บทที่ 5 5
เสียงถีบประตูดังสนั่นหวั่นไหวมาจากหน้าบ้าน ทำเอาสองแม่ลูกสะดุ้งสุดตัว ฟ่านเสี่ยวตงทำตะเกียบหลุดมือ ร่างเล็กหดเกร็งด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณบอกเขาว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมาเยือน
เซี่ยชิงหรันรีบดึงร่างเล็กเข้ามาตระกองกอดไว้แน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังประตูห้องครัวที่เชื่อมกับโถงบ้าน
ร่างสูงใหญ่ของฟ่านเหวินเจี๋ยปรากฏตัวขึ้นตรงกรอบประตู สภาพของเขาเปียกปอนไปทั้งตัว น้ำฝนหยดติ๋งๆ ลงมาจากเส้นผมสีดำขลับที่ตกลงมาปรกหน้าผาก เสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าแนบลู่ไปกับมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขายังคงดุดันและแฝงไปด้วยจิตสังหาร ทว่าคราวนี้มันเจือปนไปด้วยความสับสนและตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด
ด้านหลังของเขามีชายชราผมขาวสะพายกระเป๋ายาไม้ไผ่ยืนหอบหายใจแฮกๆ อยู่ นั่นคือหมอเฉินจากท้ายหมู่บ้านที่ถูกฟ่านเหวินเจี๋ยลากคอฝ่าพายุฝนมาด้วยความเร่งรีบ
ตอนที่ฟ่านเหวินเจี๋ยเปิดประตูกระแทกเข้ามา เขาเตรียมใจที่จะเห็นภาพภรรยาใจมารนอนหลับอุตุไม่สนใจใยดีลูกชายที่กำลังจะชักตายอยู่บนเตียง เขาเตรียมคำด่าและเตรียมกำลังที่จะสั่งสอนผู้หญิงคนนี้ให้จำไปจนตาย
แต่สิ่งที่ปะทะเข้ากับใบหน้าของเขาเป็นอย่างแรกกลับไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของบ้านหลังเก่า แต่เป็นกลิ่นหอมหวนของเนื้อสัตว์ที่เคี่ยวจนได้ที่ กลิ่นที่ทำให้กระเพาะอาหารของชายชาตรีที่กินแต่แผ่นแป้งย่างจืดชืดมาหลายวันต้องประท้วงเสียงดัง
และเมื่อเขาก้าวเข้ามาในโถงบ้าน ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นการกระชากหัวใจของเขาอย่างรุนแรง
ภรรยาที่เขาเกลียดชังเข้ากระดูกดำ กำลังกอดลูกชายบุญธรรมของเขาไว้ในอ้อมแขนอย่างปกป้อง บนโต๊ะไม้มีชามข้าวสวยที่พร่องไปกว่าครึ่งและเนื้อหมูสามชั้นชิ้นโตวางอยู่ ที่สำคัญที่สุดคือ ใบหน้าของฟ่านเสี่ยวตงที่ควรจะซีดเผือดและนอนรอความตาย กลับมีสีเลือดฝาดและกำลังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ ด้วยแววตาที่มีชีวิตชีวา
หมอเฉินที่เดินตามเข้ามาถึงกับชะงัก ชายชราสูดดมกลิ่นหอมในอากาศก่อนจะเบิกตากว้าง "โอ้โห อาเหวินเจี๋ย เอ็งบอกข้าว่าลูกเอ็งไข้ขึ้นสูงจนชักใกล้ตายไงวะ แล้วไอ้เด็กที่นั่งกินหมูตุ๋นหน้าตาสดใสอยู่นั่นมันใครกัน! หลอกคนแก่ตากฝนมาทำไมเนี่ย!"
ฟ่านเหวินเจี๋ยยืนนิ่งงันราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับพื้น เขากวาดสายตามองเซี่ยชิงหรันที่นั่งกอดเด็กน้อย มองเตาไฟที่ยังมีควันลอยกรุ่น และมองหม้อที่บรรจุเนื้อหมูราคาแพงซึ่งคนในหมู่บ้านนี้แทบจะไม่มีปัญญาซื้อกิน
ความโกรธ ความสับสน และความแค้นตีรวนกันอยู่ในอก เขาสาวเท้าเข้ามายืนค้ำหัวเซี่ยชิงหรัน นัยน์ตาสีดำมืดมิดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความจริง
"นี่มันเรื่องบ้าอะไร" น้ำเสียงของเขากดต่ำ เย็นเยียบจนน่าขนลุก "เงินยี่สิบหยวนของฉัน... เธอเอาไปซื้อของพวกนี้มางั้นเหรอ แล้วยาลดไข้ล่ะ หมอบอกว่าเสี่ยวตงชัก เธอรักษาเขายังไง"
เซี่ยชิงหรันเงยหน้าสบตาเขานิ่ง ไม่มีแววตาหลบเลี่ยงหรือหวาดกลัวเหมือนในอดีต เธอรู้ดีว่าคำตอบหลังจากนี้จะชี้เป็นชี้ตายว่าเธอจะอยู่รอดในฐานะภรรยาของตัวร้ายธงแดงคนนี้ต่อไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่ สมองของนักเจรจาระดับโลกเริ่มประมวลผลหาคำแก้ตัวที่สมเหตุสมผลที่สุดเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันนี้!
บรรยากาศภายในห้องครัวเล็กๆ เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มหล่นกระทบพื้น มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคามุงจากและเสียงลมหวีดหวิวเท่านั้นที่ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ
ฟ่านเหวินเจี๋ยยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง ร่างกายกำยำที่เปียกโชกไปด้วยน้ำฝนแผ่รังสีคุกคามออกมากดดันจนอากาศรอบตัวคล้ายจะลดต่ำลงไปหลายองศา นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาจับจ้องใบหน้าของเซี่ยชิงหรันเขม็ง ราวกับราชสีห์ที่กำลังรอจังหวะขย้ำเหยื่อ
ส่วนเซี่ยชิงหรันยังคงนั่งกอดฟ่านเสี่ยวตงเอาไว้แน่น แม้จะรู้สึกประหม่ากับสายตาคาดคั้นนั้น แต่เธอก็พยายามบังคับตัวเองไม่ให้หลบตาเขา สมองของนักเจรจาระดับโลกกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้ออ้างที่แนบเนียนที่สุด
"ว่าไง เงินยี่สิบหยวนของฉันหายไปไหน และเด็กคนนี้... ทำไมถึงหายไข้ได้เร็วขนาดนี้" ฟ่านเหวินเจี๋ยถามย้ำ น้ำเสียงกดต่ำลงกว่าเดิม บ่งบอกถึงความอดทนที่ใกล้จะขาดสะบั้น
