงว่าหากได้เล่าให้กับคุณผู้หญิงแม่ของคุณหนูฟังคงมีแต่จะถูกหัวเราะขบขันเป็นแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป